Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๔) มาฝึกเรียนรู้ความจริงของตัวเรา

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๔) มาฝึกเรียนรู้ความจริงของตัวเรา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :เนี่ยสิ่งที่เราต้องฝึกนะ ก็คือการมาหัดรู้ความจริง ของตัวเราเอง

ความจริงของร่างกาย มีแต่ของไม่เที่ยง มีแต่ของเป็นทุกข์ มีแต่ของบังคับไม่ได้ เป็นแค่วัตถุที่ไหลเข้าไหลออก จิตใจก็มีแต่ความไม่เที่ยง จิตใจมีแต่ความทุกข์บีบคั้น ถูกความอยากเกิดขึ้นทีไรนะ ก็บีบคั้นจิตใจทุกทีไปเลย อยากจะอยู่นานๆ มันไม่นาน อยากจะสาวนานๆ มันไม่นาน อยากให้แฟนรักเยอะๆ มันไม่รัก อะไรนี้นะ อยากให้ลูกไม่ดื้อ มันดื้อ ความอยากเกิดขึ้นทีไรนะ มันก็บีบคั้นใจเราทุกครั้งไป

เนี่ยมาเฝ้าดูนะ จิตใจมีแต่ของไม่เที่ยง ความสุขก็ไม่เที่ยง ความสุขอยู่ชั่วคราว แล้วก็หายไป แต่พอความทุกข์(มา)นะ เรารู้สึกว่าเที่ยง ความทุกข์ไม่รู้จักหายซักที ทีความสุขละก็ไม่เที่ยงเร็ว อันนั้นเพราะใจเราอยาก อยากให้ความสุขอยู่นานๆ มันก็เลยรู้สึกสั้น

นี้เรามาคอยดูนะ ในจิตใจมีแต่ของไม่เที่ยง สุขก็ไม่เที่ยง จริงๆแล้วทุกข์ก็ไม่เที่ยง กุศลก็ไม่เที่ยง อกุศลเช่น โลภโกรธหลงทั้งหลาย ไม่เที่ยง ความฟุ้งซ่านไม่เที่ยง ความหดหู่ไม่เที่ยง ความดีใจความเสียใจ ไม่เที่ยง ความอิจฉาพยาบาท ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เที่ยง

มาดูจิตใจต่อไป จิตใจนี้ ถูกความอยากบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา อยากดูก็ทุกข์ อยากฟังก็ทุกข์ อยากได้กลิ่นก็ทุกข์ อยากได้รสก็ทุกข์นะ อยากสัมผัสอะไรที่ดีๆก็ทุกข์ อยากคิดอยากนึกเรื่องที่ดีนะ มันไม่ยอมคิด มันชอบไปคิดเรื่องไม่ดี เรื่องความทุกข์ เรื่องอะไรนี้นะ ใจชอบไปวนเวียน อย่างเวลาอกหักนะ เพื่อนๆชอบปลอบ ว่าอย่าไปคิดมันเลย ห้ามไม่ได้ ใจจะคิด ยิ่งเรื่องไม่ดียิ่งชอบคิด ยิ่งเรื่องทุกข์ยิ่งชอบคิด ห้ามไม่ได้ นี่คือคำว่า”อนัตตา”นะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เดินจงกรม ยังไง?

mp 3 (for download) : เดินจงกรม ยังไง?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เมื่อสองสามวันก่อนนะ มีเด็กหนุ่มๆคนนึง ไปถามหลวงพ่อที่วัดหลวงพ่อ บอกว่า ผมจะฝึกเดินจงกรมจะเดินยังไง? หลวงพ่อเรียกเลย บอก เอ้า ออกมาเดินหน้าชั้น มีที่อย่างนี้ ออกมาเดินเลย ให้คนเป็นร้อยเนี่ยดูฃ

มันก็ใจเด็ดนะ ไอ้หนุ่มนี้ลุกออกมาจริงๆ ลุกเดินก้มๆๆออกมา หลวงพ่อก็รีบบอก อย่าเพิ่งเดิน รู้สึกมั้ย ที่เดินมาสามสี่ก้าวเนี่ย ไม่ได้รู้สึกตัวเลย เพราะอะไร เพราะคิดว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาปฏิบัติ เดี๋ยวต้องมาเข้าหัวทางจงกรมก่อน ถึงจะเริ่มการปฏิบัติ เดินอยู่ทุกๆก้าวนี่ยังไม่ใช่เวลาปฏิบัติ เห็นมั้ย แยกการปฏิบัติกับชีวิตออกจากกันแล้ว

แท้จริงการปฏิบัติทำกันตลอดเวลานะ เท่าที่มีสติจะทำได้ ไม่ใช่ไปแบ่ง ว่าช่วงนี้คือเวลาปฏิบัติ ช่วงนี้ไม่ต้องปฏิบัติ คำว่า “ไม่ต้องปฏิบัติ” ต้องไม่มีอยู่ในสารบบของเราเลย ถ้าอยากได้มรรคผลจริงๆ งั้นลุกขึ้นมา หลวงพ่อเรียกให้มาเดินจงกรม

