Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๑) ทันทีที่รู้ทันจิตที่เคลื่อนไป จิตจะตั้งมั่นโดยอัตโนมัติ

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๑) ทันทีที่รู้ทันจิตที่เคลื่อนไป จิตจะตั้งมั่นโดยอัตโนมัติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะงั้นเรามาฝึกนะ พุทโธไป หายใจไป ดูท้องพองยุบไปตามถนัด แล้วคอยรู้ทันจิต จิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตลงมาเพ่งอยู่ที่อารมณ์อันนั้นนะ มาอยู่กับพุทโธ มาอยู่กับลมหายใจ มาอยู่กับท้อง จิตเคลื่อนไปอยู่(กับ)สิ่งเหล่านี้ รู้ทัน

การที่เราคอยรู้ทันจิต ที่เคลื่อนไปเคลื่อนมาเนืองๆเนี่ย ทันทีที่รู้ทัน จิตจะตั้งมั่นโดยอัตโนมัติ เพราะจิตที่เคลื่อนเนี่ยนะ คือจิตที่มีโมหะ จิตที่เคลื่อนเป็นจิตที่มีโมหะ โมหะชนิดที่เรียกว่า “อุทธัจจะ” ความฟุ้งซ่าน จิตมันฟุ้งไปในความคิดบ้าง ฟุ้งไปที่ลมหายใจบ้าง ฟุ้งไปที่ท้องบ้าง ฟุ้งไปที่เท้าบ้าง

ถ้าเมื่อไหร่เรามีสติ รู้ทันนะ ว่าจิตมันเคลื่อนไปนะ จิตจะไม่เคลื่อน จิตจะตั้งมั่นขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้บังคับ ถ้าเราบังคับ จิตจะตึงเครียด ถ้าจิตตึงเครียด จิตเป็นอกุศล ไม่ใช่จิตที่ดีเลย เพราะงั้นอย่าไปข่ม อย่าไปกด อย่าไปบังคับ อย่าไปกดขี่ข่มเหงจิตใจ แล้วให้คอยรู้ทันเท่านั้น ว่าจิตมันเคลื่อนไป เคลื่อนไปคิด รู้ทัน เคลื่อนไปเพ่ง รู้ทัน ให้รู้ทันเฉยๆ

ทันทีที่รู้ทันนะ เราจะเริ่มเก็บคะแนนของความรู้สึกตัวไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าจิตไหลไปคิด เคลื่อนไปคิด เรารู้ว่าจิตเคลื่อนไปคิด จิตจะตั้งมั่นขึ้นโดยอัตโนมัติเลย แต่ถ้าเคลื่อนไปเพ่งนะ เวลาไปดูเนี่ย บางทีถลำตามไปอีก เลยไม่ขึ้นมาเลยก็มี แต่ถ้ารู้ว่าจิตเคลื่อนไปอยู่ที่ท้อง จิตจะขึ้นมาได้นะ ขึ้นมาเอง แต่ส่วนใหญ่พอไปดูซ้ำนะ มันก็ซ้ำลงไปอีก ไปอยู่ที่ท้องหนักขึ้น ไปอยู่ที่ลมหนักขึ้น

เพราะงั้นบางทีบอก ดูแล้วทำไมก็ไม่หายเพ่ง ก็(เพราะว่า)ดูแบบเพ่งๆ ยิ่งดูยิ่งเพ่ง แต่เวลาเผลอไปคิดเนี่ย ทันทีที่รู้ ว่าจิตเผลอไปคิด จิตจะดีดตัวผางขึ้นมา เป็นผู้รู้ทันทีเลย ทันทีที่จิตเป็นผู้รู้แล้ว มันจะรู้สึกกายได้ มันจะรู้สึกใจได้ มันจะกลับมาอยู่กับตัวเอง เรียกว่า จิตใจกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ลักษณะของจิตที่เป็นกุศล

mp 3 (for download) : ลักษณะของจิตที่เป็นกุศล

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพ่งมากๆนะ ไม่ได้กินหรอก เครียด ปฏิบัติธรรมแล้วเครียด ผิดแน่นอน จิตที่เครียดเป็นอกุศลนะ เป็นโทสะมูลจิต ผิดแน่นอน จิตที่แข็งๆเป็นอกุศลนะ จิตที่เป็นกุศลนะ จะต้องเบา ถ้าหนักๆแน่นๆ ไม่ใช่ จิตที่เป็นกุศลมีลหุตา มีความเบา มีมุทุตา มีความอ่อนโยนนุ่มนวล มีปาคุญญตา คล่องแคล่วว่องไว ถ้าทื่อ…ทื่อทั้งวันนะ ไม่ใช่จิตที่เป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลมีกัมมัญญัตตา ควรแก่การงาน มีสภาวะอะไรที่ต้องรู้ต้องเห็น ก็รู้ก็เห็น ไม่ใช่แกล้งไม่รู้ไม่เห็น จิตที่เป็นกุศลนะ มีอุชุตา ซื่อตรงในการรู้สภาวธรรมนะ สภาวะอะไรเกิดขึ้นก็สักว่ารู้ว่าเห็นไป จิตที่เป็นกุศลไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ เนี่ยสำรวจกายใจเรานะ

