Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

การรู้รูปปรมัตถธรรม ดูยาก ต้องทรงฌาน

mp3 for download : การรู้รูปปรมัตถธรรม ดูยาก ต้องทรงฌาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : การรู้รูปธรรมนั้นยากมากนะ ถ้าจิตไม่ทรงสมาธิพอนะ จะเห็นธาตุไม่ได้ ไม่มีกำลังที่จะเห็นธาตุ สมาธิอ่อนไป ก็เลยต้องเลี่ยงๆ ไปดูรูปยืนรูปนั่งรูปนอน รูปหายใจออกรูปหายใจเข้า รูปพวกนี้ไม่ถือว่าเป็นรูปแท้ด้วยซ้ำไป สิ่งที่เป็นรูปแท้ๆคือ ธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม ถ้าสมาธิไม่พอ ดูยาก จะดูเข้าถึงปรมัตถธรรมแท้ๆเลย ที่ถึงของแท้ๆเลย ที่เป็นรูปธรรม ดูยากมาก

นามธรรมนั้นดูง่าย ความโกรธเนี่ยเป็นนามธรรมอยู่อย่างชัดเจนแล้ว ไม่มีอะไรเคลือบแฝง ไม่มีอะไรปิดบัง ความโลภความหลง ความสุขความทุกข์ เป็นนามธรรมแท้ๆเป็นปรมัตถธรรม คนไทยโกรธกับคนจีนโกรธ ความรู้สึกอย่างเดียวกัน แต่อาการที่แสดงออกอาจไม่เหมือนกัน หรือฝรั่งโกรธ ก็ความรู้สึกอย่างเดียวกันกับคนไทยโกรธนั่นแหละ ความรู้สึกเหมือนๆกัน เป็นสากล หมาโกรธก็ความรู้สึกอย่างเดียวกัน แมวโกรธก็ความรู้สึกอย่างเดียวกัน ยักษ์มารโกรธก็ความรู้สึกอย่างเดียวกัน นั่นล่ะมันเป็นของจริง เป็นปรมัตถธรรมที่มีอยู่จริงๆ เราเฝ้ารู้รูปธรรมจริงๆก็ได้ รู้นามธรรมก็ได้

นามธรรมนั้นดูง่าย ลูกเล็กเด็กแดงก็รู้ว่าโกรธเป็นอย่างไร ก็รู้ว่าอยากเป็นอย่างไร รู้ว่าอิจฉาเป็นอย่างไร ดีใจเสียใจ มีศัพท์ทั้งหมดนะ ราวๆสามร้อยกว่าคำที่สะท้อนถึงความรู้สึก สามร้อยกว่าคำ กังวล กังวลกับกลุ้มเหมือนกันมั้ย ไม่เหมือนใช่มั้ย มีความเหลื่อมกันอยู่ใช่มั้ย ท้อแท้กับเบื่อเหมือนกันมั้ย มันจะมีดีกรีที่ต่างกันนะ เด็กๆยังรู้เลย เด็กๆยังรู้เลย เพราะฉะนั้นการรู้นามธรรมเป็นเรื่องเบสิคมากเลยนะ เขาเรียกอะไร ชิลด์ๆนะ ง่ายมากเลยนะ เรื่องเด็กๆ

แต่รู้รูปที่แท้จริง รู้ยาก ยากที่เราจะเห็นรูปที่แท้จริง เห็นธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมไม่ใช่ง่ายนะ ในผม ๑ เส้น เนี่ย มีธาตุดินน้ำไฟลมครบเลย แถมยังตั้งอยู่ใน space ในอากาสธาตุ อากาสก็ไม่ใช่ air อากาสธาตุคือ space ช่องว่าง ที่บรรจุดินน้ำไฟลมเอาไว้ ดูยากนะถ้าสมาธิไม่พอ ในการที่จะดูกายจะทำได้ดีนั้น ต้องทำฌานเสียก่อน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๔๙ ถึงนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๒๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เบื่อโลก

.
เบื่อโลก
ตราบเท่าที่ยังยึดกายยึดจิตยึดขันธ์อยู่
ก็ยังไม่ได้เบื่อโลกทั้งหมดหรอก​
ถ้าจะเบื่อก็แค่เบื่อโลกภายนอกเ​ท่านั้น
แต่ยังไม่เบื่อโลกที่เป็นกายเป็​นจิตเป็นขันธ์
จึงยังดิ้นรนมองหาสุขจากกายจากจิตจากขันธ์อยู่
ต่อเมื่อใดที่เบื่อโลกที่เป็นกา​ยเป็นจิตเป็นขันธ์ได้แล้วนั่นแห​ละ
จึงจะคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัด จึงจะหลุดพ้น.

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : อยู่กับโลกดั่งบัวอยู่ในตมที่ไม่เปื้อนโคลนตม

อยู่กับโลกดั่งบัวอยู่ในตมที่ไม่เปื้อนโคลนตม

ถาม : นิสัยของหนูเป็นคนไม่ค่อยชอบสังคมกับใครมากชอบอยู่กับครอบครัวหรืออยู่คนเดียวเสียเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งเราก็เบื่อกับการต้องใส่หน้ากากคุยกัน (ไม่ค่อยจริงใจ) ยิ่งทำให้เบื่อที่จะยุ่งกับใครยิ่งพอได้มาฝึกปฏิบัติยิ่งทำให้ไม่อยากคุยกับใครเพราะบางทีพูดมากก็ฟุ้งหรือบางเรื่องที่ในที่ทำงานส่วนใหญ่จะคุยกันมักให้ผิดศีลข้อ 4 เสียส่วนใหญ่ หนูอยากถามอาจารย์ว่าในฐานะที่อาจารย์เป็นคนทำงานเหมือนกันต้องเจอกับสังคมที่อาจะคล้ายคลึงกับหนู ๆ ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร ถึงจะเป็นบัวที่อยู่ในคลองได้โดยไม่เปื้อนโคลนค่ะ