ถ้าหลวงพ่อเรียกให้เดินจงกรม ก็หมายถึงว่า ทุกก้าวที่เดินมานี่แหล่ะ เดินจงกรมทั้งหมด แต่ไม่ใช่เดินย่องๆมานะ ไม่ใช่การเดินจงกรมคือการย่องๆๆอย่างนั้น ไม่ใช่นะ ทุกก้าวที่เดินปกตินี่แหล่ะ ถ้ามีสติ เรียกว่าเดินจงกรมทั้งหมดเลย ถ้าขาดสติ ถึงมาเดินกลับไปกลับมา เดินงุ่มง่ามช้าๆ ก็ไม่เรียกว่าเดินจงกรม เรียกว่าเดินสะเปะสะปะโดยขาดสติ เพราะฉะนั้นเมื่อไรมีสติ ทุกก้าวที่เดินนั่นแหล่ะ คือการเดินจงกรม

นี้หนุ่มคนนี้เค้าไม่เดินจงกรม คือไม่เจริญสติ หลวงพ่อเรียกให้มาเดินโชว์ ก็ลุกขึ้นมา ขาดสติเลย ลืมเนื้อลืมตัว ตื่นเต้นไม่รู้ว่าตื่นเต้น อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้ ร่างกายกำลังเดินอยู่ ไม่รู้ว่าร่างกายเดินอยู่ อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้

เอ้า พอเดินมาถึงหัวทางจงกรม ทำอะไรรู้มั้ย วางฟอร์ม (หลวงพ่อทำให้ดู) นี่ นักปฏิบัติชอบทำอย่างนี้ เวลาที่ไม่ได้คิดว่าเป็นเวลาปฏิบัตินะ ก็หลงไปเลย เผลอไปเลย พอคิดถึงการปฏิบัตินะ ก็บังคับกายบังคับใจทันทีเลย

นี่แหล่ะคือความสุดโต่งสองด้าน ที่พระพุทธเจ้าห้าม สุดโต่งอันที่ ๑ ชื่อ “กามสุขัลลิกานุโยค” การหลงตามกิเลสนี่เอง อย่างเราหลงตามกิเลส เช่น เราหลงไปทางตา หลงไปทางหู หลงไปดูเค้าลืมตัวเอง หลงไปฟังเค้าคุยกันลืมตัวเอง หลงไปคิดแล้วก็ลืมตัวเอง นี่หลงตามกิเลส เป็นความปรุงแต่งฝ่ายชั่ว

พอคิดเรื่องปฏิบัติก็เริ่มบังคับกายบังคับใจ วางฟอร์มขรึมๆ พวกเราเป็นมั้ย นักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อย นี่พูดแบบเกรงใจนะ เกือยร้อยละร้อยน่ะ คือนักวางฟอร์ม ต้องทำขรึม งั้นมันจะดูสง่างามดี น่านับถือ

หารู้ไม่ว่า เดินช็อปปิ้งก็เดินจงกรมได้ เดินข้ามทางม้าลาย ก็เดินได้ แต่อย่าไปเดินย่องๆนะ รถทับเอา เดินปกติ เหมือนที่พ่อที่แม่สอนให้เดินนั่นแหล่ะ แต่เติมสติลงไป เติมความรู้สึกตัวลงไป อย่าใจลอย

คำว่าใจลอยก็คือขาดสตินั่นเอง อาการของมันก็คือ เราไปหลงคิดไป เรามัวแต่รู้เรื่องที่เราคิดนั่นแหล่ะ เรียกว่าใจลอย ถ้าเมื่อไหร่ใจเราแอบไปคิดปุ๊บ รู้ทันว่าคิด เรียกว่ามีสติแล้ว เราจะรู้กายเราจะรู้ใจได้ทันที

เพราะฉะนั้นเราต้องปฏิบัติ ในชีวิตประจำวันให้ได้นะ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ต้องรู้สึกตัว ต้องรู้กาย ร่างกายเคลื่อนไหว คอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหว คอยรู้สึก แต่ไม่ใช่วางฟอร์มไปเพ่งให้มันนิ่งๆ ไม่ใช่เดินให้มันผิดธรรมดา ไม่ใช่ตามบังคับใจให้นิ่งผิดธรรมดา รู้ไปตามธรรมดานั่นแหล่ะ เพราะอะไร เพราะเราต้องการเห็นความเป็นธรรมดา ของกายของใจ ธรรมดานั่นแหล่ะ ธรรมะล่ะ

ธรรมดาของกายของใจ ก็คือกายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเรา จิตใจก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ เนี่ยต้องการให้เห็นธรรมดา คือแค่นี้เอง พอเห็นแล้ว ต่อไปรู้ความจริง เออ กายกับใจมันไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง ได้พระโสดาบันนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒ (วันอาทิตย์ที่ ๑๘ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๙)
File: 490618.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๔๖ ถึง นาทีที่ ๓๙ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความเป็นกลางเกิดขึ้นได้หลายแบบ

mp 3 (for download) : ความเป็นกลางเกิดขึ้นได้หลายแบบ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์ ก็เกิดสุขเกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลขึ้นได้

นี้พอมันมีสุขมีทุกข์ มีกุศลอกุศลแล้ว ถ้าจิตยินดีให้รู้ทัน ถ้าจิตยินร้ายให้รู้ทัน ความยินดียินร้ายจะดับไป เพราะอำนาจของสติ

