Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ทุกอย่างมีเหตุกับผล และเหตุกับผลต้องตรงกัน

mp 3 (for download) : ทุกอย่างมีเหตุกับผล และเหตุกับผลต้องตรงกัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ทุกอย่างมีเหตุกับผลนะ อย่าเชื่ออะไรงมงาย อย่างอยู่ๆ เราจะไปไหว้พระ ขอให้เจ้าแม่กวนอิมหรือ เจ้าพ่ออะไร? เห้งเจีย อะไรช่วยเราเนี่ย เจ้าพ่อเจ้าแม่ก็ช่วยไม่ได้ อยู่ที่กรรมของเราเอง อย่างเจ้าแม่กวนอิมเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ความเมตตานั้นมหาศาล แต่ท่านทำอะไรบ้าง ท่านเงี่ยหูฟังเสียงสรรพสัตว์มันร้องไห้ บอกไหมว่าท่านซับน้ำตาให้สัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ทุกตัว มันทำไม่ได้ เนี่ย มันทำไม่ได้ สัตว์ที่ทำกรรมชั่ว เวลากรรมชั่วให้ผลมามันก็ได้รับความทุกข์ ท่านก็เห็นใจ เห็นใจอยากช่วย ช่วยยังไง? ก็ต้องแนะนำให้มันทำดี ทุกอย่างเป็นเรื่องเหตุกับผลทั้งหมดเลยนะ

หลวงพ่อเคยอ่านเรื่องของเจ้าแม่กวนอิม บอกว่าก่อนที่ท่านจะบรรลุ บรรลุของมหายานกับของเราไม่เหมือนกันนะ เขาบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์ได้ ท่านสร้างความดีมากมาย จนพระพุทธเจ้าเห็นใจประทานเเจกันหยกให้อันหนึ่ง แล้วก็บอกว่าเอาแจกันเนี้ยไปตั้งบูชาไว้นะ แล้วดู วันไหนมีน้ำเต็มแจกันขึ้นมานะ วันนั้นน่ะจะบรรลุแล้ว จะเข้าถึงธรรมะ เจ้าแม่กวนอิมก็ไปช่วยคนเยอะเลยนะ พยายามช่วย ช่วยๆ กลับมาที่ตำหนักแจกันก็เหมือนเดิม ต้องคอยเช็ดฝุ่นด้วยซ้ำไป ไม่มีน้ำ เนี่ย ทำความดีอยู่นานเลยนะ ใจ เมื่อไหร่จะมีน้ำ เมื่อไหร่จะมีน้ำ มันไม่มี จนกระทั่งลูกศิษย์ของท่านน่ะ ลูกศิษย์ของเจ้าแม่กวนอิมเองสงสาร โถ เจ้าแม่อยากให้มันมีน้ำ เจ้าแม่ไม่อยู่มันเอาน้ำเติมแจกันเต็มเลย มันใส่เข้าไปเต็มเลย นี้เจ้าแม่กลับมานะ โอ้ย น้ำเต็มแล้ว วันนี้จะบรรลุแล้ว ดีใจใหญ่เจ้าแม่จะบรรลุแล้ว ตัวท่านน่ะดีใจ ลูกศิษย์เนี่ยรู้สึกสำนึกผิดเลย ไอ้นี่หลอกอาจารย์ ถึงจะหวังดีนะ แต่ทำให้อาจารย์เข้าใจผิดไปแล้วล่ะ ทีแรกคิดแต่ว่าท่านอยากให้น้ำมันเต็ม ก็เติมให้เต็ม ที่แท้ท่านอยากให้เต็มเพราะว่าท่านจะได้บรรลุธรรม ลูกศิษย์ก็เลยเข้าไปกราบขอขมาท่าน สารภาพว่า ได้เติมน้ำไว้เอง จำไม่ได้ผู้หญิงผู้ชายนะ เนี่ยเอาน้ำไปเติมเอง พอท่านได้ยินนะ ท่านก็บรรลุแล้ว

น้ำ มันก็ต้องมีเหตุสิ มันถึงจะเกิด เมื่อเติมไว้ มันก็มีเหตุใช่ไหมน้ำมันถึงจะเต็ม ไม่มีเหตุมันไม่เต็มหรอก แล้วเหตุกับผลต้องตรงกัน อยากให้มีน้ำก็ต้องเติมน้ำ ไม่ใช่อยากมีน้ำไปช่วยคน เหตุกับผลไม่ตรงกัน งั้นสร้างเหตุกับผลต้องตรงกัน อยากได้ อยากจะกินมะม่วงก็ต้องไปปลูกมะม่วง อยากจะกินข้าวก็ไปปลูกข้าว นี่เรื่องของเหตุกับผลทั้งสิ้นเลย