นักปฏิบัติจำนวนมากเลย ที่ลงมือปฏิบัติแล้วเกิดอกุศลจิต เริ่มตั้งแต่อยากปฏิบัติ เนี่ยจิตมีโลภะ ก็ลงมือปฏิบัตินะ บังคับตัวเองไปเรื่อยเลย ด้วยอำนาจของโลภะ บังคับเดินจงกรมตั้งนาน นั่งสมาธิตั้งนาน จิตไม่สงบสักที มันสงบไม่ได้นะ เพราะจิตยังมีกิเลสรุนแรงย้อมอยู่ผลักดันอยู่ พอไม่สำเร็จนะโทสะก็เกิด หรือมีโลภะอยากปฏิบัติก็ลงมือบังคับตัวเอง บังคับตัวเองแล้วเครียดขึ้นมา โทสะก็เกิด เพราะฉะนั้นลงมือปฏิบัติแล้วพัฒนาโลภะโทสะอุตลุดไปหมดเลยนะ หรือนั่งสมาธิแล้วเคลิ้มขาดสติลืมเนื้อลืมตัวไป นั่นพัฒนาโมหะนะ หรือว่านั่งสมาธิแล้วก็ออกนอก เห็นโน่นเห็นนี่นะ จิตฟุ้งซ่าน นั่นก็เป็นโมหะอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นเวลาลงมือปฎิบัติต้องระวังนะ เพราะจะปฏิบัติจนไปอบายภูมิก็ได้นะ ถ้าปฏิบัติไม่ดี ปฏิบัติไม่ถูก

เพราะฉะนั้นต้องรู้ทางสายกลางให้แม่น แล้วการปฏิบัติจะง่าย ถ้าจิตเผลอไป รู้ทัน ถ้าบังคับตัวเองอยู่ เพ่งกายเพ่งใจอยู่ คอยรู้ทัน จิตจะตั้งมั่น ถ้าจิตตั้งมั่นเนี่ยจะไม่ไหลไปทางเผลอจะไม่ไหลไปทางเพ่ง จิตกลายเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู จิตที่ตั้งมั่นจะมีความเบา มีความนุ่มนวลอ่อนโยน มีความคล่องแคล่วว่องไว ซึ่อตรงในการรู้อารมณ์ จิตที่ตั้งมั่นอยู่ ไม่มีราคะไม่มีโทสะนะ เนี่ยค่อยๆสังเกตไปเรื่อย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
Track: ๙
File: 550722
ระหว่างนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จะละกิเลสตัวไหนก่อนดี?

mp 3 (for download) : จะละกิเลสตัวไหนก่อนดี?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จะละกิเลสตัวไหนก่อนดี?

จะละกิเลสตัวไหนก่อนดี?

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรวิเศษ สะอาดหมดจดเหมือนธรรมะหรอก

ในโลกเต็มไปด้วยของสกปรกโสมมนานาชนิด เกิดจากกิเลสทั้งหมดเลย เรามาภาวนาเนี่ย ช่วยตัวเองได้ คนไหนภาวนาก็ช่วยตัวเองได้ คนไหนไม่ภาวนาไม่เปิดใจให้ธรรมะ ธรรมะก็เข้าไปช่วยไม่ได้ ไปล้างกิเลสให้ใครไม่ได้ เราต้องล้างกิเลสของตัวเราเอง

วิธีจะล้างกิเลสก็สำรวจดู สำรวจใจ กิเลสไม่ได้อยู่ที่อื่นหรอก กิเลสอยู่ที่ใจเรานี่เอง เพราะฉะนั้นคอยรู้ทันใจของเราไป กิเลสอะไรโผล่ขึ้นมารู้ทัน กิเลสอะไรโผล่ขึ้นมารู้ทัน

พระเจ้าอยู่หัวเคยถามหลวงปู่ดูลย์ ว่าจะละกิเลสอันไหนก่อน ตัวไหนก่อน ถ้าเป็นพวกเราเราก็จะคิดว่า ต้องละโทสะก่อนอย่างนี้ เพราะโทสะมีโทษมาก ค่อยไปละราคะ ราคะมีโทษน้อย แล้วค่อยไปละโมหะ โมหะดูยากที่สุด มีโทษมากที่สุดเลยแต่ว่าดูยากที่สุด เราคิดว่ามี sequence จริงๆไม่ เวลาปฏิบัติจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น

ถ้าล้างโดยมรรคเนี่ย มีลำดับ เป็นขั้นๆไป ล้างสังโยชน์มีเป็นลำดับ แต่ว่าเวลาเราเจริญสติเจริญปัญญาอยู่ในชีวิตธรรมดาของเรานี่ กิเลสตัวไหนเกิดก่อนก็เอาตัวนั้นแหละ ตัวไหนเกิดขึ้นสดๆร้อนๆก็เอาตัวนั้นแหละ