ความยินดียินร้ายดับไปด้วยอำนาจของสมาธิก็ได้ เช่นเราเห็นผู้หญิงสวย ใจมันชอบ เราก็ไปพิจารณาให้เป็นปฏิกูลเป็นอสุภะ พิจารณามรณสติ อันนี้ใช้สมาธิเอา ใช้สมถะ ความยินดีในรูปของผู้หญิงนั้นก็หายไป

เพราะงั้นตัวเป็นกลางเนี่ยเกิดขึ้นได้หลายแบบนะ เกิดเพราะสติรู้ทันความยินดี ยินร้ายก็ได้ เกิดเพราะอาศัยสมาธิพิจารณา อย่างเวลาโกรธเกิดขึ้น ก็เจริญเมตตาไป ทำสิ่งตรงข้าม มันโกรธมันไม่เป็นมิตร ก็มาเจริญเมตตา คือความเป็นมิตร คำว่าเมตตากับคำว่ามิตรนะคำเดียวกันแหล่ะ คำว่าไมตรี เมตตา มิตร คำว่าเมตไตร พระศรีอาริยเมตไตร พอเราเจริญเมตตาไปแล้วนะ โทสะก็หาย ใจก็ค่อยเป็นกลาง ไม่ฟุ้งไปด้วยอำนาจโทสะ ไปแก้กันเป็นคราวๆไป อันนี้เป็นกลางเพราะสมาธิก็ยังไม่ใช่วิธีการ ไม่ใช่เป้าหมายที่เราต้องการ

สิ่งที่เราต้องการนั้นคือเป็นกลางด้วยปัญญา เราก็ฝึกจนเป็นกลางด้วยปัญญา ตอนแรกเลยถ้ามีสติรู้ทันความยินดียินร้าย ความยินดียินร้ายดับไป ก็โอเคแล้ว ใช้ได้ รู้สภาวะต่อไป ถ้าไปรู้สภาวะแล้วมันยังไม่หาย ยังยินดียินร้ายไม่หาย ทำความสงบทำสมถะ มันก็หายเหมือนกัน มีเครื่องมือหลายตัว

แต่การที่เราคอยเห็นความยินดียินร้ายเกิดขึ้นเนืองๆ เห็นความสุขความทุกข์เกิดขึ้นเนืองๆ เห็นกุศลอกุศลเกิดขึ้นเนืองๆนี้ ถึงจุดหนึ่งจิตจะเริ่มฉลาด จิตจะเริ่มเห็นความจริง ว่าความสุขก็เป็นของชั่วคราว ความทุกข์ก็เป็นของชั่วคราว กุศลก็เป็นของชั่วคราว อกุศลก็เป็นของชั่วคราว ความยินดีก็เป็นของชั่วคราว ความยินร้ายก็เป็นของชั่วคราว

การที่จิตได้เห็นสภาวะทั้งหลาย เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับเนืองๆ เช่นความสุขเกิดแล้วดับ ความทุกข์เกิดแล้วดับ กุศลอกุศลเกิดแล้วดับ ความยินดียินร้ายเกิดแล้วดับ เห็นเนืองๆ ในที่สุดจิตจะสรุปได้ จิตจะเกิดปัญญาปิ๊งขึ้นมา จิตมันรู้ขึ้นมา ว่าความสุขก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว กุศลอกุศลนะ ความยินดียินร้ายทั้งหลายนี้ เป็นแค่ของชั่วคราวทั้งหมดเลย พอจิตมันรู้ความจริงอย่างนี้ มันจะเกิดความเป็นกลาง พ้นจากความยินดียินร้ายด้วยปัญญา

ปัญญานั้นน่ะไปเห็น ความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ถ้าเราดูจิตดูใจ เราก็จะเห็นเลย ความสุขความทุกข์ กุศลอกุศล ความยินดีความยินร้ายทั้งหลายเนี่ย เป็นของชั่วคราว เกิดแล้วดับทั้งสิ้น แล้วบังคับไม่ได้สั่งไม่ได้ เช่นสั่งให้มีความสุข สั่งไม่ได้ ความสุขจงเกิด นี่ ความสุขไม่เกิดหรอก ความสุขที่เกิดแล้วจงอยู่นิรันดร มันไม่อยู่หรอก ความทุกข์อยากเกิด มันก็จะเกิด ความทุกข์ที่เกิดแล้วจงหายไปเร็วๆ ก็ไม่หายหรอก ไม่เป็นในอำนาจ ไม่อยู่ในอำนาจ เป็นอนัตตา

การที่เราเห็นสภาวะเนืองๆนะว่ามันไม่เที่ยงบ้าง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาบ้าง จิตมันจะค่อยๆยอมรับความจริง (ว่า)เอ้อ มันเป็นของมันอย่างนี้แหล่ะ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ไม่เป็นไปตามใจปรารถนา พอจิตมีปัญญาอย่างนี้ จิตจะเป็นกลางเพราะปัญญา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
Track: ๒๒
File: 550204.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๔๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๑๗) เห็นไตรลักษณ์ของกายใจ นี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๑๗) เห็นไตรลักษณ์ของกายใจ นี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเรามีความเห็นว่า นี่ไม่ใช่ตัวเราหรอก ความทุกข์จะหายไป ความทุกข์จะหายไปเยอะเลย เราทุกข์เพราะอะไร ทุกวันนี้เราทุกข์เพราะเรารักกาย เราทุกข์เพราะเรารักจิตใจของเรา อยากให้มันดี อยากให้มันสุข อยากให้มันสงบ อยากโน้นอยากนี่ ทุกคราวที่ความอยากเกิด ความทุกข์จะเกิดเสมอ ความอยากใดๆเกิดขึ้น ความทุกข์เกิดขึ้นทุกที อยากขึ้นมาได้เพราะไม่รู้ความจริงว่ามันไม่ใช่เราหรอก มันคิดว่าเป็นเราจริงๆ ไปคิดว่าร่างกายเป็นตัวเรา ก็ไม่อยากให้มันแก่ ไม่อยากให้มันเจ็บ ไม่อยากให้มันตาย คิดว่าจิตใจนี้เป็นตัวเราจริงๆ ก็ไม่อยากพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ไม่อยากประสบกับสิ่งที่ไม่รัก เราอยากโน้นอยากนี้ ก็อยากจะสมหวังอย่างเดียว ไม่สมหวังก็กลุ้มใจทุกข์ใจ หนักเข้าไปอีก