ตอบ : ลองสังเกตดูนะครับว่า
ที่เบื่อไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใครนั้น
จริงๆ แล้ว เรายังยังมีความยินดีในสิ่งตรงข้ามคืออยากอยู่คนเดียว หรือไม่
(เบื่อสิ่งหนึ่งแต่ยังยินดีพอใจอีกสิ่งหนึ่งที่ตรงข้าม หรือไม่)

สภาวะเบื่ออย่างหนึ่งแต่ยังยินดีพอใจอยากได้อีกอย่างที่ตรงข้ามนั้น
เป็นการเบื่อแบบโทสะ หรือเบื่อเพราะจิตไม่เป็นกลางต่อสิ่งนั้นนั่นเอง
ถ้าเบื่อแบบโทสะ แล้วพยายามรักษากายใจไม่ให้กระทบกับสิ่งที่เบื่อนั้น
ก็เปรียบเหมือนเราเอาแก้วไปครอบบัวไว้อย่างที่หลวงพ่อเปรียบนั่นเอง
การทำแบบนี้แม้จะทำให้จิตสงบไม่ถูกกระทบด้วยสิ่งที่ไม่ดีไม่ชอบได้
แต่มันไม่ทำให้จิตมองเห็นความจริงของโลกที่เป็นไตรลักษณ์
เมื่อจิตไม่เห็นความจริงก็จะไม่เกิดปัญญา ไม่พ้นทุกข์ได้จริง
จึงเท่ากับเราปฏิบัติภาวนาผิดอยู่
เนื่องจากการปฏิบัติภาวนา ต้องมุ่งให้เกิดปัญญาจากการเห็นสภาวะตามจริง
โดยยังมีการกระทบสัมผัสกับสิ่งต่างตามปกติธรรมดาของโลก
เช่น เมื่อต้องมีเหตุให้กระทบสิ่งที่ไม่ชอบไม่ยินดี แล้วจิตยังไม่เป็นกลาง
จิตก็จะเกิดโทสะ ซึ่งเมื่อเกิดโทสะแล้วก็ต้องมาหัดรู้จิตที่มีโทสะนั้นไป
เพื่อให้เห็นว่าจิตที่มีโทสะนั้นเกิดแล้วย่อมดับไป
(ไม่ใช่พยายามทำตัวไม่ให้เกิดโทสะ)

ดังนั้นเวลาที่ต้องอยู่กับโลกอยู่ในสังคม
ก็ทำตัวตามปกติทั่วไปตามโอกาสตามบทบาทหน้าที่ที่ควรทำ
ไม่หลบหลีกอะไรโดยไม่จำเป็นจริงๆ
(หลบหลีกเฉพาะเรื่องที่ชวนทำอะไรที่ผิดศีลไว้)
แล้วให้หัดสังเกตดูความรู้สึกเบื่อหรือไม่ชอบเวลาที่ต้องอยู่ในสังคม
ถ้าเห็นความรู้สึกเบื่อหรือไม่ชอบได้บ่อยๆ (เห็นความไม่เป็นกลางได้บ่อยๆ)
จิตก็จะค่อยๆ เป็นกลางมากขึ้น ความเบื่อก็จะน้อยลง
แล้วเราจะอยู่ในชีวิตประจำวันในสภาพแวดล้อมที่ชวนให้จิตเป็นอกุศลได้
อย่างคนที่ไม่คล้อยตามไปทำสิ่งที่ผิดศีลกับเค้า และไม่ต่อต้านเค้าจนกลายเป็นโทสะ
เปรียบเหมือนกับบัวที่อาศัยอยู่กับโคลนตม แต่ไม่เปื้อนโคลนตมนั่นเอง

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : คนเบื่องาน

คนเบื่องาน

ถาม : รู้สึกว่าไม่รักงานที่ทำเท่าที่ควร ละอายใจต่อการเป็นลูกจ้างที่รับเงินเดือนเยอะแต่ทำไม่เยอะจนบางครั้งอยากลาออก ทั้งที่ไม่มีปัญหาเรื่องงาน พยายามอดทนอยู่ค่ะ เหมือนฝืนใจทำงานไปเรื่อยๆ ควรดูความเบื่อถูกไหมคะ?

ตอบ : ใจไม่รักงานเท่าที่ควร แต่ถ้านายจ้างยังพอใจเราก็ทำต่อไป ไม่ต้องกังวลหรอกครับ ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีพร้อมก็สบายใจได้แล้ว ส่วนความเบื่อที่เกิดขึ้นก็มาหัดดูไปครับ เบื่อบ้าง ไม่เบื่อบ้าง ก็เป็นธรรมดา แล้วถ้ารู้ทันความเบื่อได้ ก็จะสามารถทำงานได้เยอะขึ้น ดีขึ้นเองแหละครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : นิพพิทาหรือโทสะ?

นิพพิทาหรือโทสะ?

ถาม : เราจะแยกหรือมีข้อสังเกตได้อย่างไรระหว่างเบื่อที่เป็นโทสะ กับ ที่เป็นนิพพิทา ?

