Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

สิ่งทั้งหลายชั่วคราว เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง

สิ่งทั้งหลายชั่วคราว เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง

สิ่งทั้งหลายชั่วคราว เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง

mp 3 (for download) : สิ่งทั้งหลายชั่วคราว เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์:

เราเรียนลงมาเพื่ออะไร เพื่อวันนึงจะถอนความเห็นผิด ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา ในโลกนี้ใครๆมันก็รู้สึกว่ามีเราๆนะ พอมีเราขึ้นมามันก็มีของเรา มีคนอื่น มีของคนอื่น ก็แย่งชิงกัน เบียดเบียนกัน

แล้วพอตัวเราจะสูญหายไป จะสูญเสีย ก็ทนไม่ได้ อย่างพอร่างกายจะแก่จะเจ็บจะตาย ก็ทนไม่ได้ เป็นทุกข์มาก มีของเราเนี่ยเห็นมั้ย เกิดเราจะพลัดพรากจากของเรา ของที่เรารัก เราก็ทนไม่ได้ ความจริงมันเป็นของโลก นี่เราไปตู่ว่ามันเป็นของเรา เป็นตัวเราไป แล้วก็มีของเราใช่มั้ย

เพราะงั้นเวลาพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก เราทนไม่ได้ เรารู้สึกสูญเสียทั้งๆที่เราไม่ใช่เจ้าของ อย่างใครบอกว่าเราเป็นเจ้าของภรรยา หรือใครเป็นเจ้าของสามี จริงๆไม่มีใครเป็นเจ้าของหรอก ใครเป็นเจ้าของลูก ลูกมันเป็นเจ้าของตัวเองหรือเปล่า มันยังไม่เป็นเลยนะ มันเป็นสมบัติของโลก กระทั่งตัวเรามันก็สมบัติของโลก เรายึดว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราขึ้นมา มันก็เลยเป็นความทุกข์ มีภาระมากมายเลย ต้องหวงแหน ก็ทุกข์มาก อย่างสาวๆนะ นึกวันที่ตีนกาอันแรกโผล่ นึกออกมั้ย ซาบซึ้งมั้ย แหม ภูมิใจ อยู่มาจนดูน่าเลื่อมใส แค่ตีนกาโผล่มาอันแรกก็กลุ้มแล้วนะ อันที่สองอันที่สามกลุ้มนะ ถึงอันที่สิบชักเฉยๆละ เอาไว้ก่อน

เนี่ยพอร่างกายแก่แล้วทนไม่ได้ ร่างกายเจ็บไข้ก็ทนไม่ได้ อยากจะมีความสุขตลอดกาล อยากจะหนุ่มจะสาวตลอดกาลอะไรงี้ อยากไม่ตาย อะไรอย่างนี้นะ อยากอยู่กับสิ่งที่รัก อยากไม่เจอสิ่งที่ไม่รัก เนี่ย มันอินโนเซ้นต์ทั้งหมดเลยนะ ไร้เดียงสา

ทีนี้เราหัดภาวนานะ ลงดูมาที่กายที่ใจไปเรื่อย ถ้าเราดูเป็นจะเห็นความจริงของกายของใจ ความจริงของเขาคือไตรลักษณ์ กายนี้ไม่เที่ยงนะ กายนี้ทนอยู่ได้ไม่นานหรอก กายนี้เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเรา เป็นวัตถุ เป็นแค่เศษธุลีเล็กๆ เทียบกับโลก เทียบกับจักรวาลแล้วเล็กนิดเดียว