เพราะฉะนั้นเรามาฝึกนะ เส้นทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริงเนี่ย ก็คือเส้นทางที่จะพัฒนาสติปัญญาของเราให้แก่กล้า ให้เห็นความจริงของสิ่งที่เรียกว่า”ตัวเรา” ถ้าเห็นได้ก็จะหมดความยึดถือในสิ่งที่เรียกว่า”ตัวเรา”ได้

พระพุทธเจ้าท่านสอนนะ ถ้าเรามีปัญญา เราเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร สังขารก็คือกายกับใจเรานี่เอง คือ ขันธ์ ๕ นี่เอง ถ้ามีปัญญาเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร จิตจะเบื่อหน่าย นี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์ ถ้าเห็นความเป็นทุกข์ของสังขาร คือของกายของใจ จิตจะเบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายมันก็จะไม่ยึดถือกายยึดถือใจ นี่คือเส้นทางของความบริสุทธิ์ ถ้าเราเห็นสังขารคือกายนี้ใจนี้นะ เป็นอนัตตา คือสิ่งที่ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา เราจะเบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายแล้วพระพุทธเจ้าบอกว่า นี่คือเส้นทางแห่งความบริสุทธิ์

เพราะฉะนั้นเส้นทางแห่งความบริสุทธิ์ ก็คือการที่เราสามารถเห็นกายนี้ใจนี้ หรือเห็นขันธ์ ๕ นี้ รูปนามนี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หาสาระแก่นสารไม่ได้ แล้วก็หมดความยึดถือ

550409.32m06-33m57

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๓๒ วินาทีที่ ๖ ถึง นาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดูรูปนามแสดงละคร

mp 3 (for download) : ดูรูปนามแสดงละคร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ดูรูปนามแสดงละคร

ดูรูปนามแสดงละคร

หลวงพ่อปราโมทย์ : การเจริญปัญญานั้นจะรู้รูปธรรมนามธรรมว่าเป็น“ไตรลักษณ์” ต้องการเห็นตรงนี้

เราจะเจริญปัญญาได้นะ ถ้าหากเรามีสติรู้รูปรู้นาม รู้ตามความเป็นจริง คือไม่เข้าไปแทรกแซงนะ มันเป็นยังไงรู้ว่าเป็นอย่างนั้น มีสติรู้กายรู้ใจรู้รูปรู้นามตามความเป็นจริง รู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ถ้าทำได้อย่างนี้นะปัญญาจะเกิด มันจะเห็นความจริงของรูปของนามได้

จิตมันเป็นแค่คนดู รูปนามนั้นแสดงละครให้จิตดู จิตเหมือนคนดูละคร รูปนามเป็นตัวละครผลัดกันมาแสดง เดี๋ยวตัวดีมาเดี๋ยวตัวร้ายมา เดี๋ยวตัวสุขมาเดี๋ยวตัวทุกข์มา เดี๋ยวรูปธรรมมาเดี๋ยวนามธรรมมา มันแสดงให้เราดู เราเป็นคนดูเฉยๆ ถ้าเราดูได้อย่างนี้ เราก็จะรู้เลยตัวละครทุกตัวเมื่อออกมาแสดงแล้ว ไม่นานก็ต้องไป

มีมั้ยตัวละครที่ไม่ยอมเข้าไปในโรงเลยมีมั้ย เราคงไม่ดูหรอก มันต้องไหลไปเรื่อย เปลี่ยน ตัวนี้มาตัวนี้ไปตัวนี้มาตัวนี้ไป หมุนเวียนไปเรื่อย ดูไปดูไปถึงรู้เลยโลกนี้เป็นโรงละครเท่านั้น ไม่ได้มีจริงหรอก ขันธ์ทั้งหลายที่แสดงละครให้เราดูเป็นแค่ตัวละครหลอกๆ เหมือนเราดูละครเรารู้แล้วละครไม่ใช่เรื่องจริง เราเห็นขันธ์ห้าแสดงละคร เรารู้เลยนี่มันแค่สมมติขึ้นมา แค่ตัวหลอกๆขึ้นมา