ตอบ : ถ้าจะให้ง่าย ก็ไม่ต้องแยกแยะแจกแจงก็ได้ครับว่าที่เบื่อเบื่อแบบไหน
อีกทั้งการคอยจะเทียบเคียงนั้น มักทำให้การภาวนาพลาดตกไปจากวิปัสสนา
เพราะฉะนั้น แค่รู้ว่าเบื่อไปก็เพียงพอแล้วครับ
แต่ถ้าจะเทียบเคียงก็ต้องดูว่า
ถ้าเบื่ออย่างหนึ่งแล้วอยากได้ในอีกอย่างที่ตรงข้าม ก็เบื่อแบบโทสะ
แต่ถ้าเบื่ออย่างหนึ่งเท่าๆ กับเบื่ออีกอย่างที่ตรงข้าม ก็เป็นนิพพิทา
แต่ถ้าเป็นนิพพิทา จิตจะต้องรู้ว่าเบื่อไปด้วยความเป็นกลางด้วยครับ
ถ้ายังรู้ว่าเบื่อแล้วจิตไม่เป็นกลาง หรือยังไม่ชอบที่เบื่อ ก็ไม่ใช่นิพพิทาครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : นิพพิทา หรือ แค่ อารมณ์เบื่อ(โทสะ)?

นิพพิทา หรือ แค่ อารมณ์เบื่อ (โทสะ)?

ถ้าเบื่อแบบที่เป็นโทสะ จะเบื่ออย่างหนึ่งแต่ยังอยากได้อีกอย่างหนึ่ง
เช่นเบื่อความวุ่นวาย แต่อยากที่จะอยู่เงียบๆ
ถ้าเบื่อโลกจริงๆ (ที่เป็นนิพพิทา) จะรู้สึกว่าวุ่นวาย หรือเงียบๆ
มันจะรู้สึกไม่น่าเป็นพอๆกันครับ :D

เรื่องเบื่อนี่ต้องสังเกตกันนานๆ เลยครับ
ที่ว่าเบื่อ ถ้าจริงๆแล้ว ก็ยังแสวงหาสิ่งที่ถูกใจพอใจ ก็ยังไม่ใช่นิพพิทาจริง
แล้วก็ยังต้องสังเกตว่า  ที่รู้ว่าเบื่อนั้นรู้ด้วยจิตเป็นกลางหรือไม่
ถ้าจะเอาง่ายๆ เลยนะครับ
ไม่ต้องสนใจเลยว่ามันเบื่อแบบโทสะหรือเบื่อแบบนิพพิทา
เอาแค่หัดรู้ว่าเบื่อด้วยจิตที่ตั่งมั่น เป็นกลาง ให้ได้ก็พอแล้วครับ :D

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดูจิต เมื่อดูไม่ชัด

mp3 for download: ดูจิต เมื่อดูไม่ชัด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ดูจิต เมื่อดูไม่ชัด

ดูจิต เมื่อดูไม่ชัด

โยม: กราบนมัสการค่ะ ส่งการบ้านครั้งสุดท้ายเมื่อประกันสังคมโน่นน่ะค่ะ แล้วก็ล้มลุกคลุกคลานมากเลยค่ะ แล้วก็ก่อนหน้าที่จะมาวัดเนี่ย รู้สึกว่าตัวเองติดสภาวะอยู่แต่ไม่แน่ใจค่ะว่า เป็นสมถะหรือว่าเป็นหมูกระดาษ ซึ่งมันจะเฉยๆ ไปหมดเลยน่ะค่ะ แล้วก็ พอวันก่อน เมื่อวานนี้ก่อนที่จะมาได้ฟังซีดีแผ่นล่าสุด ได้ฟังหลวงพ่อตอบคนหนึ่ง ซึ่งสภาวะคล้ายๆ กัน มันก็ค่อยๆ คลายออกมาค่ะ วันนี้ก็รู้สึกโปร่งโล่งเบาขึ้น ไม่ทราบว่าเห็นถูกมั้ย

หลวงพ่อปราโมทย์: ดีแล้ว ถูกแล้ว สังเกตมั้ย ไม่เจอกันนานเท่าไหร่ เดี๋ยว

โยม: หกเดือน..ได้ค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: สังเกตมั้ย จิตเราเปลี่ยนไปแล้ว

โยม: ค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: ดี

โยม: เห็นมันรู้สึก เห็นอะไร มันเบื่อๆ เฉยๆ ค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: นั่นแหละ เขารู้ตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่ายนะ เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด คือ คลายความผูกพันยึดถือ คลายกำหนัดจึงหลุดพ้น

โยม: อันนี้คือ คือเป็นเฉยที่จริงใช่มั้ยคะ ไม่ใช่เฉยแบบโลกๆ

หลวงพ่อปราโมทย์: ใช่ แต่ยังไม่ร้อยเปอร์เซนต์นะ บางทียังมีโทสะเจือ เป็นคราวๆ

โยม: เยอะด้วยค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: รู้ไป

โยม: แล้วก็ บางที เวลาอดนอนแล้วมันมักจะมองไม่ค่อยเห็นน่ะค่ะ ชัดๆ

หลวงพ่อปราโมทย์: เวลามองไม่ชัด นะ อย่างอดนอน หรือเวลาไม่สบาย เวลาโดนกินยาอะไรเข้าไป เบลอๆ เวลาใกล้จะตายแล้วเบลอๆเนี่ย วิธีดู ดูยังไง ไม่ใช่ดูให้ชัด ไม่ใช่ไปฝืนเพื่อทำให้ชัดนะ รู้ว่าไม่ชัด ใจอยากชัดรู้ว่าอยาก นั่นเรียกว่าเรายังรู้อยู่ เพราะฉะนั้นมันจะชัดก็ได้ มันจะไม่ชัดก็ได้ แต่เรารู้ทันทุกอย่างด้วยจิตที่เป็นกลาง ตัวนี้ใช้ได้ เวลาที่พวกเราใกล้จะตาย บางทีเบลอนะ เบลอไม่รู้เรื่อง ซึมกระทือไปแล้วเนี่ย ถ้าจะไปหวังให้ ปิ๊ง.. ใสปิ๊ง ปิ๊ง อยู่ มันไม่ปิ๊งละ ให้รู้สภาวะอย่างที่มันเป็น รู้ว่ากำลังเป็นอย่างนี้อยู่ รู้ด้วยใจที่เป็นกลางไว้ นะ

โยม: งั้นจิตโยมยัง.. ครั้งที่แล้วยังออกนอกอยู่ คราวนี้ยังเข้ามาได้บ้างมั้ยคะ

หลวงพ่อปราโมทย์: เข้ามานะ แต่ว่ายังเพ่งอยู่

โยม: ค่ะ ยังติด ยังรู้ตัวว่ายังติดอยู่ บางทีไปจ้องรอ จ้อง..