ใครเคยชอบไปเที่ยวทะเล เที่ยวภูเขาบ้าง เคยมั้ย รู้สึกมั้ยตัวเรานิดเดียวนะ ไปดูแล้วโอ้ ต่ำต้อยด้อยค่านิดเดียวเอง แต่ความสำคัญตัวมันใหญ่ เนี่ยเราเลี้ยงความสำคัญตัวมานาน สะสมความเห็นผิดมานาน เรามาหัดภาวนานะ มารู้สึกในกายมารู้สึกอยู่ในใจ วันนึงเห็นความจริงของเขา กายมันไม่เที่ยงนะ กายมันเป็นทุกข์ กายมันเป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเราหรอก จิตใจก็ไม่เที่ยง จิตใจที่มีความสุขมีอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป  จิตใจที่มีความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตใจที่เฉยๆอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตใจที่โลภที่โกรธที่หลงนะ อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตใจที่สงบ ที่มีปีติ มีคุณงามความดี อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป แม้กระทั่งจิตใจที่มีศรัทธา ศรัทธาก็อยู่ชั่วคราวรู้สึกไหม ความเพียรก็อยู่ชั่วคราวรู้สึกมั้ย เดี๋ยวก็เพียร เดี๋ยวก็ไม่เพียร เดี๋ยวก็มีศรัทธา เดี๋ยวก็ไม่ได้ศรัทธา สติก็อยู่ชั่วคราว รู้สึกมั้ย เดี๋ยวก็มีสติ เดี๋ยวสติแตก สติหายไปตั้งเป็นเดือนเลยก็มี นะ สมาธิก็ชั่วคราวใช่มั้ย เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน ส่วนใหญ่ฟุ้งซ่าน  สมาธิอยู่แว้บๆ ทนอยู่ไม่นาน ก็หายไปอีก มีปัญญาเห็นความจริงของกายของใจนะ นานๆมีทีนึง ภาวนาไปนะ มีสตินะมีเรื่อยๆได้ แต่มีปัญญาเนี่ยนานๆมันจะเกิดครั้งนึง

งั้นทุกอย่างเลยนะ ทั้งทีเป็นกุศล ทั้งที่เป็นอกุศล ทั้งที่เป็นสุขทั้งที่เป็นทุกข์ มันอยู่ชั่วคราว เดี๋ยวมันก็หายไป หรือจิตที่ไปดูรูป จิตที่เกิดที่ตา จิตที่ไปดูรูป จิตที่ไปฟังเสียง จิตที่ดูรูปอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่ฟังเสียงอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่คิดอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย ลองดูสิ เวลานั่งฟังหลวงพ่อพูด บางทีก็มองหน้าหลวงพ่อ รู้สึกมั้ย มองแว้บนึงแล้วหน้าหลวงพ่อก็เบลอๆไป บางทีก็ตั้งใจฟัง ตั้งใจฟังได้สองสามคำ ประโยคนึงสองประโยค ก็ไปคิดทีนึงฟังไปคิดไป ฟังไปคิดไป จิตที่ไปฟังอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่ไปคิดอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่ไปดู อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย เนี่ยเรามาเฝ้าดูของจริงนะ เห็นแต่ของไม่เที่ยง มีแล้วก็ไม่มี มีแล้วก็ไม่มีนะ ไม่ว่าจะเป็นจิตที่ดี จิตที่สุข จิตที่ทุกข์ จิตที่ชั่ว หรือจิตที่ไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจนะ ทุกอย่างเป็นของชั่วคราวหมด มันทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ ทนอยู่ไม่ได้เรียกว่าเป็นทุกข์ นะ

แล้วมันจะไปทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจ หรือมันจะสุขหรือมันจะทุกข์ หรือมันจะดีหรือมันจะชั่ว มันสั่งไม่ได้ เราลองสั่งจิตเราสิ วันนี้ลองสั่งนะ ลองทดสอบดู สั่งลงไปเลยวันนี้ห้ามโกรธ ห้ามขัดใจ ทำได้มั้ย ใครทำได้นะ เพื่อนข้างๆลองด่าดูทีนึง จิตจะโกรธ ห้ามได้หรือเปล่า ห้ามไม่ได้นะ จิตจะโลภ ก็ห้ามไม่ได้ จิตจะสุขจิตจะทุกข์ ก็สั่งไม่ได้ มันมีเหตุ มันมีเหตุ แล้วมันก็เกิด ถ้าไม่มีเหตุมันก็ไม่เกิดหรอก สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่เป็นไปตามที่เราสั่ง