ใจไม่ไปหลงยินดียินร้ายในขันธ์ห้าเนี่ย ใจจะคลายความยึดถือในขันธ์ห้าออก ถ้าใจไม่ยึดในขันธ์ห้านะก็ที่สุดแห่งทุกข์อยู่ตรงนั้นเอง ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ไม่ยึดตรงนั้น ไม่ยึดเพราะปัญญา ไม่ใช่ไม่ยึดเพราะน้อมใจให้ไม่ยึด ไม่ใช่ไม่ยึดเพราะเจตนาไม่ยึด แต่จิตมันไม่ยึดของมันเองเพราะมันเห็นความจริงแล้วว่า รูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา หาสาระแก่นสารไม่ได้ เค้าถึงไม่ยึด เค้าไม่ยึดของเค้าเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๒
Track: ๖
File: 541008B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๓๕ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๓๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงแล้วจะไม่ทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

Mp3 for download: เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงแล้วจะไม่ทุกข์

เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงแล้วจะไม่ทุกข์

เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงแล้วจะไม่ทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์ : ระลึกรู้ตามที่มันเป็นนะ เราก็จะรู้ว่าจริงๆแล้วธรรมชาติเป็นยังไง เราจะเข้าใจธรรมชาติอย่างน้อยใน ๓ dimension อันหนึ่งธรรมชาติทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นมามีแค่รูปกับนาม ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล-เรา-เขา ธรรมชาติข้อที่ ๒ ก็คือ สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นมานี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ ไม่เป็นไปอย่างที่อยาก

อันที่ ๓ จะรู้อริยสัจจ์ คือ ลำพังสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นนะ เรายังไม่ทุกข์หรอก ถ้าอยากถ้ายึดเมื่อไหร่จะทุกข์ ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติอย่างนี้แล้ว ความหลงอยากหลงยึดนั้นจะหายไป ความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้นมา

เพราะฉะนั้นสรุปนะ พระพุทธเจ้าสอนว่า เป้าหมายของเราก็คือ ทำอย่างไรเราจะไม่ทุกข์ ท่านชี้ต่อมาว่าความทุกข์เกิดจากใจเราอยากใจเรายึด ใจเราทำไมถึงอยากถึงยึด ถ้าใจเราไม่รู้ความเป็นจริงของธรรมชาติ เช่น เราคิดว่าบ้านนี้ของเรา ร่างกายนี้ของเรา จะต้องอยู่นานๆ จะต้องไม่เจ็บป่วย เราไม่รู้ธรรมชาติ เราไม่ยอมรับธรรมชาติ ว่ามันจะต้องป่วย บ้านมันจะต้องพัง ชีวิตจะต้องเผชิญกับปัญหา เผชิญกับสุขบ้างทุกข์บ้าง เราจะต้องสัมผัสกับอารมณ์ที่ดีบ้าง อารมณ์ที่ไม่ดีบ้าง ธรรมชาติทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นพอเราไม่รู้ทันการกระทบเข้ามา เราก็หลงยินดียินร้าย หลงอยากหลงยึด แล้วเราก็ยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีก เพราะว่าเราไปอยากในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

*หมายเหตุ เป็นพระธรรมเทศนาในพรรษาแรก ย่างเข้าพรรษาที่สอง ที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี หนองตากยา ท่าม่วง กาญจนบุรี

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๕ หลังฉันเช้า
ณ.สวนโพธิญาณอรัญวาสี หนองตากยา ท่าม่วง กาญจนบุรี


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑
File: 450714B
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๑๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิปัสสนาต้องรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง

mp 3 (for download) : วิปัสสนาต้องรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

วิปัสสนาต้องรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง

วิปัสสนาต้องรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง

หลวงพ่อปราโมทย์ : กรรมฐานเนี่ย ถ้าเป็นวิปัสสนานะ อันแรกเลย อารมณ์ของวิปัสสนา คือกายกับใจของเรานี้ กายกับใจธรรมดาๆนี้แหละนะ ไม่ใช่เหนือธรรมดานะ

อันที่สองที่ต้องเรียนก็คือ วิธีที่เราจะรู้กายรู้ใจอย่างถูกต้อง จะรู้กายรู้ใจถูกต้องได้ถ้าเราไม่เผลอไปที่อื่นเสีย ใจลอยไปที่อื่น ถ้าเราไม่ไปบังคับกายบังคับใจให้ผิดธรรมดา กายเคลื่อนไหวก็คอยรู้สึกเอา จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึกเอา รู้สึกไปตามธรรมชาติ รู้สึกไปตามธรรมดา เพื่อเราจะได้เห็นความเป็นธรรมดา ธรรมดานั้นแหละธรรมะล่ะ คำเดียวกันนะ ธรรมดากับธรรมะ

เพราะฉะนั้นเราเรียนจนเห็นธรรมดาของกาย คือมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันเป็นก้อนธาตุ เป็นวัตถุ ไม่ใช่ตัวเราหรอก ธรรมดาของจิตก็คือมันไม่เที่ยง มันเป็นของบังคับไม่ได้ เนี่ยเรียนให้เห็นธรรมดา

เพราะฉะนั้นจะทำวิปัสสนาเนี่ย อันแรก ต้องรู้อารมณ์ของวิปัสสนา คือกายกับใจของเรานี้ วิธีรู้กายรู้ใจก็คือ รู้อย่างที่มันเป็น
อย่าเผลอออกไปที่อื่น อย่าไปนั่งเพ่งเอาๆ มันจะนิ่งผิดความเป็นจริง ถ้าเผลอไปก็รู้กายรู้ใจไม่ได้ เพ่งเอาไว้กายกับใจนิ่งผิดความเป็นจริง อย่างนีก็ใช้ไม่ได้ ไม่เห็นของจริง