หลวงพ่อปราโมทย์: เออ.. อย่ารอดูนะ ก่อนดูไม่รอดู ให้สภาวะเกิดแล้วค่อยรู้ ระหว่างรู้อย่าอยากรู้ให้ชัดแล้วถลำลงไปจ้อง ดูห่างๆ รู้แล้วยินดีให้รู้ทัน ยินร้ายให้รู้ทัน

โยม: โยมควรจะฝึกสมถะเพิ่มมั้ยค่ะ หรือว่าไม่ควร..

หลวงพ่อปราโมทย์: สมถะทำเพื่อพักผ่อนทุกวัน ทำไป แต่ไม่ได้ทำเยอะ ทำพอให้ใจมีแรง ถ้าไม่มีสมถะใจจะไม่มีกำลัง

โยม: ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: แต่ถ้าถามหลวงพ่อเมื่อ ๖ เดือนก่อน หลวงพ่อจะบอกให้หยุดสมถะไว้ก่อน เพราะอะไร เพราะติดเพ่งอย่างรุนแรง เราต้องให้คลายการเพ่ง คลายการเพ่งแล้วเริ่มเห็นสภาวะทำงานแล้ว คราวนี้เราก็ทำสมถะเพื่อพักผ่อนเป็นคราวๆ นะ

โยม: ขอบพระคุณค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: เนี่ยบางคนได้ยินหลวงพ่อพูดประโยคหนึ่งแล้วก็เอาไปแล้ว “หลวงพ่อปราโมทย์บอกให้เลิกทำสมถะ” เนี่ย นะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
File: 521204B.mp3
ลำดับที่ ๔
ระหว่างนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๑๙
 

 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์: ภาวนาแล้วเกิดความเบื่อ หดหู่ กังวล

ภาวนาแล้วเกิดความเบื่อ หดหู่ กังวล

อดทนดูจิตใจที่เบื่อ ที่หดหู่ ที่กังวลไป
โดยไม่ต้องไปสนใจว่าเบื่ออะไร หดหู่อะไร กังวลอะไร
พอเรามาหัดภาวนา เราก็จะเห็นโลกมันก็แค่นี้แหละครับ
จิตที่หลงโลกก็วนเวียนเสพสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส ไปเรื่อยๆ
วนเวียนซ้ำๆซากแบบนี้แหละครับ
ใครไม่หัดภาวนาก็เกิดมาวนเวียนหลงโลกหลงทุกข์กันต่อไป
ใครมาหัดภาวนา ชีวิตก็มีเป้าหมายไปสู่ความพ้นทุกข์
เกิดมาก็เพื่อฝึกฝนจิตใจให้พ้นทุกข์เท่านั้น

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

งานหลักของเราคือทำตัวให้พ้นสังสารวัฏ

mp 3 (for download) : งานหลักของเราคือทำตัวให้พ้นสังสารวัฏ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเมื่อไหร่เราปฏิบัติโดยการเข้าไปแทรกแซงเรื่อยๆนะ เช่น โกรธขึ้นมากำหนด โลภขึ้นมากำหนดนะ นานๆ เราจะรู้สึกว่าเราบังคับจิตได้ จะรู้สึกคึกคักห้าวหาญ ไม่กลัวกิเลสแล้ว กิเลสมาทีไรกำหนดแล้วจอดหมดทุกทีเลย จิตนี้เป็นอัตตาขึ้นมาแล้ว ได้พอกพูนความเห็นผิดว่าจิตเป็นตัวเป็นตน เป็นสิ่งบังคับได้ขึ้นมา จะไม่ใช่วิปัสสนานะ วิปัสสนาจะรู้กายอย่างที่เขาเป็นรู้ใจอย่างที่เขาเป็น เห็นจิตเห็นใจทำงานของเขาไปเรื่อย เราบังคับไม่ได้ เขาไม่เที่ยง เขาทนอยู่ในสภาวะอันใดอันหนึ่งนานๆ ไม่ได้ ดูไป ใจเห็นความจริงใจถึงยอมรับนะ ยอมรับแล้วมรรคผลมันจะเกิด

พระพุทธเจ้าจึงสอนว่าเพราะรู้ตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริงหมายถึงรู้รูปนามนะ รู้รูปนามตามความเป็นจริง ตามความเป็นจริงคือไตรลักษณ์นั่นเอง รู้ว่ารูปนามตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวเรา

เพราะรู้ตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย จอยรู้สึกไหม มันน่าเบื่อ สุขก็น่าเบื่อนะ ทุกข์ก็น่าเบื่อนะ ดีก็น่าเบื่อ ชั่วก็น่าเบื่อนะ อะไรๆ ก็น่าเบื่อ หยาบก็น่าเบื่อ ละเอียดก็น่าเบื่อ เพราะมันของไม่เที่ยงทั้งหมดเลยนะ เพราะรู้ตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด คลายกำหนัดนี่มาจาก ภาษาไทยฟังแล้วแปลยาก ภาษาบาลีเรียกว่า “วิราคะ” หมายถึงใจเราไม่เข้าไปผูกพันกับมัน ใจไม่เข้าไปผูกพันในความสุข เพราะรู้ว่าความสุขชั่วคราว ไม่ไปหลงยินดีว่ามันจะต้องถาวร อยากให้มันถาวร ไม่มีอย่างนี้ จะไม่ดิ้นรนเพื่อจะรักษาความสุขแล้ว ใจไปเห็นความทุกข์เข้า ก็ไม่ผูกพันกับความทุกข์ ไม่ใช่คิดว่าความทุกข์เป็นตัวเราของเรานะ งั้นต้องไปหาทางละ ใจจะไม่เข้าไปผูกพันกับสภาวะที่มันไปรู้เข้า ใจมันคลายออก