การที่สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุไม่ใช่ตามที่เราสั่ง นี้เรียกอนัตตา ไม่ใช่สิ่งทั้งหลายไม่มีเลย พวกเราชอบแปลอนัตตาว่าว่างเปล่าๆ นั่นมันสุญญาตา ไม่ใช่อนัตตา อนัตตานี่หมายถึงมันไม่อยู่ในอำนาจบังคับจริงๆ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนถาวรจริงๆ มีหลายนัย คำว่าอนัตตาน่ะ

รวมความก็คือสิ่งทั้งหลายนะ ถ้ามีเหตุมันก็มีขึ้นมา ถ้าไม่มีเหตุมันก็ไม่มี มันเป็นไปโดยเหตุ  ไม่ใช่เป็นไปเพราะเราสั่ง

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ ที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
ลำดับที่ ๗
File: 521211.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๗ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๓๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ตั้งหลักให้ดี เราหาแก่นคือวิมุตติ ไม่ใช่อย่างอื่น

ตั้งหลักให้ดี เราหาแก่นคือวิมุตติ ไม่ใช่อย่างอื่น

ตั้งหลักให้ดี เราหาแก่นคือวิมุตติ ไม่ใช่อย่างอื่น

mp3 for download : ตั้งหลักให้ดี เราหาแก่น ไม่ใช่อย่างอื่น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ตั้งหลักให้ดี มิใช่ภาวนาเพื่อให้เกิดความดี ความสุข ความสงบ หลวงพ่อมาหัดทำใหม่ๆก็ผิดเหมือนกันล่ะ ตั้งเป้าผิด ตั้งเป้าผิดนะ ตอนเด็กๆหัดภาวนาตั้งแต่เจ็ดขวบ หัดรู้ลมหายใจ ตั้งเป้าไว้เลยว่าจะต้องสงบ เอาความสงบเป็นสรณะนะ

ความสงบเองก็เป็นของไม่แน่นอน ใช่มั้ย ยังเป็นสังขารอยู่ ยังเป็นของที่แปรปรวนอยู่ เราไปเอาความสงบเป็นเป้าหมายเนี่ยไปไม่รอดหรอก วันนี้สงบได้อีกวันหนึ่งก็ฟุ้งซ่านได้อีกนะ หรือจะเอาความดี ความดีก็ยังแปรปรวนได้อีก ใช่มั้ย วันนี้ดี พรุ่งนี้ร้ายได้อีก เนี่ยเราเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นเป้าหมายในการปฏิบัติไม่ได้หรอก มันเป็นของไม่แน่นอน เป็นของแปรปรวน

เราต้องปฏิบัติเอาแก่นสารสาระให้ได้นะ คือ ความหลุดพ้น ไม่ใช่เอาแค่ว่า.. พระพุทธเจ้าเคยเทียบนะ บางคนอยากได้แก่นไม้ แต่ว่าไปเอาใบไม้ ไปเก็บใบไม้มา เก็บกิ่งเล็กๆมา ท่านบอก เหมือนคนจะมาภาวนา จะมาบวชเนี่ย บางคนมาบวชแล้วไปติดที่ลาภสักการะที่ชื่อเสียง อย่างนี้เหมือนอยากได้แก่นไม้ แต่ได้แค่ใบไม้ ได้แค่กิ่งเล็กๆ อะไรอย่างนี้

บางคนก็ภูมิใจ มาบวชทั้งที หรือมาภาวนาทั้งที รักษาศีลได้ดี ท่านบอกศีลก็ยังไม่ใช่แก่น ศีลเหมือนสะเก็ดไม้ สะเก็ดไม้เปลือกๆมัน บางคนก็มุ่งเอาสมาธิ ท่านก็บอกว่าสมาธิก็ยังใช้ไม่ได้ รู้สึกจะข้ามขั้นไปอันหนึ่งแล้ว เปรียบอะไรอีกอัน กิ่งไม้หรืออะไร แล้วค่อยมาสะเก็ดไม้นะ คือยังไม่ถึงแก่นสักทีน่ะ