(หมายเหตุ กิเลสใดเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ ก็เอาตัวนั้น เบื้องต้น เพื่อฝึกให้เกิดสติโดยไม่ต้องจงใจ คือ คุ้นเคยที่จะมีสติระลึกรู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นสดๆร้อนๆไปอย่างอัตโนมัติ เบื้องกลางคืออาศัยสติที่ระลึกรู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นสดๆร้อนๆทำให้จิตปราศจากนิวรณ์เป็นสมาธิชนิดจิตตั้งมั่น เบื้องปลายคืออาศัยกิเลสที่เกิดขึ้นสดๆนั้นมีสติมีสมาธิเพื่อเจริญปัญญา คือ รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกิเลสด้วยใจที่เป็นกลาง จนถึงที่สุด จิตจะระลึกรู้ที่จิตได้เอง เกิดสติเกิดสมาธิเกิดปัญญา เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของจิตเอง กระบวนแห่งอริยมรรคจะเกิดขึ้นที่ตรงนั้น – ผู้ถอด)


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๙ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๐
Track: ๑
File: 540417.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๑๗ ถึง นาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๕๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตที่มีโมหะ

mp3 (for download) : 460331A_moha

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตที่มีโมหะ

จิตที่มีโมหะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : โลภะโทสะนี่เห็นง่าย มันหยาบ อย่างโมหะนี่ ใจมันซึมลงไปหน่อยๆ ใจไม่กระปรี้กระเปร่าหรือใจฟุ้งไปนะ อยากปฏิบัติ กำหนดนู่น กำหนดนี่ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่รู้ว่านั่นน่ะฟุ้งซ่าน เพราะว่าการปฏิบัติจริงๆ เราทำแค่ว่าเราระลึกรู้ทุกอย่างที่ปรากฎตามที่มันเป็น พอเราระลึกรู้ทุกอย่างที่ปรากฎตามที่มันเป็นจริงๆแล้ว มันจะเห็นว่าไม่มีตัวตน เห็นไตรลักษณ์เพราะไม่มีตัวตน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันจันทร์ ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒
File: 460331A
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๑๐ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่  ๕๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : จิตซึมๆ ทื่อๆสามารถทำวิปัสสนาได้หรือไม่?

จิตซึมๆ ทื่อๆสามารถทำวิปัสสนาได้หรือไม่?

ถาม  : ช่วงสองสามวันที่ผ่านมารู้สึกว่าจิตจะซึมๆ ทื่อๆ
รู้ว่าจิตที่มีลักษณะเช่นนี้เป็นอกุศลจิตไม่เหมาะที่จะทำ
วิปัสสนา ไม่ทราบจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี ? ขอคำแนะนำด้วยครับ

ตอบ : จิตที่ซึม ๆ ทื่อ ๆ เป็นจิตที่มีโมหะ
ซึ่งเป็นจิตที่สามารถใช้ทำวิปัสสนาได้เช่นกันครับ
เพราะตามหลักจิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน นั้นกล่าวถึงจิตที่มีโมหะว่า
จิตมีโมหะก็ให้รู้ชัดว่าจิตมีโมหะ ครับ

แต่ปัญหาของคนส่วนมากจะอยู่ที่ พอจิตมีโมหะแล้วเราไปเห็นว่ามีโมหะ
ก็ไม่สามารถจะเกิดสติจนเห็นว่าจิตที่โมหะดับไปได้
ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ควรต้องทำจิตที่มีโมหะให้สงบหรือเบาบางลงก่อน
ซึ่งการทำจิตที่มีโมหะให้หายจากโมหะ จัดเป็นการทำสมถะ
แต่การทำสมถะกรณีนี้ ก็ต้องระวัง
ต้องไม่ทำไปตามอำนาจของโทสะ หรืออำนาจของความอยากหาย
แต่ต้องทำไปด้วยความรู้ชัดว่า ทำเพื่ออะไร
และเมื่อทำได้ผลแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อไป

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่มีศีล ๕ อย่าพูดเรื่องเจริญปัญญา

mp3 (for download): ไม่มีศีล ๕ อย่าพึ่งพูดเรื่องมรรคผล

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ไม่มีศีล ๕ อย่าพูดเรื่องเจริญปัญญา

ไม่มีศีล ๕ อย่าพูดเรื่องเจริญปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทีนี้ทำอย่างไรจะเกิดปัญญา ปัญญานี้แหละเป็นตัวล้างความโง่ ใช่มั้ย ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีลสู้กิเลสหยาบๆ ราคะ โทสะ โมหะ ทำให้กายวาจาเรียบร้อย

สมาธิสู้กิเลสอย่างกลาง คือความฟุ้งซ่าน ทำให้ใจเรียบร้อย ใจสงบ

ปัญญานะ สู้กับกิเลสละเอียด คือความโง่ ความไม่รู้ เพราะฉะนั้นปัญญาเป็นเครื่องต่อสู้กับความโง่ความไม่รู้