อันที่สาม ถ้ารู้แล้วเนี่ย มันจะต้องได้ผลลัพธ์ถูกต้อง ตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอน ตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนคือ ถ้าเรารู้กายรู้ใจถูกต้อง เราจะเกิดปัญญา เข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ แล้วเกิดวิมุติ คือปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจได้

ไม่ใช่ว่าผลของการทำวิปัสสนาก็คือการบังคับจิตได้ บังคับจิตที่ไม่สงบให้สงบได้ บังคับจิตที่ไม่ดีให้ดีได้ คิดว่าเราบังคับได้ การบังคับได้เนี่ยขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้านะ ท่านบอกว่ามันบังคับไม่ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๙

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓
File: 490716.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๕๕ ถึง นาทีที่ ๓๔ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ธรรมะ คือ ธรรมดา

mp 3 (for download) : ธรรมะ คือ ธรรมดา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ธรรมะ คือ ธรรมดา

ธรรมะ คือ ธรรมดา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเมื่อไหร่เราลงมือปฏิบัติ แล้วร่างกายจิตใจของเราผิดจากมนุษย์ธรรมดานะ เมื่อนั้นผิดแล้ว หลายคนนั่งสมาธิ รู้สึกมั้ย ตัวเขาแข็งๆ คอแข็ง หลังแข็ง มันผิดพลาดแล้ว หรือจิตใจก็แข็ง ซึมๆนิ่งๆไป ผิดกว่าปกติ ก็ผิดพลาดแล้ว

เรามักจะสำคัญมั่นหมายว่า การปฏิบัติก็คือการทำอะไรที่เกินธรรมดา ทั้งๆที่เราต้องการธรรมะ คือ ธรรมดา เราต้องการเห็นว่าธรรมดาของกายเป็นอย่างไร ธรรมดาของใจเป็นอย่างไร ถ้าเราเห็นธรรมดาได้นะเราก็จะไม่ยึดถือมัน เพราะธรรมดาของกายของใจคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

เพราะฉะนั้น เราต้องการเห็นความเป็นธรรมดา แต่เวลาเราปฏิบัติ เราจะเกินธรรมดาตลอด เราลองทบทวนตัวเองนะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ก่อนฉันเช้า


CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม
Track: ๑
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๑๓ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน

mp 3 (for download) : ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน

ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน

หลวงพ่อปราโมทย์: บางวันก็สุขบางวันก็ทุกข์นะ ไม่ใช่ภาวนาเอาสุขทุกวัน ไม่เอาสงบทุกวัน เอาดีทุกวันไม่ใช่

ภาวนาเพื่อให้เห็นความจริง ความสุขก็ไม่เที่ยง ความสงบก็ไม่เที่ยง กุศลทั้งหลายก็ไม่เที่ยง ภาวนาให้เห็นของจริง แรกๆ พอไปเห็นว่าความสุขก็ไม่เที่ยง ไม่ยอมรับ ไม่ชอบอยากให้เที่ยง ก็ดิ้นใหญ่เลย เห็นว่าความสงบไม่เที่ยงก็ไม่ยอมรับนะอยากให้เที่ยง เห็นว่ากุศลทั้งหลายไม่เที่ยงไม่ยอมรับ อยากให้เที่ยง ใจเราไปอยากในของที่ไม่มีจริง ใจอย่าดิ้น ดิ้นเหนื่อยเปล่า

ใจเรามีสติตามรู้กายตามรู้ใจไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง ของเป็นทุกข์ ของบังคับไม่ได้ทั้งหมด ความสุขก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว กุศล อกุศลก็ชั่วคราว ถ้าเห็นอย่างนี้นะใจจะเป็นกลาง เมื่อไรใจเข้าถึงความเป็นกลางใจก็เลิกดิ้น ไม่ดิ้นแล้ว ใจที่ไม่ดิ้นเนี่ยใกล้กับมรรคผลนิพพาน เพราะนิพพานเป็นความไม่ดิ้นเรียกว่าวิสังขาร ไม่ดิ้น นิพพานไม่มีความอยาก ไม่มีความหิวเรียกว่าวิราคะ ใจมันเต็มอิ่มไม่ดิ้น ก็ใกล้ถึงนิพพาน ฉะนั้นเราภาวนาไปจนใจเราเป็นกลาง

หลวงปู่เทสก์เคยสอนหลวงพ่อนะ บอก “ผู้ใดเข้าถึงความเป็นกลางจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง”

เข้าถึงความเป็นกลาง เป็นกลางมีหลายแบบ เป็นกลางเพราะสมถะ อันนี้ไม่พ้นทุกข์หรอก พ้นชั่วคราว ใจเป็นกลางเพราะสมถะเป็นอุเบกขา อีกอัน เป็นกลางเพราะปัญญา ตัวนี้ตัวสำคัญเป็นกลางเพราะวิปัสสนา เห็นสุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีชั่วก็ชั่วคราว เป็นกลาง ใจไม่ดิ้น ตอนนี้ดูไปก็ยังดิ้นไปนะ ธรรมดา ดูไปมากๆ ดูไปก็ไม่ใช่เราหรอก ก็ไม่ดิ้น