งั้นชาวพุทธเราต้องดำรงชีวิตด้วยความมีเหตุผล อย่างมงาย ความงมงายนั้นมีทุกระดับ กระทั่งในการปฏิบัติ อย่างเราคิดว่าปฏิบัติอย่างเนี้ย จะพ้นทุกข์ ใครๆ ก็คิดน่ะ ศาสนาอื่นก็คิด เขาก็อยากจะมีความสุขอมตะ อยากมีความสุขที่อมตะ อย่างเช่นนั่งสมาธิเข้าฌานจนจิตเป็นพรหมขึ้นมา พอจิตเป็นพรหมแล้วบอกจิตกลายเป็นพรหมแล้ว จิตรวมเข้ากับพรหมแล้ว เนี่ยจุดสูงสุด ไม่รู้เหตุ ว่าการที่ไปฝึกสมาธิจนเป็นพรหมน่ะ ยังเป็นเหตุเป็นผลในฝ่ายวัฏฏะอยู่ มันทำความดีไปเกิดในที่ดี เมื่อเกิดได้ก็ยังดับได้อีก มันไม่ได้พ้นจากการเกิดจริง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
เมื่อวันเสาร์ที่ ๖ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๗
File: 571206A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๑๕ ถึงนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๕๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปละ หมดเหตุก็ดับเอง

Mp3 for download:  ความทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปละ หมดเหตุก็ดับเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : คือ รู้ตรงนี้ว่าพอไปคิดเนี่ยนะ เกิดความทุกข์ เห็นความทุกข์ในใจเราเนี่ยนะ มากขึ้นบ้าง เบาลงบ้าง มากขึ้นบ้าง เบาลงบ้าง

ในขณะที่เรามาเฝ้ารู้ใจของเราที่เป็นทุกข์เนี่ย เราไม่ได้คิดละ ความทุกข์นั้นจะค่อยๆสลายตัวไป แต่สลายเพราะอะไร เพราะว่าเราไม่ได้คิด ทำไมเราไม่ได้คิดตอนนั้น เพราะเรามาเฝ้ารู้อยู่ แล้วเราจะเห็นเลย ความทุกข์เองไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปละมันหรอก พอมันหมดเหตุมันก็ดับ ไม่ใช่มันดับเพราะเราไปละมันเข้า

ถ้าเราไม่ละเอียดลออ เราจะไปคิดว่าเราไปดับทุกข์ได้ พอเราดูปุ๊บ ความทุกข์ก็ดับไป พอเราโกรธขึ้นมา เราเห็นความโกรธ ความโกรธก็ดับไป มันเกิดความสำคัญผิด ความจริงเป็นเพราะว่าเราไม่ได้ไปทำเหตุของมัน มันหมดเหตุแล้วมันดับ

อย่างเราโกรธใครสักคนนะ เราคิดถึงเขาบ่อยๆ นะ ยิ่งโกรธใหญ่ ใช่มั้ย เรามารู้อยู่ที่ความโกรธของเรานี้ เห็นความโกรธตั้งอยู่ในจิตใจ จิตใจเร่าร้อนเป็นเพราะความโกรธ ไม่ได้ไปคิดเรื่องที่ทำให้โกรธ เดี๋ยวความโกรธมันก็หายไป เราก็จะได้ความเห็นที่ถูกต้องว่าความโกรธก็ไม่เที่ยงหรอก เกิดจากเหตุ คือ การไปคิดเรื่องที่ไม่ชอบใจ พอหมดเหตุมันก็ดับ

แต่ความโกรธเกิดขึ้นเนี่ย ถ้าความโกรธครอบงำใจเราได้ ใจเราจะเป็นทุกข์ ก็เห็นต่อไปอีกชั้นนึง อ้อ จิตใจที่เป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระนี้ ไม่ทุกข์หรอก เบิกบาน มีความสุข แต่พอถูกอารมณ์ ถูกกิเลสครอบงำ ก็จะเป็นทุกข์ นี่มันจะเห็นตรงนี้

งั้นเรามีสติอยู่ เราค่อยเห็นข้อเท็จจริง มันคือการเห็นข้อเท็จจริงทั้งนั้นเลย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๗ เดือนกรกฏาคม พ.ศ.๒๕๔๕ ก่อนฉันเช้า
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑
File: 450707A
ระหว่างนาทีที่ ๓๗ วินาทีที่ ๐๑ ถึง นาทีที่ ๓๘  วินาทีที่ ๔๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ชาวพุทธไม่ยอมจำนนต่อกรรมเก่า

mp 3 (for download) : ชาวพุทธไม่ยอมจำนนต่อกรรมเก่า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ชาวพุทธไม่ยอมจำนนต่อกรรมเก่า

ชาวพุทธไม่ยอมจำนนต่อกรรมเก่า

หลวงพ่อปราโมทย์ : สิ่งที่มากระทบเรานั้น จะชั่วหรือจะดีนะ มันมีเหตุ อย่างทำไมบางคนนั่งรถไปด้วยกันคนนึงเห็นรถติดนะ ชะโงกหน้าต่างดู เห็นแต่ต้นไม้บนเกาะกลางถนน อีกคนนึงเห็นภาพคนถูกรถทับเละเทะเลย ในปรากฏการณ์เดียวกันนะ ทำไมผัสสะไม่เหมือนกัน เนี่ยพระพุทธเจ้าท่านอธิบายด้วยกฎของกรรม