คนเข้าถึงมรรคผลได้ก็ด้วยปัญญา แต่จะมีปัญญาได้ก็ต้องสู้กับกิเลสหยาบ กิเลสกลาง มาแล้วนะ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆฉันจะมีปัญญา ยังรักษาศีล ๕ ไม่ได้เลย อย่ามาอวดเรื่องมรรคเรื่องผลนะ ไม่มีทางหรอก ไม่มีทางเลย เพราะกิเลสหยาบๆยังสู้ไม่ได้ จะไปสู้กิเลสละเอียดได้อย่างไร

กิเลสละเอียดคือความโง่นะ เพราะฉะนั้นศัตรูหมายเลขหนึ่งของพวกเราชาวพุทธ คือความไม่รู้นั่นแหละ ไม่ใช่คือคนอื่น ศัตรูของเราคือความไม่รู้ ความไม่รู้ของใคร ของตัวเราเองนั่นแหละ โง่เอง โง่ที่จะหยิบฉวยเอาขันธ์ ๕ มาเป็นตัวเราของเรา เป็นตัวกูของกู พอหยิบฉวยขึ้นมาก็ทุกข์เองแหละ ไม่มีใครเขาทุกข์ด้วยหรอก ใครหยิบคนนั้นก็ทุกข์นะ ใครหยิบใครแบกเอาไว้คนนั้นก็หนักของตัวเอง

เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาพัฒนาให้เกิดปัญญา ให้เห็นแจ้ง ให้รู้แจ้ง ให้เห็นจริง ว่าขันธ์ ๕ รูปนาม กายใจนี้ ที่เราเรียกประกอบขึ้นมาเป็นตัวเรา ที่เราคิดว่าเป็นตัวเราๆนี้ ต้องมาเรียนให้เห็นความจริงเลย มันเป็นตัวทุกข์ มันไม่ใช่ของดีของวิเศษที่จะมายึดมาถือว่าเป็นตัวเราของเราอีกต่อไป

ถ้าวันใดเห็นว่าขันธ์ ๕ ว่าเป็นทุกข์นะ จิตจะสลัดขันธ์ ๕ ทิ้งเอง ไม่มีใครสั่งจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ จิตบรรลุมรรคผลนิพพาน จิตสลัดคืนขันธ์ ๕ ให้โลกได้เอง เมื่อจิตมีปัญญา เราทำแค่เงื่อนไขนะ พัฒนาให้จิตมีปัญญา

จิตเหมือนลูกเรานะ เราไปสอบแอดมิต สอบอะไรแทนลูก ทำไม่ได้หรอก ลูกต้องมีปัญญาเอง จิตนี้ก็เหมือนกัน เหมือนเด็ก เหมือนลูกนะ เราช่วยให้มีการศึกษาได้ แต่มันจะเก่งหรือไม่เก่ง มันจะสอบได้หรือสอบไม่ได้ อยู่ที่ตัวมันเอง

เพราะฉะนั้นจะมาพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเนี่ย เหมือนเอาลูกเข้าโรงเรียน ลูกมันขยันก็ภาวนาไป มันก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้ ลูกมันไม่ดี หรือพ่อแม่ไม่ให้การศึกษา ไม่เคยรับการศึกษาเลย มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ไม่ได้ปัญญาขึ้นมา เราอย่าไปนึกว่าเราสั่งจิตให้บรรลุมรรคผลได้ ไม่มีใครสั่งได้ จิตเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้หรอก สั่งให้ดีก็ไม่ได้ ห้ามชั่วก็ไม่ได้ สั่งให้สุขก็ไม่ได้ ห้ามทุกข์ก็ไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่บริษัท ดอกบัวคู่
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ บริษัท ดอกบัวคู่
File: 540409A
ระหว่างนาทีที่  ๒๒ วินาทีที่ ๓๔ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๐๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธีรับมือกับกิเลสอย่างหยาบ

mp3 (for download): วิธีรับมือกับกิเลสอย่างหยาบ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

วิธีรับมือกับกิเลสอย่างหยาบ

วิธีรับมือกับกิเลสอย่างหยาบ

หลวงพ่อปราโมทย์ : พระพุทธเจ้าสอนธรรมะที่แสนอัศจรรย์ อัศจรรย์มากเลย สามารถถอดถอนกิเลสได้ กิเลสนั้นมีตั้งแต่หยาบๆ กิเลสอย่างหยาบๆเรียกว่า ราคะ โทสะ โมหะ ใครรู้จักมั้ย

ราคะเป็นกิเลสตระกูลไหน ตระกูลที่ดึงเข้าตัว ยกตัวอย่างเรารักผู้หญิงคนหนึ่ง เราอยากให้เขามาอยู่กับเรา