เพราะรู้ตามความเป็นจริงก็เลยเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายเลยคลายกำหนัดคือคลายความผูกพัน คลายความรักใคร่ในสภาวะอันหนึ่ง เกลียดสภาวะอันหนึ่ง เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น หลุดพ้นจากอะไร จากรูปจากนามนั่นเอง ที่ชมพูเห็น จิตมันไปคว้าจิตขึ้นมา มันไม่หลุดพ้นนะ มันปล่อยไม่ได้ ถ้ามันเห็นความจริง จิตนี่ทุกข์ล้วนๆ นะ มันจะทิ้ง เรียกเห็นไตรลักษณ์ จิตแจ่มแจ้งแล้วมันทิ้งเลย มันทิ้ง

เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น อะไรหลุดพ้นอะไร จิตหลุดพ้นจากความถือมั่นในขันธ์นั่นเองนะ จิตหลุดพ้นจากกิเลสที่ห่อหุ้มจิตที่เรียกว่า “อาสวะ” กิเลสที่ห้อหุ้มจิต จิตหลุดพ้นออกมา เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้เลยนะ รู้ด้วยตัวเองนะ ของมันเคยยึดเคยถือไว้หนักๆ นะ มันหลุดแล้วมันวาง เห็นต่อหน้าต่อตา มันวางจริงๆ เพราะมันไปเห็นธรรมที่พ้นจากความเกิดความตาย

เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ก็จะรู้ธรรมะที่พ้นออกไป เรียกว่า “วิมุตติญาณทัสสนะ” รู้ธรรมะแห่งความหลุดพ้น รู้นิพพานนั่นเอง

แล้วก็รู้อีกนะว่าชาติสิ้นแล้วคือความเกิดสิ้นแล้ว ความเกิดคืออะไร คือการที่ใจเราเข้าไปหยิบฉวยรูปนามนั่นเอง ใจที่เราเข้าไปหยิบฉวยจิตนี่ คว้าปั๊บเข้ามาหยิบฉวยเข้ามา นี่แหละคือความเกิดคือชาติ ใจเข้ามาหยิบฉวยกายก็เกิดชาติ ใจหยิบฉวยจิตก็เกิดชาติ พอเบื่อหน่ายคลายกำหนัดก็หลุดพ้น รู้ว่าหลุดพ้นแล้วนะ รู้ว่าชาติสิ้นแล้ว ไม่หยิบฉวยอะไรขึ้นมาอีกแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์คือการประพฤติปฏิบัติธรรมเนี่ย

การศึกษาธรรมะเนี่ย ศึกษาจบแล้ว ศึกษาจบแล้ว จบในศีลในจิตในปัญญา ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา ไม่ใช่ศีลสมาธิปัญญานะ เราพูดเล่นคล่องๆ ปากหรอกศีลสมาธิปัญญา

ไตรสิกขาคือศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา แจ่มแจ้งแล้วรู้หมดแล้ว

ศีลเนี่ยเป็นการศึกษาเพื่อสู้กิเลสหยาบๆ เพื่อให้จิตนี่มีความตั้งมั่นเพียงพอพร้อมที่จะมาเรียนรู้จิต คือทำจิตตสิกขา

จิตตสิกขาเนี่ย จิตจะสงบจากนิวรณ์จากกิเลสชั้นกลาง พร้อมที่จะไปเจริญปัญญา มันจะรู้ว่าจิตยังไงที่ข่มนิวรณ์ได้ จิตยังไงข่มนิวรณ์ได้แล้วพร้อมที่จะเจริญปัญญาด้วย จิตที่ข่มนิวรณ์ได้คือจิตที่ทำสมถะ จิตที่ข่มนิวรณ์แล้วพร้อมจะเจริญปัญญาคือจิตที่พร้อมต่อการทำวิปัสสนา ไม่เหมือนกัน

พอถึงปัญญาสิกขาก็คือการเรียนรู้ความจริงของกายของใจจนละกิเลสขั้นละเอียดคือความหลงผิดได้ละอวิชชาได้

งั้นศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา ชำแหละกิเลสเป็นชั้นๆ ๆ เข้ามานะ จนกระทั่งจิตใจเราบริสุทธิ์หมดจดแล้ว หมดงานต้องทำเรียกว่าเรียนจบ เรียกว่าจบหลักสูตร ที่ว่าพรหมจรรย์อยู่จบแล้วหมายถึงว่าเรียนจบหลักสูตรแล้ว คนที่เรียนจบหลักสูตรเรียกว่า “อเสขบุคคล” คือคนที่ไม่ต้องเรียนอีกแล้ว คือพระอรหันต์นั่นเอง