สิ่งที่ไม่ใช่แก่นของการปฏิบัตินะ อันแรกเลย ชื่อเสียง ลาภสักการะ นะ กระทั่งเป็นโยมอย่านึกว่าภาวนาแล้วไม่เอาชื่อเสียงนะ โยมที่ไปเปิดสอนเนี่ยเยอะแยะเลย นะ สอนถูกบ้าง สอนผิดบ้าง มีสารพัดนานาชนิดเลย บางคนไปเที่ยวสอนคนอื่นนะ แล้วก็บอกว่าเป็นสาขาของหลวงพ่อปราโมทย์ มีนะ เราฟังแล้วงงมากเลยนะ เราไปเปิดแฟรนไชส์ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฟังแล้วก็งงๆนะ ไม่มีนะ ขอแถลงการณ์หน่อย สวนสันติธรรมไม่มีสาขานะ ตรงนี้ มีคนมาเสนอที่ดิน เสนออะไรให้เสมอๆ หลวงพ่อไม่เอาสักอันหนึ่ง เราไม่มีความพร้อมที่จะขยายงานแบบนั้น ขยายแล้วคุณภาพไม่ดี ขยายทำไม เอาของหลอกลวงไปให้คนเขาได้ยังไง เพราะฉะนั้นไม่มีสาขานะ

เพราะฉะนั้นเราภาวนาไม่ได้เอาชื่อเสียง ไม่ได้เอาผลประโยชน์ เอาผลประโยชน์ก็มี บางคนเขาก็เอาผลประโยชน์ บางคนเอาชื่อเสียง พวกนี้ใช้ไม่ได้ ห่างไกลนะ ห่างไกลจากเป้าหมายที่แท้จริง

ไม่ได้ภาวนาเพื่อจะภูมิใจว่ามีศีล มีศีลเหนือคนอื่น สังเกตมั้ย บางคนชอบไปถือศีล ถือศีลเสร็จแล้วกลับมาดูถูกคนอื่นว่าไม่มีศีล เนี่ยเพิ่มกิเลสนะ อย่างนี้ ใช้ไม่ได้นะ ท่านบอกว่าใช้ไม่ได้ หรือบางคนเอาสมาธิ ทุกวันจิตสงบ ใจสว่าง โล่ง ว่าง สบาย อยู่กับความว่าง นี่ภาวนาแล้วเอาสมาธิ ท่านก็ว่ายังใช้ไม่ได้ สมาธิเหมือนกับอะไร เปลือกไม้หรืออะไรอย่างนี้ ท่านเทียบ บางคนจะเอาปัญญา ภาวนาแล้วอยากมีความรู้เยอะๆ อยากแตกฉาน นี่เหมือนเอาเนื้อไม้ ยังไม่ถึงแก่นไม้ ขนาดศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเรามุ่งมาปฏิบัติเพื่อสิ่งเหล่านี้ ก็เรียกว่ายังไม่เข้าเป้าเลย ยังไม่ถึงเป้าหมายที่แท้จริง

แล้วเราปฏิบัติเพื่ออะไร เพื่อวิมุติ ความหลุดพ้นจากความยึดถือ ในรูป ในนาม ในกาย ในใจ นี้ ไม่ยึดอะไรในโลก เพราะฉะนั้นเราภาวนาเพื่อให้เกิดวิมุตินะ จะมีวิมุติได้ต้องมีปัญญาเห็นความจริง ล้างความเห็นผิดไป มันไปยึดถืออยู่เพราะมันเห็นผิด ที่เห็นผิดเพราะมันคุ้นเคยที่จะเห็นผิด เห็นร่างกายทีไรก็รู้สึกตัวเราทุกที ใจมันโกรธขึ้นมาก็ว่าเราโกรธ ใจมันโลภก็ว่าเราโลภ ความจริง จิตมันปรุงความโลภขึ้นมา จิตมันปรุงความโกรธขึ้นมา มันไม่ใช่เราโลภเราโกรธหรอก เนี่ยเราหัดภาวนานะ หัดดูของจริง ไม่ใช่มุ่งเอาสิ่งที่ปลีกย่อย…

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่  ๓๓
File: 521227
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๒๕ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๓๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่