ในขณะที่กรรมดีให้ผลนะเราก็ได้รับผัสสะที่ดี สิ่งที่มากระทบก็ดี นำความสุขความเพลิดเพลินเจริญใจมาให้ ในขณะที่อกุศลให้ผลนะ เราก็ได้รับสิ่งที่ไม่ดีมากระทบ งั้นพวกเราเนี่ยกรรมมันผลัดกันให้ผลอยู่เนืองๆ เดี๋ยวก็กระทบดีเดี๋ยวก็กระทบไม่ดี เลือกได้มั้ย มันมีตา ไม่ได้เจตนาจะเห็นคนถูกรถทับ อยากเห็นมั้ย ไม่อยากเห็นแต่ชะโงก เอาไงหว่า หลวงพ่อเห็นเวลารถมันชนกันนะ ชะลอดูทุกคนแหล่ะ มีมั้ยพอรถชนกัน เฮ้อ สัตว์โลกน่าสงสารอะไรเงี้ย กลัวก็กลัวนะแต่อยากดู

ผัสสะที่มากระทบนะถ้าเป็นอารมณ์ที่ดีเรียกอิฏฐารมณ์ อารมณ์ไม่ดีเรียกอนิฏฐารมณ์ เป็นผลของกรรม แต่ว่าไม่ว่ากรรมอะไรจะมากระทบเนี่ย เราสามารถเปลี่ยนแปลง กรรมชั่วมากระทบทำให้เราต้องประสบกับสิ่งไม่ดี เราสามารถเปลี่ยนแปลงจากวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ เช่นตามองเห็นรูปน่ากลัว แทนที่จะรู้สึกสยดสยองอย่างเดียวนะ ก็อาจจะเห็นความไม่เทีี่ยงแท้ ความประมาทไม่ได้ แปรปรวน นึกไม่ถึงเลยคนนี้ออกจากบ้านมาเมื่อเช้าเค้าไม่นึกว่าเค้าจะตาย แต่นี่เค้าตายแล้วนี่ ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน พิจารณาออกมาเป็นธรรมะเลยก็ได้ พิจารณาว่า เออเราอาจจะเป็นอย่างนี้เมื่อไหร่ก็ได้ ใจเกิดความไม่ประมาทขึ้นมา นี่เป็นกุศลขึ้นมาแล้ว

เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่ยอมจำนนกับกรรมเก่า ตัวสำคัญก็คือกรรมปัจจุบัน ต้องทำให้ดีทำให้ถูกต่างหาก เกิดมายากจนเป็นผลของกรรมเก่า เกิดมายากจน กรรมเก่าส่งผลให้เกิดมาจน ไม่จำเป็นต้องจนตลอดนะ ชาวพุทธเราไม่ยอมจำนนกับกรรมเก่า ถ้าทำกรรมใหม่ที่ดียิ่งขึ้น ขยันทำมาหากิน รู้จักเก็บออม รู้จักเลือกคบคน รู้จักดำรงชีวิตให้พอควรแก่ฐานะ ก็ไม่จนนะ ก็พอ ก็พอเพียงขึ้นมา พอพอเพียงเมื่อไหร่ไม่จนเมื่อนั้น

มีเงินร้อยล้านพันล้านนะมันยังจนนะ มันยังหิวยังหิวอยู่ยังไม่พอ พวกนี้ยังจนอยู่ ของเรามีอยู่มีกินแล้วมีเหลือเก็บไว้ยามฉุกเฉินบ้าง เราพอใจ เราไม่จนนะ เพราะคำว่าจนว่ารวยนี่ เป็นคำที่เปรียบเทียบขึ้นมา เปรียบเทียบด้วยความรู้สึก เหมือนสั้นกับยาว เปรียบเทียบขึ้นมา แต่ไหนสั้นแค่ไหนยาว เป็นคำเปรียบเทียบ หรือแค่ไหนร้อนแค่ไหนเย็นเนี่ยไม่เท่ากันเลย ไม่เท่ากัน มันเป็นความรู้สึกที่เปรียบเทียบ นั้นถ้าใจเราพอซะอย่างเดียว ก็สบาย มีความสุข

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๐
Track: ๒
File: 540501A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๑๘ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๒๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สิ่งทั้งหลายชั่วคราว เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง

สิ่งทั้งหลายชั่วคราว เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง

สิ่งทั้งหลายชั่วคราว เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง

mp 3 (for download) : สิ่งทั้งหลายชั่วคราว เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์:

เราเรียนลงมาเพื่ออะไร เพื่อวันนึงจะถอนความเห็นผิด ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา ในโลกนี้ใครๆมันก็รู้สึกว่ามีเราๆนะ พอมีเราขึ้นมามันก็มีของเรา มีคนอื่น มีของคนอื่น ก็แย่งชิงกัน เบียดเบียนกัน