พวกเราเป็นนักเรียนนะ พวกเรายังเป็นนักเรียน พระโสดาบันน่ะเป็นนักเรียนจริงๆ พระโสดาบันน่ะเป็นนักเรียน พวกเรานั้นเป็นคล้ายๆ นักเรียนเตรียมอนุบาลนะ ยังไม่ถึงขั้นเป็นนักเรียน เพราะพระโสดาบันขึ้นไปนี่ถึงจะเรียกว่าเป็น “เสขบุคคล” เป็นนักเรียน พระอรหันต์เรียกอเสขบุคคล ไม่ต้องเรียน ส่วนเราเป็น “กัลยาณปุถุชน” เป็นปุถุชนที่ดี ปุถุชนแปลว่าหนา กิเลสหนานั่นแหละ ไม่ใช่อะไรหนานะ กิเลสหนา ไม่ใช่สมองหนา กะโหลกหนานะ กิเลสหนาหมายถึงว่ากิเลสนี่มีแรงมาก ลากจูงจิตใจเราไปลงนรก เราก็ยอมไปกับมันนะ เอาความหอมหวานมาหลอกมาล่อ

งั้นเราค่อยศึกษาไปนะ จนกระทั่งวันหนึ่งงานเสร็จแล้วนะ เสร็จแล้ว ใจไม่ไปหยิบฉวยอะไรอีกแล้ว มันพ้นทุกข์แล้ว มันเห็นนิพพานเต็มบริบูรณ์ต่อหน้าต่อตา นี่พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจที่ควรทำเนี่ยควรทำในอะไร ในสังสารวัฏนี่เอง

พวกเราที่เวียนว่ายในสังสารวัฏนะ เรามีงานหลักของเรานะคือทำตัวให้พ้นสังสารวัฏให้ได้นะ นี่คืองานหลักของเรานะ ไม่ใช่ร่อนเร่ไปในสังสารวัฏเวียนเกิดเวียนตายไปเรื่อยๆ งั้นงานไม่มีที่สิ้นสุดเลย

กิจที่ควรทำก็คือการข้ามภพข้ามชาตินั่นเอง ได้ทำเสร็จแล้วทำหมดแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีก กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีก เพราะตรงนี้ไม่มีอะไรจะต้องทำแล้ว กายกับใจเราคืนให้ธรรมชาติคืนให้โลกเขาไปแล้ว จิตใจจะมีแต่ความสุขนะ มีความสุขมีความสงบมีความเบิกบานถาวรอยู่อย่างนั้น จะหลับตื่นยืนเดินนั่งนอนมีแต่ความสุขล้วนๆ นะ เพราะว่าจิตใจไม่ถูกขยำขยี้ จิตใจของเราถูกปู้ยี่ปู้ยำนะ ปู้ยี่ปู้ยำด้วยตัวเองนี่แหละ

สวนสันติธรรม
CD: 16
File: 491116B.mp3
Time: 27.39 – 34.48

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางแยกระหว่างพุทธภูมิกับสาวกภูมิ

mp 3 (for download) : ทางแยกระหว่างพุทธภูมิกับสาวกภูมิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การภาวนานะ ขั้นแรกสุดเลยคือต้องรู้วิธีให้ได้ก่อน พวกเรามาเรียนวิธีนะ ชาวไฟฟ้ามาเรียนวิธีการรู้วิธีการให้รู้กายรู้ใจลงปัจจุบัน โดยไม่เผลอไป ถ้าเผลอไปไม่ได้รู้กายรู้ใจ ถ้าเพ่งไว้ก็รู้กายรู้ใจไม่ตรงความจริง เราต้องรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ลงปัจจุบันรู้ไปเรื่อยๆ รู้ด้วยจิตใจที่เป็นกลาง

จิตใจที่เป็นกลางคือมีสัมมาสมาธิ การรู้กายรู้คือ รู้ด้วยสติ สติตามระลึก ให้รู้ขึ้นเองไม่ใช่ให้แกล้งระลึก รู้อย่างเป็นกลาง ใจเป็นกลาง สักว่ารู้ สักว่าเห็น ใจมีสัมมาสมาธิ ตั้งมั่นอยู่ห่างๆ ไม่ถลำลงไปเพ่งจ้องก็จะเห็นกายเห็นใจตรงตามความเป็นจริง เมื่อเห็นกายเห็นใจตรงตามความเป็นจริงว่ามันไม่ใช่ตัวเราหรอก แรกๆ บางคนอินทรีย์อ่อนหน่อย ก็จะเกิดความเบื่อขึ้น บางคนเกิดความเบื่อ บางคนเกิดความรู้สึกน่าสยดสยอง ในโลกนี้หาความสุขไม่ได้อีกแล้ว บางคนรู้สึกโหวงๆ ทุกอย่างว่างเปล่า ไม่รู้จะยึดอะไรดี มีหลายแบบ สติปัญญารู้ลงไปอีก เบื่อก็รู้ กลัวก็รู้ โหวงๆ ก็รู้ นะ สักว่ารู้ สักว่าเห็น ใจก็ตั้งมั่นเป็นกลางขึ้นมาอีก ก็รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในกาย ในใจไปเรื่อยๆ เห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงบังคับไม่ได้ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บังคับไม่ได้เคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ รู้จนกระทั่งใจยอมรับความจริงว่า ทุกอย่างชั่วคราว สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว กุศลก็ชั่วคราว โลภ โกรธ หลงก็ชั่วคราว อะไรๆ ก็ชั่วคราว พอภาวนาจนสติปัญญาเกิดว่าทุกอย่างชั่วคราว จิตจะเข้าไปสู่ความเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งปวง