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖
Track: ๙
File: 491118A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อุปาทานขันธ์เป็นทุกข์

mp 3 (for download) : อุปาทานขันธ์เป็นทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อุปาทานขันธ์เป็นทุกข์

อุปาทานขันธ์เป็นทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์: ธรรมะนะ แปลว่าอะไร แปลยากนะ เหมือนคำว่าเต๋าแปลว่าอะไร ไม่ใช่ลูกเต๋า ธรรมะมันครอบคลุมสรรพสิ่ง มีทั้งสิ่งซึ่งเป็นความปรุงแต่ง และสิ่งที่พ้นจากความปรุงแต่ง ในสิ่งที่ปรุงแต่งก็มีทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรม นามธรรม งั้นธรรมะจริงๆเป็นคำที่ใหญ่ เป็นคำที่กว้าง แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าเอามาสอนนะ ท่านเลือกเอามาสอนนิดเดียวเองจากความรู้อันมหาศาล ท่านสอนนิดเดียวว่า เรื่องทุกข์กับความพ้นทุกข์ ความดับทุกข์

เพราะฉะนั้นของเขตคำสอนของศาสนาพุทธนะเล็กนิดเดียวเอง เราจะเรียนเรื่องสิ่งที่เป็นทุกข์นะ กับเรียนเรื่องความพ้นทุกข์ เรียนแค่นี้นะ

สิ่งที่เป็นตัวทุกข์ก็เรียกว่าขันธ์ เป็นตัวทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้นะบอก สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา โดยสรุปเนี่ย อุปาขันธ์ทั้งห้าเป็นทุกข์ พวกเราได้ยินคำว่าอุปาทานขันธ์เป็นทุกข์ บางทีก็เลยไปแปลผิด ไปแปลว่าขันธ์อันไหนถ้าเราเข้าไปยึดแล้วเป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดไม่ทุก ไม่ใช่ คำว่าอุปาทานขันธ์นั้นเป็น technical term (ศัพท์เฉพาะ) ก็คือขันธ์ที่เรามีอยู่นี่แหละ ขันธ์บางอย่างไม่เป็นอุปาทานขันธ์ ไม่จัดอยู่ในกองทุกข์ อะไรบ้าง ก็บรรดาจิตมรรคจิต ผลจิตทั้งหลาย ไม่จัดอยู่ในกองทุกข์นะ โลกุตรจิตทั้งหลายไม่เป็นกองทุกข์ กิริยาจิตของพระอรหันต์ทั้งหลายเนี่ย ไม่จัดว่าเป็นกองทุกข์

ส่วนขันธ์อย่างอื่นๆนะ อย่างที่พวกเรามี เป็นขันธ์ที่เรียกว่าเป็นอุปาทานขันธ์ทั้งนั้นเลยเป็นขันธ์ซึ่งเป็นที่ั้ตั้งของความยึดมั่นได้ ส่วนโลกุตรจิตไม่ใช่ที่ตั้งของความยึดมั่น และไม่เรียกว่าอุปาทานขันธ์

เพราะฉะนั้นคำว่ารู้ทุกข์เนี่ย เราไม่ต้องไปรู้หรอกว่าจิตของพระอรหันต์เป็นยังไง ไม่มีความจำเป็นสักนิดเลย ดูจิตของเราเองนี่แหละ นี่แหละเรียกว่าอุปาทานขันธ์ งั้นพูดง่ายๆสิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือตัวเรานี้แหละ ตัวทุกข์ ทำยังไงจะดับทุกข์ ทำยังไงจะพ้นทุกข์ พ้นจากความยึดถือในตัวในตนได้ มีอยู่แต่ไม่ยึดนะ มันก็เหมือนไม่มี ถ้ายังยึดอยู่ก็ไปแบกเอาความทุกข์ขึ้นมา

ยกตัวอย่างนะ หลวงพ่อยกกระติกน้ำขึ้นมา ส่วนอีกอันนึงยกยาดม เราจะรู้สึกว่ากระติกหนักใช่มั้ย ถ้าหลวงพ่อวางกระติกไปใช่มั้ย ยาดมหนัก ใช่มั้ย กระติกไม่หนักละ ถ้าทิ้งไปทั้งหมดเนี่ย ไม่มีอะไรหนัก งั้นอะไรที่เราเข้าไปยึดไปถือนะ อันนั้นแหละหนัก เป็นภาระเป็นกองทุกข์

ถ้าไม่ไปยึดไปถือนะ มันทุกข์โดยตัวของมันเอง มันหนักโดยตัวของมันเอง แต่เราไม่ไปแบก ไม่เกี่ยว งั้นเราจะฝึกจนกระทั่งเราไม่ยึดไม่ถือในกายในใจนี้ ที่เราไม่ยึดถือในกายในใจได้เพราะมีปัญญา เพราะมีปัญญานะถึงไม่ยึดถือ มีปัญหาเห็นความจริง ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆเลย ถ้าเราขืนไปหยิบไปฉวยขึ้นมา จะไปแบกภาระ จะไปแบกความทุกข์ขึ้นมา

มีบทสวดมนต์อยู่บทนึง ภารา หะเว ปัญจักขันธา ขันธ์ทั้งห้าเป็นภาระ เป็นของหนัก คนทั้งหลายแบกของหนักไป ก็ไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง พระอริยเจ้าวางของหนักลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ก็พ้นจากทุกข์ ไม่มีภาระ