แล้วพอตัวเราจะสูญหายไป จะสูญเสีย ก็ทนไม่ได้ อย่างพอร่างกายจะแก่จะเจ็บจะตาย ก็ทนไม่ได้ เป็นทุกข์มาก มีของเราเนี่ยเห็นมั้ย เกิดเราจะพลัดพรากจากของเรา ของที่เรารัก เราก็ทนไม่ได้ ความจริงมันเป็นของโลก นี่เราไปตู่ว่ามันเป็นของเรา เป็นตัวเราไป แล้วก็มีของเราใช่มั้ย

เพราะงั้นเวลาพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก เราทนไม่ได้ เรารู้สึกสูญเสียทั้งๆที่เราไม่ใช่เจ้าของ อย่างใครบอกว่าเราเป็นเจ้าของภรรยา หรือใครเป็นเจ้าของสามี จริงๆไม่มีใครเป็นเจ้าของหรอก ใครเป็นเจ้าของลูก ลูกมันเป็นเจ้าของตัวเองหรือเปล่า มันยังไม่เป็นเลยนะ มันเป็นสมบัติของโลก กระทั่งตัวเรามันก็สมบัติของโลก เรายึดว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราขึ้นมา มันก็เลยเป็นความทุกข์ มีภาระมากมายเลย ต้องหวงแหน ก็ทุกข์มาก อย่างสาวๆนะ นึกวันที่ตีนกาอันแรกโผล่ นึกออกมั้ย ซาบซึ้งมั้ย แหม ภูมิใจ อยู่มาจนดูน่าเลื่อมใส แค่ตีนกาโผล่มาอันแรกก็กลุ้มแล้วนะ อันที่สองอันที่สามกลุ้มนะ ถึงอันที่สิบชักเฉยๆละ เอาไว้ก่อน

เนี่ยพอร่างกายแก่แล้วทนไม่ได้ ร่างกายเจ็บไข้ก็ทนไม่ได้ อยากจะมีความสุขตลอดกาล อยากจะหนุ่มจะสาวตลอดกาลอะไรงี้ อยากไม่ตาย อะไรอย่างนี้นะ อยากอยู่กับสิ่งที่รัก อยากไม่เจอสิ่งที่ไม่รัก เนี่ย มันอินโนเซ้นต์ทั้งหมดเลยนะ ไร้เดียงสา

ทีนี้เราหัดภาวนานะ ลงดูมาที่กายที่ใจไปเรื่อย ถ้าเราดูเป็นจะเห็นความจริงของกายของใจ ความจริงของเขาคือไตรลักษณ์ กายนี้ไม่เที่ยงนะ กายนี้ทนอยู่ได้ไม่นานหรอก กายนี้เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเรา เป็นวัตถุ เป็นแค่เศษธุลีเล็กๆ เทียบกับโลก เทียบกับจักรวาลแล้วเล็กนิดเดียว

ใครเคยชอบไปเที่ยวทะเล เที่ยวภูเขาบ้าง เคยมั้ย รู้สึกมั้ยตัวเรานิดเดียวนะ ไปดูแล้วโอ้ ต่ำต้อยด้อยค่านิดเดียวเอง แต่ความสำคัญตัวมันใหญ่ เนี่ยเราเลี้ยงความสำคัญตัวมานาน สะสมความเห็นผิดมานาน เรามาหัดภาวนานะ มารู้สึกในกายมารู้สึกอยู่ในใจ วันนึงเห็นความจริงของเขา กายมันไม่เที่ยงนะ กายมันเป็นทุกข์ กายมันเป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเราหรอก จิตใจก็ไม่เที่ยง จิตใจที่มีความสุขมีอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป  จิตใจที่มีความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตใจที่เฉยๆอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตใจที่โลภที่โกรธที่หลงนะ อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตใจที่สงบ ที่มีปีติ มีคุณงามความดี อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป แม้กระทั่งจิตใจที่มีศรัทธา ศรัทธาก็อยู่ชั่วคราวรู้สึกไหม ความเพียรก็อยู่ชั่วคราวรู้สึกมั้ย เดี๋ยวก็เพียร เดี๋ยวก็ไม่เพียร เดี๋ยวก็มีศรัทธา เดี๋ยวก็ไม่ได้ศรัทธา สติก็อยู่ชั่วคราว รู้สึกมั้ย เดี๋ยวก็มีสติ เดี๋ยวสติแตก สติหายไปตั้งเป็นเดือนเลยก็มี นะ สมาธิก็ชั่วคราวใช่มั้ย เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน ส่วนใหญ่ฟุ้งซ่าน  สมาธิอยู่แว้บๆ ทนอยู่ไม่นาน ก็หายไปอีก มีปัญญาเห็นความจริงของกายของใจนะ นานๆมีทีนึง ภาวนาไปนะ มีสตินะมีเรื่อยๆได้ แต่มีปัญญาเนี่ยนานๆมันจะเกิดครั้งนึง