โทสะเป็นกิเลสชนิดที่ผลักออกจากตัว ไม่ชอบหน้าคนนี้อยากผลักให้กระเด็นให้หายไป

โมหะ
เป็นกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ที่ลังเล สงสัย หมุนไปหมุนมา หมุนซ้ายหมุนขวา ตัดสินใจไม่ได้ เป็นประเภทรักพี่เสียดายน้อง พวกโมหะนะ ไม่รู้จะเอาอะไรดี จับอะไรไม่ถูก งงไปหมดแล้ว นี่พวกตระกูลโมหะ

กิเลสนะมันมี อย่างหยาบๆเนี่ย มีราคะ โทสะ โมหะ กิเลสอย่างหยาบๆเนี่ย ถ้าเกิดขึ้นในใจเราแล้ว ครอบงำจิตใจได้ เราจะทำผิดศีล คนทำผิดศีลได้ เมื่อตะกี้นี้ขอศีล ขอด้วยปาก ขอตามประเพณี แต่จะรักษาศีลได้หรือเปล่าเนี่ย ยากมากที่เราจะรักษาศีลได้ เราจะรักษาศีลไม่ได้เพราะอะไร เพราะกิเลสมันมาครอบงำจิต คนไหนที่กิเลสครอบงำจิตก็ผิดศีลง่าย ถ้ากิเลสไม่ครอบงำก็ไม่ผิดศีลหรอก

ยกตัวอย่าง คนเราจะฆ่าเขาจะตีเขา หรือจะด่าเขา ใจมันต้องมีโทสะ เห็นมั้ย ใจมีโทสะ ถ้าจิตมีโทสะเกิดขึ้นมา เรามีสติรู้ทันนะ โทสะครอบงำจิตไม่ได้ ไม่ฆ่าใคร ไม่ตีใคร ไม่ด่าใคร ศีลอัตโนมัติมันจะเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นการรักษาศีลนะ จะรักษาได้ดี ถ้าเรารักษาที่ใจนะ ไม่ใช่รักษาด้วยปากนะ ไม่ใช่รักษาที่กาย ที่วาจา ร่างกายไม่ทำผิดศีล วาจาไม่ทำผิดศีล แต่ใจยังทำผิดศีลอยู่ กิเลสครอบงำใจอยู่เรื่อยๆ แป๊บเดียวก็เผลอไปทำผิดศีลทางกายทางวาจาได้

ยกตัวอย่างราคะเกิดขึ้นที่ใจ เราไม่มีสติรู้เท่าทันมัน ราคะมันครอบงำจิตได้ เดี๋ยวเราก็อาจไปเป็นลักขโมยเขา มันโลภขึ้นมาแล้วมันลักขโมยเขาก็ได้ ไปผิดศีลเป็นชู้กับเขาก็ได้ มีก๊งมีกิ๊กอะไรขึ้นมาก็ได้ เพราะราคะครอบงำใจ

ถ้าเรามีสติรู้ทันนะ มีสติรู้ทัน ราคะเกิดขึ้นที่จิต ราคะไม่ได้เกิดที่อื่น ราคะไม่ได้เกิดที่มือที่เท้าที่ปาก มัวแต่ระวังที่มือที่เท้า ไม่ระวังที่ใจ สู้กิเลสไม่ไหว เพราะฉะนั้นถ้าอยากสู้กิเลสได้นะ มีศีลจริงๆนะ รักษาจิตไว้ ไม่ใช่รักษาแค่กายวาจา

แต่เมื่อเรารักษาจิตได้ กิเลสครอบงำจิตไม่ได้ กายวาจาเราจะเรียบร้อย เรียกว่ามีศีล เพราะฉะนั้นเราต้องรักษาจิตนะ คนทำผิดศีลเพราะว่ากิเลสมันครอบงำจิตได้ ก็ค่อยๆสังเกตเอา เพราะฉะนั้นวิธีรักษาศีลได้ดีที่สุดก็คือ รักษาจิตของตนเอง คอยรู้ทัน กิเลสอะไรเกิดคอยรู้ทัน กิเลสเกิดคอยรู้ทัน

มันมีความจริงอยู่ข้อหนึ่ง ความจริงอันนี้ เป็นกฎของธรรมะ เรียกธรรมนิยาม กฎของธรรมะก็คือ กุศลกับอกุศลจะเกิดพร้อมกันไม่ได้ ถ้าเมื่อไหร่จิตเรามีสติ เมื่อนั้นจิตจะไม่มีอกุศลแน่นอน ราคะโทสะ โมหะ เกิดขึ้นไม่ได้ในขณะที่เรามีสติอยู่

แต่เราขาดสติบ่อย นึกออกมั้ย วันๆหนึ่งเรามีสตินิดเดียว แต่ขาดสติมาก เพราะฉะนั้นโอกาสที่กิเลสจะเกิดเนี่ย เกิดได้ทั้งวันเลย เราต้องมาต่อสู้นะ อย่ายอมแพ้มัน ต้องตั้งใจรักษาศีล ไม่ใช่อาราธนาแต่ปาก ต้องมีสติรู้ทันใจของเราเองไป กิเลสอะไรเกิด รู้ทัน กิเลสอะไรเกิด รู้ทัน

ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะรู้ทันกิเลส ความโลภ ใครไม่รู้จักว่าความโลภเป็นอย่างไร มีมั้ย ใครไม่เคยโลภมีมั้ย ใครไม่เคยโกรธมีมั้ย ใครไม่เคยฟุ้งซ่าน ใครไม่เคยหดหู่ ใครไม่เคยลังเลสงสัยมีมั้ย ไม่มีหรอก ทุกคนเคยเจอมาแล้วทั้งนั้น นี่กิเลสนานาชนิดเรารู้จักอยู่แล้วทั้งนั้น เพียงแต่เราละเลยที่จะรู้มัน

เราปล่อยให้มันเกิดแล้วมันครอบงำจิตใจของเราได้ มันก็มาครอบงำพฤติกรรมทางกายทางวาจา ทำผิดศีลขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นเราอาศัยสตินี่ล่ะ คอยรู้ทันใจของตัวเองบ่อยๆนะ ศีลอัตโนมัติจะเกิดขึ้น ศีลจะเกิดขึ้นเอง ถ้าศีลเกิดขึ้น กิเลสชั่วหยาบ คือ ราคะ โทสะ โมหะ เนี่ย ครอบงำใจไม่ได้ นี่เราสู้ไปได้ยกหนึ่งแล้วนะ

กิเลสหยาบๆสู้ด้วยศีล จะมีศีลได้ดีต้องมีสติรักษาจิต

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่บริษัท ดอกบัวคู่
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ บริษัท ดอกบัวคู่
File: 540409A
ระหว่างนาทีที่  ๙ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่มีอะไรเป็นศัตรูของเราเท่ากับกิเลสในใจเราเอง

mp3 (for download): ไม่มีอะไรเป็นศัตรูของเราเท่ากับกิเลสในใจของเราเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ไม่มีอะไรเป็นศัตรูของเราเท่ากับกิเลส

ไม่มีอะไรเป็นศัตรูของเราเท่ากับกิเลส

หลวงพ่อปราโมทย์: เราคอยมารู้กายรู้ใจนะ รู้เข้ามาให้ถึงใจจริงๆ กิเลสจะเคลือบแฝงเข้ามาในใจเราไม่ได้ ถ้ารู้ไม่ทันนะ กิเลสจะแฝงเข้ามาในใจนะ ใจก็ตกเป็นทาสของกิเลส หาความสุขไม่ได้ ไม่มีอะไรเป็นศัตรูของเราเท่ากับกิเลสเลย มันทำใจเราให้เร่าร้อนขึ้นมา แผดเผานะ พระพุทธเจ้าบอกว่ามันเป็นไฟ ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ โลภขึ้นมา รักขึ้นมา ก็ทุกข์นะ ทุกข์เพราะความรัก โกรธขึ้นมาก็ทุกข์เพราะความโกรธ หลงไปนั้นไม่ค่อยจะรู้ทุกข์หรอก หลง.. หลงเผลอๆเพลินๆ อันนี้ดูยาก

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๗
ลำดับที่  ๑
File: 491129
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๓๔ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ

mp3 for download : มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ

มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางใจมีสองพวก พวกหนึ่งคือความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ เรียกว่า “เวทนาทางใจ” มีศัพท์เพราะๆนะ ความสุขทางใจก็ไม่เรียกสุขเวทนา เรียก “โสมนัสเวทนา“  ฟังให้เป็นแขกมากๆหน่อย ความทุกข์ทางใจก็ไม่เรียกว่าทุกขเวทนา เรียก “โทมนัสเวทนา“  โสมนัส โทมนัส ใครเคยได้ยินคำว่า โสมนัส บ้าง? ชื่อวัดใช่ไหม? วัดโสมนัสฯ ดูให้ดี โสมนัส โทมนัส ความสุขความทุกข์ทางใจไม่ใช่จิตหรอก เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต มีอีกเวทนาหนึ่งเกิดขึ้นที่จิต เรียก “อุเบกขาเวทนา” เป็นความรู้สึกเฉยๆไม่สุขไม่ทุกข์

สิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต มีอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า “สังขาร” มีสองอัน มีเวทนากับสังขาร แปลกปลอมเข้ามาในจิต “สังขาร” ก็คือ ความปรุงดี ความปรุงชั่ว ความปรุงกลางๆไม่ถึงกับดีไม่ถึงกับชั่ว

ความปรุงดี เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นความปรุงดี เพราะฉะนั้นปัญญาก็เป็นของปรุงแต่งนะ เมื่อเป็นของปรุงแต่งได้ เกิดได้ ยังดับได้อยู่ ยังเป็นของปรุงแต่งอยู่ สติล่ะ สติก็เป็นของปรุงแต่ง เกิดได้ ยังดับได้อยู่ มันอยู่ในขันธ์น่ะ ไม่ใช่ของดีของวิเศษแท้จริงแล้ว