ตรงที่จิตเข้าสู่ความเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งปวง สุขกับทุกข์ก็เสมอกัน ดีกับชั่วก็เสมอกัน เข้าไปถึงความเป็นกลางด้วยปัญญาเห็นว่าทุกสิ่งชั่วคราว ถ้าเป็นกลางแบบนี้เรียกว่ามีปัญญาที่เรียกว่า สังขารุเบกขาญาณ จิตจะเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่างสุขกับทุกข์ ดีกับชั่วจะเสมอภาคกัน ไม่ใช่รักอันหนึ่ง เกลียดอันหนึ่ง พวกเรารู้สึกไหม ใจเรายังรักอันหนึ่ง เกลียดอันหนึ่งอยู่ตลอดเวลา นั่นละ ปัญญายังไม่พอ ให้รู้ลงไปอีก จนกระทั่งเห็นว่าทุกอย่างก็ชั่วคราวทั้งหมดเลย ทั้งสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราเกลียด พอเห็นซ้ำลงไปจนทุกอย่างชั่วคราวหมด จิตจะเป็นกลาง เมื่อจิตเป็นกลางคือจุดสูงสุดที่เราจะภาวนาได้ละ คือจุดสุดท้ายถัดจากนี้ก็คือมรรคผลจะเกิดขึ้น แต่บางคนจะไม่เกิดมรรคผล บางคนเมื่อภาวนาไป จนเป็นกลางต่อสรรพสิ่งนั้น จิตใจน้อมไปสู่มหากรุณา เห็นอกเห็นใจสรรพสัตว์ทั้งหลาย อยากช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลาย จิตจะน้อมไปสู่พุทธภูมิ และถ้าได้พบพระพุทธเจ้าในวันนั้น ท่านก็จะพยากรณ์ให้ ว่าอีกเท่านั้น เท่านี้นะจะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แต่ถ้าจิตยังไม่เป็นกลาง ไม่สามารถได้รับพยากรณ์ เมื่อจิตยังกลับกลอก ยังกลัวทุกข์อยู่ ยังรักสุขอยู่ ยังไม่แน่นอน เป็นโพธิสัตว์ที่ยังไม่แน่นอน ใครอยากเป็นโพธิสัตว์ต้องภาวนาอย่างที่หลวงพ่อสอนนี่ รู้กาย รู้ใจ จนกระทั่งเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่าง และตรงทุกจุดนั้น จิตจะเลือกของเขาเอง ถ้าจะไปพุทธภูมิ มันก็จะไปค้างอยู่ตรงนั้นล่ะ ออกมาสร้างบารมี ช่วยเหลือผู้คนไป ด้วยจิตที่เป็นกลาง มีครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง ท่านอาจารย์สิงห์ อาจารย์สิงห์กับหลวงปู่ดูลย์เป็นเพื่อนกัน อาจารย์สิงห์ท่านได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพธรรมของหลวงปู่มั่น อาจารย์สิงห์เดินพุทธภูมิ มีอยู่ช่วงหนึ่งท่านอยากละ เห็นลูกศิษย์ลูกหาพ้นทุกข์ไปแล้ว ท่านไม่พ้นสักที ท่านอยากละ ท่านก็ประกาศเลยว่า ถ้าใครแก้ให้ท่านได้ ให้ท่านเลิกพุทธภูมิได้ท่านจะยอมเป็นลูกศิษย์ แม้ถ้าลูกศิษย์ของท่านแก้ให้ท่านได้ ท่านจะนับถือเป็นอาจารย์ ใจถึงนะ ไม่มีไว้หน้าไว้ตา ถ้าเราเป็นอาจารย์ เราต้องไว้หน้าใช่ไหม วางฟอร์ม ลูกศิษย์ภาวนาเก่งกว่า เราก็หลอกไปเรื่อยๆ ว่า ฉันยังเก่งกว่า ทั้งที่ไม่ได้เรื่องเลย เยอะนะ อาจารย์สิงห์ไม่มีฟอร์ม ใครแก้ให้ได้ก็เอา นับถือ ปรากฏไม่มีใครแก้ได้ จนท่านแก่ วันหนึ่งท่านก็ปรารภขึ้นมาว่าตอนนี้กำลังท่านมาก ปัญญาท่านแก่กล้า ถ้าท่านละพุทธภูมินี่ ท่านจะพ้นทุกข์ใน ๗ วัน แต่ว่าท่านไม่ละแล้ว ใจของท่านเป็นกลางต่อสรรพสิ่ง ใจเป็นกลางแล้ว มีความรู้สึกว่ากัปหนึ่งเหมือนวันเดียว จะนรก จะสวรรค์อะไร ไม่สนใจแล้ว เสมอกันหมดเลย สุข ทุกข์ ดี ชั่ว เสมอกันหมด จิตอย่างนี้มีกำลัง เดินไปพุทธภูมิไหว ถ้าพุทธภูมิเหยาะๆ แหยะๆ ไม่ได้กินหรอก พุทธภูมิแต่ปาก แต่ถ้าจิตเราเป็นกลาง เราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิ เราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมา ขั้นแรกมันจะรวมลงก่อน รวมเข้า อัปปนาสมาธิ รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไปด้วยกำลังของอริยมรรค นิพพานก็จะปรากฏเด่นดวงขึ้นมาให้เรารู้สึกได้ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง คนไหนซึ่งอินทรีย์ไม่แก่กล้ามาก ตอนที่จิตรวมไปทีแรก เห็นสภาวธรรมก็จะเห็นสามครั้ง แล้วพอเห็นนิพพานพอได้ผลจะเห็นสองขณะ แต่คนที่อินทรีย์แก่กล้าเห็นสภาวะทีแรกจะเห็นสองขณะ และจะมาเห็นนิพพานสามขณะ เห็นยาวต่างกัน อินทรีย์ไม่เท่ากัน ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่เท่ากัน ถัดจากนั้นจิตจะถอยออกจาก อัปปนาสมาธิ นะ ถอยเอง ถัดจากนั้นไม่ทรงอยู่แล้วจะถอยออกมา พอถอยออกมาแล้วจะทวนกระแสกลับเข้าไปพิจารณาว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น ก็แจ่มแจ้งแล้วว่า เมื่อกี้นี้ตัวตนอะไรไม่มีอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตนอีกเลย แต่ว่ากิเลสยังเหลืออยู่อีกเพียบเลย พระโสดาบันกับปุถุชนแทบจะไม่มีอะไรต่างกันนะ พระโสดาบันละมิจฉาทิฏฐิได้เท่านั้น ละความเห็นผิดได้ ส่วนโลภ โกรธ หลงอื่นๆ เหมือนปุถุชนนั่นเอง