งั้นทุกอย่างเลยนะ ทั้งทีเป็นกุศล ทั้งที่เป็นอกุศล ทั้งที่เป็นสุขทั้งที่เป็นทุกข์ มันอยู่ชั่วคราว เดี๋ยวมันก็หายไป หรือจิตที่ไปดูรูป จิตที่เกิดที่ตา จิตที่ไปดูรูป จิตที่ไปฟังเสียง จิตที่ดูรูปอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่ฟังเสียงอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่คิดอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย ลองดูสิ เวลานั่งฟังหลวงพ่อพูด บางทีก็มองหน้าหลวงพ่อ รู้สึกมั้ย มองแว้บนึงแล้วหน้าหลวงพ่อก็เบลอๆไป บางทีก็ตั้งใจฟัง ตั้งใจฟังได้สองสามคำ ประโยคนึงสองประโยค ก็ไปคิดทีนึงฟังไปคิดไป ฟังไปคิดไป จิตที่ไปฟังอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่ไปคิดอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่ไปดู อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย เนี่ยเรามาเฝ้าดูของจริงนะ เห็นแต่ของไม่เที่ยง มีแล้วก็ไม่มี มีแล้วก็ไม่มีนะ ไม่ว่าจะเป็นจิตที่ดี จิตที่สุข จิตที่ทุกข์ จิตที่ชั่ว หรือจิตที่ไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจนะ ทุกอย่างเป็นของชั่วคราวหมด มันทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ ทนอยู่ไม่ได้เรียกว่าเป็นทุกข์ นะ

แล้วมันจะไปทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจ หรือมันจะสุขหรือมันจะทุกข์ หรือมันจะดีหรือมันจะชั่ว มันสั่งไม่ได้ เราลองสั่งจิตเราสิ วันนี้ลองสั่งนะ ลองทดสอบดู สั่งลงไปเลยวันนี้ห้ามโกรธ ห้ามขัดใจ ทำได้มั้ย ใครทำได้นะ เพื่อนข้างๆลองด่าดูทีนึง จิตจะโกรธ ห้ามได้หรือเปล่า ห้ามไม่ได้นะ จิตจะโลภ ก็ห้ามไม่ได้ จิตจะสุขจิตจะทุกข์ ก็สั่งไม่ได้ มันมีเหตุ มันมีเหตุ แล้วมันก็เกิด ถ้าไม่มีเหตุมันก็ไม่เกิดหรอก สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่เป็นไปตามที่เราสั่ง

การที่สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุไม่ใช่ตามที่เราสั่ง นี้เรียกอนัตตา ไม่ใช่สิ่งทั้งหลายไม่มีเลย พวกเราชอบแปลอนัตตาว่าว่างเปล่าๆ นั่นมันสุญญาตา ไม่ใช่อนัตตา อนัตตานี่หมายถึงมันไม่อยู่ในอำนาจบังคับจริงๆ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนถาวรจริงๆ มีหลายนัย คำว่าอนัตตาน่ะ

รวมความก็คือสิ่งทั้งหลายนะ ถ้ามีเหตุมันก็มีขึ้นมา ถ้าไม่มีเหตุมันก็ไม่มี มันเป็นไปโดยเหตุ  ไม่ใช่เป็นไปเพราะเราสั่ง

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ ที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
ลำดับที่ ๗
File: 521211.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๗ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๓๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไตรลักษณ์ของกายใจเป็นอย่างไร

mp3 (for download) : ไตรลักษณ์ของกายใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : นี่เราหัดภาวนานะ ลงมาดูที่กายที่ใจไปเรื่อย ถ้าดูเป็น เราจะเห็นความจริงของกายของใจ  ความจริงของเขาคือ “ไตรลักษณ์”

กายนี้ไม่เที่ยง กายนี้ทนอยู่ได้ไม่นานหรอก กายนี้เป็นก้อนธาตุ ไม่ใ่ช่ตัวเรา เป็นวัตถุ เป็นแค่เศษธุลีเล็กๆ เทียบกับโลก เทียบกับจักรวาลแล้วเล็กนิดเดียว   ใครเคยชอบไปเที่ยวทะเลเที่ยวภูเขาบ้าง? เคยไหม? รู้สึกไหม ตัวเราเล็กนิดเดียว ไปดูแล้ว ต่ำต้อยด้อยค่า นิดเดียวเอง แต่ความสำคัญตัวมันใหญ่ เราเลี้ยงความสำคัญตัวมานาน สะสมความเห็นผิดมานาน

เรามาหัดภาวนา มารู้สึกอยู่ในกาย มารู้สึกอยู่ในใจ  วันนึงเห็นความจริงของเขา กายมันไม่เที่ยงนะ กายมันเป็นทุกข์ กายมันเป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเราหรอก

จิตใจก็ไม่เที่ยง จิตใจที่มีความสุข อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป  จิตใจที่มีความทุกข์ อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตใจที่เฉยๆ อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตใจที่โลภที่โกรธที่หลงอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตใจที่สงบที่มีปิติ มีคุณงามความดีทั้งหลายอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป หรือกระทั่งจิตใจที่มีศรัทธา ศรัทธาก็อยู่ชั่วคราว รู้สึกไหม? ความเพียรก็อยู่ชั่วคราว รู้สึกไหม? เดี๋ยวก็เพียร เดี๋ยวก็ไม่เพียร เดี๋ยวก็ศรัทธา เดี๋ยวก็ไม่ศรัทธา สติก็อยู่ชั่วคราว รู้สึกไหม?

เดี๋ยวก็มีสติ เดี๋ยวสติแตก สติหายไปตั้งเป็นเดือนเลยก็มี  สมาธิก็ชั่วคราวใช่ไหม เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน ส่วนใหญ่ฟุ้งซ่าน สมาธิอยู่แว๊บๆ ทนอยู่ไม่นานก็หายไปเอง  มีปัญญาเห็นความจริงของกายของใจ นานๆ มีทีนึง  ภาวนาไปนี่ มีสติมีเรื่อยๆได้ แต่มีปัญญานี่ นานๆ มันจะเกิดครั้งหนึ่ง

มันทุกอย่างเลยนะ ทั้งที่เป็นกุศล ทั้งที่เป็นอกุศล ทั้งที่เป็นสุข ทั้งที่เป็นทุกข์ มันอยู่ชั่วคราว เดี๋ยวมันก็หายไป

จิตที่ไปดูรูป จิตที่เกิดที่ตา จิตไปดูรูป  จิตที่ฟังเสียง จิตที่ดูรูปอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่ฟังเสียงอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่คิดอยู่ชั่วคราวแ้ล้วก็หาย  ลองดูซิ เวลานั่งฟังหลวงพ่อพูด บางทีก็มองหน้าหลวงพ่อ รู้สึกไหม? มองแว๊บนึง แล้วหน้าหลวงพ่อก็เบลอๆ ไป  บางทีก็ตั้งใจฟัง ตั้งใจฟังได้สองสามคำ ประโยคนึง สองประโยค ก็ไปคิดทีนึง  ฟังไปคิดไป ฟังไปคิดไป  จิตที่ไปฟัง อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่ไปคิด อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย  จิตที่ไปดู อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย

นี่เรามาเฝ้าดูของจริงนะ เห็นแต่ของไม่เที่ยง มีแล้วก็ไม่มี มีแล้วก็ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นจิตที่สุข ที่ทุกข์ ที่ดี ที่ชั่ว หรือจิตที่ไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทุกอย่างเป็นของชั่วคราวหมด มันทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ ทนอยู่ไม่ได้ เรียกว่าเป็น “ทุกข์”

แล้วมันจะไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หรือมันจะสุข หรือมันจะทุกข์ หรือมันจะดี หรือมันจะชั่ว เราสั่งไม่ได้ เราลองสั่งจิตเราซิ วันนี้ลองสั่งนะ  ลองทดสอบดู สั่งลงไปเลย วันนี้ห้ามโกรธ ห้ามขัดใจ ทำได้ไหม? ใครทำได้นะ เพื่อนข้างๆ ลองด่าดูทีนึง   จิตจะโกรธ ห้ามได้หรือเปล่า? ห้ามไม่ได้  จิตจะโลภ ก็ห้ามไม่ได้  จิตจะสุข จิตจะทุกข์ ก็สั่งไม่ได้  มันมีเหตุแล้วมันก็เกิด มันไม่มีเหตุ มันก็ไม่เกิดหรอก

สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง  การที่สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง นี่เรียกว่า “อนัตตา” ไม่ใช่สิ่งทั้งหลายไม่มีเลย  พวกเราชอบแปลอนัตตา ว่า “ว่างเปล่า”  อันนั้นมัน “สุญญตา” ไม่ใช่อนัตตา

“อนัตตาหมายถึง มันไม่อยู่ในอำนาจบังคับจริงๆ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนถาวรจริงๆ  มีหลายนัย คำว่าอนัตตา  รวมความก็ืคือ สิ่งทั้งหลาย ถ้ามีเหตุมันก็มีขึ้นมา  ถ้าไม่มีเหตุ มันก็ไม่มี มันเป็นไปโดยเหตุ ไม่ใช่เป็นเพราะเราสั่ง