เราจะวางภาระ วางของหนัก คือวางความยึดถือในขันธ์ลงได้ เราต้องเห็นความจริงของขันธ์ซะก่อน ว่าขันธ์นี้เป็นทุกข์ล้วนๆเลย ไม่ใช่ของดีของวิเศษ เราไปหยิบไปฉวยเอาไว้เพราะเราคิดคิดว่าเป็นของดีของวิเศษ แต่ถ้าปัญญาเราเห็นแจ่มแจ้ง ไม่ใช่ของดีของวิเศษ เป็นของไม่เที่ยง เป็นของเป็นทุกข์ เป็นของที่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่มีสิ่งที่ถาวรเลย สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน ถ้าพูดอย่างนี้ยังแปลไม่ออก ฟังแล้วไม่เห็นภาพ ขยายความให้ฟังก็ได้

สิ่งซึ่งไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ทุกข์ตัวนี้ไม่ใช่แปลว่าความทุกข์นะ ทุกข์ตัวนี้แปลว่าทนอยู่ไม่ได้ งั้นสิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นทนอยู่ไม่ได้นะ

เพราะมันไม่เที่ยงนี่แหละ มันถึงทนอยู่ไม่ได้ เมื่อทนอยู่ไม่ได้ หมายถึงว่ามันมีแล้วสักวันนึงมันต้องไม่มี มีขึ้นมาตอนนี้ต่อไปต้องไม่มี เพราะงั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนถาวร ไม่มีคำว่าถาวร มีขึ้นมาก็มีเหตุ พอหมดเหตุ มันดับไป มันก็ไม่มี

คำว่าอนัตตาไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรเลย อนัตตาก็คือไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนถาวร

มันจะตัวตนถาวรได้ยังไง กระทั่งจิตเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ใช่ว่าจิตมีดวงเดียวนะ กี่ภพกี่ชาติ เวียนว่ายตายเกิดก็จิตมีอยู่ดวงเดียว

แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
Track: ๖
File: 521210B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๒๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิปัสสนาไม่ใช่การรู้กายรู้ใจ แต่รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ

mp3 (for download): วิปัสสนาไม่ใช่การรู้กายรู้ใจ แต่รู้ความเป็นจริงของกายของใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

วิปัสสนาไม่ใช่การรู้กายรู้ใจ แต่รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ

วิปัสสนาไม่ใช่การรู้กายรู้ใจ แต่รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ

หลวงพ่อปราโมทย์ :

พวกเราอย่านึกว่าแค่รู้กายรู้ใจแล้วเป็นวิปัสสนา ไม่เป็นหรอก วิปัสสนาจริงๆ ไม่ใช่การรู้กายรู้ใจ วิปัสสนาจริงๆ คือรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ต้องชัดเจนขนาดนี้นะ เพราะอะไร เพราะว่าวิปัสสนาทำไปเพื่อถอนความเห็นผิด เพื่อละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเรา ถ้าเราเห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์เราก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ละความเห็นผิดได้ ลำพังเห็นกายเห็นใจแล้วก็ทื่อๆ นิ่งๆ ทื่อๆ อยู่นะ สามวันสามคืน หรือทำสมาบัติ นิ่ง ไม่กระดุกกระดิก ไม่กินข้าวอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืน มันไม่มีปัญญา มันไม่สามารถถอดถอนความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเราได้

ฉะนั้นเราต้องมีทั้งสติ มีทั้งปัญญา มีสติรู้สภาวะ คือรู้กายรู้ใจที่กำลังปรากฎ มีปัญญาเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจว่ามันเป็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่เป็นตัวเรา บางคนเห็นว่ามันไม่เป็นตัวเราเพราะมันไม่เที่ยง บางคนเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวเราเพราะมันเป็นทุกข์ บางคนเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวเรา เพราะมันบังคับไม่ได้ มันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ มันบังคับไม่ได้ มันเป็นอนัตตา

ดังนั้นเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพียงอันใดอันหนึ่ง ย้ำคำว่าเพียงอันใดอันหนึ่ง ก็สามารถละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเราได้ อันนี้แล้วแต่บุคคล หน้าที่ของเราแค่มีสติรู้กายรู้ใจ มีปัญญาเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจไปเรื่อยๆ ตรงที่อริยมรรคจะเกิดนะ บางคนเกิดเพราะเห็นอนิจจังของกายของใจ บางคนเห็นทุกข์ของกายของใจ บางคนเห็นอนัตตาของกายของใจ แล้วก็ละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นเรา มีเราในกายในใจนี้ มีเรานอกเหนือกายนอกเหนือใจนี้ ต้องรู้อย่างนี้นะ รู้ไป

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์
พ.ศ.๒๕๕๑

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔
File: 510216A
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓๘ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๓๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ธรรมะ คือ ธรรมดา

mp3: (for download) ธรรมดา คือ ธรรมะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : รู้ไปตามธรรมดานั่นแหละ เพราะอะไร เพราะเราต้องการเห็นความเป็นธรรมดาของกายของใจ ธรรมดานั่นแหละธรรมะล่ะ ธรรมดาของกายของใจก็คือ กายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเรา จิตใจก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ นี่ต้องการให้เห็นธรรมดาคือแค่นี้เอง

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่