สวนสันติธรรม
CD: ธรรมเทศนา ๔ วัน ในสวนสันติธรรม
File: 501020A.mp3
Time: 25.10 – 32.06

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ภาวนาแล้วเกิดความเบื่อ

MP3: ภาวนาแล้วเกิดความเบื่อ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : ความทุกข์มันหายไปเยอะ แต่รู้สึกมันเปลี่ยนเป็นความเบื่อครับ

หลวงพ่อ : นั่นแหละภาวนา เพราะเห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เมื่อเช้ามาทันหรือเปล่า

โยม: ทันครับ

หลวงพ่อ : นั่นแหละ ดูไป เบื่อรู้ว่าเบื่อนะ อย่าเลิก บางคนพอเบื่อแล้วเลิกเลย

โยม :มันไปเบื่อที่งาน แล้วก็งานก็รู้สึกว่าเริ่มเบื่อ แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันขี้เกียจหรือเปล่าครับ

หลวงพ่อ : เออ อย่างนั้นนะขี้เกียจ ถ้า ‘นิพพิทา’ ไม่ใช่เบื่ออันหนึ่งแล้วอยากได้อีกอันหนึ่งนะ จะเห็นทุกอย่างน่าเบื่อหมดเลย เสมอกันหมด ถ้าภาวนาแล้วขี้เกียจทำงาน ให้รู้ว่าขี้เกียจ ดูเข้าไป เมื่อก่อนหลวงพ่อมีเพื่อนคนหนึ่งนะ หลวงพ่อสอนแกภาวนา พอแกภาวนาเป็น วันหนึ่งก็มาฟ้องหลวงพ่อ เมื่อก่อนหลวงพ่อใหญ่นะ มาฟ้องหลวงพ่อว่าหัวหน้ากองนี่ใจบาป ดิฉันจะเดินจงกรมมาใช้ดิฉันทำงานทั้งวัน บอก เอ๊ะ เขาจ้างมาทำงานนะไม่ใช่จ้างมาเดินจงกรม ยังจะไปว่าหัวหน้ากองเขาอีก จะมาฟ้องให้เราเล่นงานหัวหน้ากอง ดีว่าเราหูหนักนะ หูเรายาว

หมายเหตุ

คลิปธรรมะคือเสียงเทศน์บางช่วงของลพ.ปราโมทย์ จัดเป็นหมวดหมู่และตอบคำถามเฉพาะเรื่อง จึงไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่าน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนาคืออะไร?

mp3: ภาวนาคือ?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การภาวนา คือ การเรียนรู้ตัวเอง   ไม่ใช่การดัดแปลงตัวเอง   รู้กายลงไป รู้ใจลงไป ดูของจริงในกายในใจ

กายนี้ไม่เที่ยงหรอก   เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอด   กายนี้ทนอยู่ในสภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้   กายเป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเราหรอก ดูลงไป

จิตก็เหมือนกันนะไม่เที่ยง   เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา   มันทนอยู่ในสภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้   ถูกตัณหาบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา   แล้วเราบังคับมันไม่ได้   สั่งมันไม่ได้จริงหรอก

เรียนจนเห็นของจริงนะ   พอเห็นความเป็นจริงแล้วจะเบื่อ   พอเห็นตามความเป็นจริงแล้วเบื่อหน่าย   ไม่เห็นจะดีจะวิเศษอย่างที่เราคิดไว้เลย

เดิมเราคิดว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา   รักมันที่สุดเลย   เป็นของดีของวิเศษ   คอยปะคบปะหงมมันที่สุดเลย   มาหัดเจริญสติเข้าเห็นมันมีแต่ทุกข์

กายก็ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลานะ   เดี๋ยวหิว  เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเมื่อย เดี๋ยวคัน เดี๋ยวกระหาย เดี๋ยวปวดอึ ปวดฉี่ เดี๋ยวเจ็บไข้ได้ป่วย เดี๋ยวเมื่อย สารพัดเลย   ไม่เห็นจะดีตรงไหนเลย เรามีสติรู้ไปเรื่อยนะ  เห็นว่ามันไม่ใช่ของดีของวิเศษ

จิตก็เหมือนกัน   อุตส่าห์ไปตอบสนองกิเลสนะ   มีความสุขขึ้นมาหน่อยหนึ่ง   เดี๋ยวก็อยากอย่างอื่นนะ   ทุกข์อีกแล้ว   ต้องหาทางมาสนองมันอีกแล้ว   เต็มไปด้วยความทุกข์ทั้งหมดเลย   ค่อยฝึกๆไป   กายนี้ทุกข์ ใจนี้ทุกข์

มันจะเห็นตามความเป็นจริง   เห็นแล้วมันเป็นทุกข์   เห็นแล้วมันจะเบื่อ เบื่อเองนะไม่ต้องแกล้งเบื่อ   เบื่อหน่ายแล้วคลายความยึดถือ   พอคลายความยึดถือ จิตเราไม่ไปยึดมันนะมันก็จะหลุดออกเอง   ถ้าหลวงพ่อหยิบพัดนี้ขึ้นมา  ทำไงจะปล่อยวางพัดได้  เหมือนที่เราทำอยู่ตอนนี้   เมื่อไรจะปล่อยกายปล่อยจิตได้   จับไว้แน่นเลยจะปล่อยอะไรล่ะ   ถ้าเมื่อไรหันมาดู   มันกิ้งกือนี่   มันก็โยนละไม่เอาละ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่