อย่างจิตจะโกรธ ก็มีเหตุให้โกรธ เช่น ต้องกระทบอารมณ์ที่ไม่ดี มันถึงจะโกรธ  ถ้ากระทบอารมณ์ดีๆ มันก็ไม่โกรธ   พอกระทบอารมณ์แล้ว ก็ต้องมีการตัดสินอารมณ์ด้วย ต้องคิดนิดนึงก่อน ถึงจะโกรธ  แล้วก็ต้องมีพื้นฐาน เป็นคนชอบโกรธ  มีอนุสัยขี้โกรธสะสมมา พออนุสัยขี้โกรธมีอยู่แล้ว พอกระทบอารมณ์ที่ไม่ดี มันผุดกิเลส ผุดโทสะขึ้นมาเลย  นี่ทุกอย่างมันเป็นไปด้วยเหตุทั้งหมดเลย ไม่มีอะไรที่เกิดโดยไม่มีเหตุ  สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ ถ้าเหตุดับ สิ่งนั้นก็ัดับ  พระอัสสชิสอน พระสารีบุตรสอน อย่างนี้ สอนอุปติสะ  อุปติสสะฟังแล้วเป็นพระโสดาบัน

สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ พระตถาคตเจ้าแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และแสดงความดับไปแห่งธรรมนั้น  พระตถาคตเจ้ามีปกติกล่าวอย่างนี้ สอนอย่างนี้ืเนืองๆ  สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ

นี่เราเฝ้าดูลงไป ไม่ใช่ตัวตนถาวร ไม่ใช่สิ่งที่บังคับได้  ดูลงมาในกาย ความจริงของมันก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา   ดูลงในจิต ก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อนัตตาของกาย ดูไป มันไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ อย่างนี้ ดูง่ายๆ

อนัตตาของจิต ดูซิ บังคับมันไม่ได้หรอก  มันเป็นไปตามเหตุ

เฝ้ารู้ เฝ้าดูอย่างนี้นะ  วันนึงก็เห็นความจริงเลย มันไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าตัวตนถาวร หรือตัวตนที่แท้จริง  เราสั่งไม่ได้ตลอดเวลาหรอก  นี่เฝ้าดูลงมาที่กาย เฝ้าดูลงมาที่ใจ เพื่อวันนึงจะได้เห็นความจริง คือไตรลักษณ์

CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ 33

521211

3.20 – 9.13

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความสุขเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้จริง

mp3 (for download) : ความสุขเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้จริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :

อย่างคนไหนภาวนากับหลวงพ่อมาช่วงหนึ่ง รู้สึกไหม ความสุขยังน่าเบื่อเลย ใครรู้สึกไหมว่า ความสุขก็พึ่งพาอาศัยไม่ได้นะ นี่เราภาวนาไปเราเห็นเลย ความสุขของชั่วคราว แต่เดิมเราคิดจะเอาความสุขเป็นที่พึ่งที่อาศัยนะ เราอยากได้ความสุข เราดิ้นรนหาความสุขตลอดชีวิตเลย คิดว่าทำอย่างนี้แล้วจะมีความสุข คิดว่าดูอันนี้แล้วจะสุข คิดว่าฟังอันนี้แล้วจะสุขนะ คิดว่าคิดเรื่องนี้แล้วจะสุข สุดท้ายนะ ความสุขอันนั้นก็อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป นี้พอเราเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก โอ้ ความสุขก็เอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้นะ เป็นของชั่วครั้งชั่วคราว มีเหตุก็เกิดขึ้นมา เดี๋ยวหมดเหตุก็ดับไปอีก

ไม่มีอะไรที่จะพึ่งพาอาศัยได้เลยในโลกนี้นะ วิ่งหาความสุขแทบตายเลย เสร็จแล้วความสุขก็ไม่ได้ให้อะไรมากกว่าว่า วันหนึ่งมันก็ผ่านไป นี่เฝ้าดูลงไปนี้นะ ในที่สุด ใจมันจะค่อยๆเบื่อ เพราะเห็นตามความเป็นจริงนะจะเบื่อ เบื่อสุข และเบื่อทุกข์เท่าๆกัน เบื่อกุศลและอกุศลเท่าๆกัน เพราะมีปัญญาเห็นความจริงทุกอย่างเกิดแล้วดับหมดเลย อุตส่าห์มาฟังธรรมนะจิตแช่มชื่นเบิกบาน สังเกตไหม กลับบ้านวันสองวันก็หายแล้วนะ หรือบางคนกลับไปนิดเดียวก็หายแล้ว บางคนไม่ทันจะออกจากวัดก็หายแล้วนะ ทุกอย่างนะมันชั่วคราวหมดเลย เอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้จริงหรอก เห็นแล้วเบื่อนะ พอเบื่อหน่ายใจมันก็คลายความยึดถือลง อย่างเราเห็นว่าความสุขก็น่าเบื่อนะ แต่เดิมนะอยากได้ความสุข พอเห็นว่าความสุขก็ของน่าเบื่อพึ่งพาไม่ได้นะ ความดิ้นรนที่จะหาความสุขมันก็ลดลง

เราเห็นความทุกข์นะก็เป็นของชั่วคราวอีกนะ แต่เดิมเกลียดมันไม่อยากให้มีเลย ดิ้นรนใหญ่ ดิ้นเท่าไหร่ก็หนีมันไม่พ้นนะ ในที่สุดใจเป็นกลางกับมันนะ อยู่กับมันได้ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งดี ทั้งชั่วนะ เบื่อตัวเองก็หนีไม่ได้ เบื่ออย่างไรไปไหนก็เอากายเอาใจไปด้วย เอาสุขเอาทุกข์ไปด้วย เอาดีเอาชั่วไปด้วย ไปไหนก็เอาไปด้วย นี่เฝ้าดูนะ ใจมันจะเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายแล้วก็คลายความยึดถือ ความสุขก็ยึดไม่ได้ ความทุกข์ก็ยึดไม่ได้ ห้ามไม่ได้นี่ ไม่รู้จะห้ามอย่างไรนะ กุศลทั้งหลายก็ยึดเอาไว้ไม่ได้ สั่งให้มีตลอดก็ไม่ได้นะ อกุศลนะห้ามมันไม่ฟังหรอก มันจะมามันก็มานะ นี้เฝ้าดูของจริงไปนี้นะ ใจก็เบื่อหน่ายคลายกำหนัด คลายความผูกพันในสุขในทุกข์ ในดีในชั่วนะ พอสิ่งใดเกิดขึ้นมาใจก็รู้ด้วยความเป็นกลาง ใจที่รู้ด้วยความเป็นกลาง เพราะมีปัญญาแล้วเห็นว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว ใจที่เป็นกลางนี้ ใจจะไม่ดิ้น หมดความดิ้นรนของจิตนะ จิตที่หมดความดิ้นรนนะ จะมีความสงบสุข

CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ 33

521211

9.17 – 12.03

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทำไมปฏิบัติแล้วความโกรธไม่ลดลง?

mp3 (for download) : anger not stable

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : การสังเกตอารมณ์ที่รู้ทัน เช่น เวลาที่เราดีใจ เสียใจ หรือโกรธ คือ หลังจากปฏิบัติแล้วไม่ได้ลดน้อยลง เพียงแต่รู้ทันว่าตอนนี้กำลังโกรธ ตอนนี้กำลังอารมณ์ไม่ดี

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราไม่ได้ฝึกให้ลดน้อย แต่เราฝึกให้เห็นความจริงว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับ เห็นตรงนี้มั้ย โกรธแล้วก็ดับ โลภเกิดแล้วก็ดับ ดีใจเสียใจเกิดแล้วก็ดับเราเรียนเพื่อสิ่งนี้ต่างหาก หลวงพ่อบอกแล้วว่าเราไม่ได้เรียนเอาดี

โยม : มันดับเร็วขึ้นกว่าเดิม

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใช่ นั่นแหละดีแล้ว นั่นมีพัฒนาการแล้ว แต่เดิมเคยโกรธทีนึงหลายชั่วโมง เดี๋ยวนี้พอความโกรธผุดแว้บก็ขาดสะบั้นไปแล้ว ภพชาติของเราสั้นลง แทนที่จะเป็นภพขี้โมโหหลายชั่วโมงนะ ก็เป็นภพขี้โมโหหนึ่งแว้บ อะไรงี้ สังสารวัฏเราก็หดสั้นลงๆ

เพราะฉะนั้นเรียนนี่ไม่ใช่เรียนเพื่อไม่ให้โกรธ ความโกรธก็เป็นอนัตตาเหมือนกัน ถ้าเหตุของความโกรธยังมีมันจะต้องโกรธอีก เหตุของความโกรธคืออะไร อันแรกเลยคือมีอนุสัยขี้โมโห พูดภาษาไทยคือมีสันดานขี้โมโห มันคุ้นเคยที่จะโมโห มันจะโมโหบ่อย มีสันดานขี้โมโหอย่างเดียวก็ยังไม่โกรธ ต้องมีอันอื่นอีก ต้องได้กระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจถึงจะโกรธ ถ้ากระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจอย่างเดียว แต่ไม่มีอนุสัยขี้โมโห มันก็ไม่โกรธนะ เพราะงั้นความโกรธ เกิดจากเหตุตั้งหลายอย่างมาประชุมกัน แล้วก็ปรุงเป็นความโกรธขึ้นมา ถ้าเหตุของมันยังอยู่ มันยังโกรธอีก ถ้าวันนึงเราภาวนาจนอนุนัยขี้โมโหนี้หายไป มันจะไม่โกรธละ เพราะฉะนั้น เราไม่ได้เรียนเพื่อจะไปบังคับเพื่อแทรกแซงสังสารวัฏนะ ไม่ใช่ไปแทรกแซงสภาวะนะ แต่เรียนว่าทุกสิ่งเกิดจากเหตุ ถ้าเหตุดับ สิ่งนั้นก็ดับ

CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ 12

ไฟล์ 080749B

26min49-28min43

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่