เพราะฉะนั้นตัวกุศลทั้งหลายเอง ก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ แปรปรวน เกิดแล้วก็ดับเหมือนกัน มีเหตุถึงจะเกิด ไม่มีเหตุไม่เกิดหรอก สติก็ต้องมีเหตุของสติถึงจะเกิด สมาธิก็ต้องมีเหตุของสมาธิ ศรัทธาก็ต้องมีเหตุของศรัทธา วิริยะก็ต้องมีเหตุของวิริยะ สมาธิก็ต้องมีเหตุของมัน แต่ละอันๆมันมีเหตุ  ความปรุงดีมันแทรกเข้ามาในจิต มันไม่ใช่จิต สติไม่ใช่จิต ศรัทธาไม่ใช่จิต สมาธิไม่ใช่จิต ปัญญาไม่ใช่จิต เป็นความปรุงดี

ความปรุงชั่ว ได้แก่ โลภ โกรธ หลง นี่พูดแบบรวบย่อ กิเลสสามตระกูล โลภ โกรธ หลง แต่ละตระกูลก็แยกย่อยออกไปได้เยอะแยะ

โลภะเป็นความโลภ ราคะก็โลภ อยู่ในตระกูลโลภเหมือนกัน ความอยากก็อยู่ในตระกูลโลภ ความยึดถือในความคิดความเห็น อันนี้ก็อยู่ในตระกูลโลภะเรียกว่าทิฎฐิ ตระกูลโลภก็มีเยอะแยะเลย

ตระกูลโกรธก็เยอะนะ เช่น ความเศร้าโศก ความเศร้าโศกเสียใจ เป็นกิเลสตระกูลโทสะ ตระกูลโกรธ ความกลัว ความกังวล ความตระหนี่ เวลาความตระหนี่เกิดขึ้นมาในใจ รู้สึกมีสุขหรือมีทุกข์ เวลาใจเกิดความตระหนี่ขึ้นมา ใจเป็นทุกข์นะ ไม่ใช่ใจเป็นสุข เมื่อไรใจเป็นทุกข์ อันนั้นตระกูลโทสะ เพราะจิตที่มีโทสะจะมีความทุกข์เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอะไรเกิดขึ้นมาแล้วใจเป็นทุกข์นะ รู้ได้เลยว่า อันนี้เป็นตระกูลโทสะ ดูง่ายๆเลย ความอิจฉา อิจฉาเกิดแล้วมีความสุขไหม ความกังวลนี่เยอะแยะเลยนะ ตระกูลโทสะ มีลูกมีหลานยั้วเยี้ยเต็มไปหมดเลย

ตระกูลหลง ตระกูลโมหะ เช่น ฟุ้งซ่าน โมหะนี้เป็นตระกูลที่ว่า เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราจะไม่เห็นรูปนามตามความเป็นจริง มันปิดกั้นปัญญา โมหะกับปัญญาเป็นสิ่งตรงข้ามกัน บางทีเรียกปัญญาว่า “อโมหะ” ไม่มีโมหะ โมหะกับปัญญาตรงข้ามกัน มีปัญญาก็จะรู้สภาวะทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้ความจริงของสภาวะ มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ ถ้ามีโมหะจะไม่รู้ความจริงของสภาวะ เช่นโกรธอยู่-ไม่รู้ว่าโกรธอยู่ นี่กำลังหลงอยู่นะ มีโมหะ  โลภอยู่-ไม่รู้ว่ากำลังโลภอยู่ มีโมหะ

ทำไมมันไม่รู้? เพราะใจมัวหนีไปที่อื่น เรียกว่าใจมันฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้นโมหะมีตัวใหญ่ตัวหนึ่งนะ คือ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน เวลาจิตฟุ้งซ่านไปทางตา ฟุ้งซ่านไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ฟุ้งซ่านไปคิด มันจะไม่รู้สภาวะแล้ว มันจะลืมตัวเอง เพราะฉะนั้นความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นมา จะไม่เห็นสภาวะ

ยังมีโมหะตัวอื่นๆอีก เช่น ความลังเลสงสัย แต่ถ้าเราสงสัยว่าถนนนี้ไปไหน คนๆนี้ชื่ออะไร อันนี้ไม่เรียกว่าโมหะ โมหะนี้สงสัยในพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ ธรรมะจะจริงหรือ การปฏิบัตินี้มันเป็นไปได้หรือเปล่า มันทำได้อย่างไร พระอริยสงฆ์จะมีจริงหรือเปล่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมี พระพุทธเจ้าก็คงเป็นนักปราชญ์คนหนึ่งหรอก เป็นนักปราชญ์ที่คิดเก่งหน่อย หรืออาจจะไม่ใช่มีคนเดียวด้วย เป็นคนที่แต่งตำรา เขียนพระไตรปิฎก อาจเป็นคนกลุ่มใหญ่เลยช่วยกันเขียนขึ้นมา แล้วโมเมว่ามีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง คิดได้ขนาดนี้นะ ธรรมะก็ไม่มีอะไรหรอก เป็นปรัชญา สอนไปเพื่อหลอกให้คนทำดี สังคมจะได้สงบสุข แน่ะ คิดไปได้ขนาดนั้น ศีลธรรมก็ไม่มี นรกสวรรค์ก็ไม่มีหรอก เป็นอุบายของนักปราชญ์ ที่จะให้สังคมสงบสุข เนี่ยใจตระกูลอย่างนี้นะ มิจฉาทิฎฐิทั้งนั้นเลย พวกนี้ต้องล้างด้วยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนานะ ถึงจะล้างมันไหว ถ้าภาวนาไม่เป็น ก็สงสัยว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริงหรือ

ถ้าภาวนาเป็น ได้เป็นพระโสดาบันเมื่อไหร่ ไม่สงสัยอีกต่อไป เพราะฉะนั้นคนที่ล้างความสงสัยได้เด็ดขาด ต้องเป็นพระโสดาบัน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
ลำดับที่ ๗
File: 530606A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๒๑ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีภพทีไร มีทุกข์ทุกที

mp3 for download: มีภพทีไร มีทุกข์ทุกที

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : พวกเราสังเกตมั้ย กิเลสมันเกิดทั้งวัน พวกนักเรียนที่เรียนมาแล้ว เคยเห็นมั้ย กิเลสมันเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวฟุ้งซ่าน เดี๋ยวหดหู่ เดี๋ยวลังเลสงสัย อะไรอย่างนี้ ใจเรานี่หมุนไปเรื่อยๆนะ เดี๋ยวกิเลสตัวนั้นเกิด เดี๋ยวกิเลสตัวนี้เกิด ทุกคราวที่ใจเราทำงานขึ้นมานี่ ภาษาพระเรียกว่า “ภพ” นะ

เวลาที่จิตใจของเราหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป ทำงานปรุงแต่งอะไรไป เขาเรียกว่ามันสร้างภพไปเรื่อย ภพมีสองส่วน ภพหนึ่งเรียกภพโดยการเกิด อย่างเราตอนนี้เราเกิดในภพของมนุษย์ ภพของมนุษย์เนี่ย เรียกว่าเป็นกามภพ ถ้าเราเข้าฌานก็เป็น รูปภพ อรูปภพ อันนี้เป็นภพโดยการเกิด เรียกว่า “อุปัติภพ” ตัวนี้ตอนนี้เรามีอยู่แล้ว เราเป็นภพของมนุษย์ นะ เราเกิดเป็นมนุษย์ เรียกว่าเป็นภพใหญ่ของมนุษย์ มีภพใหญ่เป็นมนุษย์

แต่มันยังมีภพอีกชนิดหนึ่งนะ เรียกว่า “กรรมภพ” กรรมภพเนี่ย คือการที่จิตทำงานขึ้นแต่ละคราว แต่ละคราว เมื่อไรจิตใจเรามีความโลภขึ้นมานะ ขณะนั้น จิตเรา ร่างกายเราเป็นมนุษย์จริง แต่ใจเราเป็นเปรต เวลามีความโลภ สังเกตมั้ย ใจมีความสุขหรือมีความทุกข์ นึกออกมั้ย เวลาเราอยากโน้นอยากนี้ ใจเรามีความทุกข์นะ เวลาเรามีความโกรธขึ้นมาเนี่ย ใจเราก็อยู่ในภพที่เป็นสัตว์นรก สัตว์นรกเนี่ย จิตใจไม่แช่มชื่น ไม่เบิกบาน เจือด้วยโทสะ เจือด้วยความทุกข์ตลอดเวลา

เวลาเรามีความโกรธ หรือเวลาเรามีความทุกข์ เราสุขมั้ย เราไม่สุขใช่มั้ย มันเป็นภพของเปรต มีความโลภเราก็มีความทุกข์นะ เป็นภพของสัตว์นรกมีโทสะ มีความโกรธขึ้นมา เราก็มีความทุกข์ เป็นภพของสัตว์เดรัจฉาน ใจลอย ตัวนี้ดูยากแล้ว โมหะ ใจลอยไป ดูยาก หลงๆไปวันหนึ่งๆ นะ ดูยากแล้วว่าเป็นตัวทุกข์ อันนี้ต้องค่อยๆฝึกก่อน ทีแรกก็จะเห็นที่ภพที่มีโทสะ บางครั้งก็เห็นได้ง่ายว่าเป็นทุกข์ ภพที่มีความโลภขึ้นมา เห็นได้ง่ายว่ามีความทุกข์

ถ้าใจของเราเป็นบุญเป็นกุศลขึ้นมานะ เราก็เป็นภพของมนุษย์ ใจเรามีความสุขนะ อยู่กับความสุข มีความละอายบาป เกรงกลัวต่อบาป เราก็อยู่ในภพเทวดา ร่างกายเรายังเป็นคนอยู่ แต่ใจเราเป็นเทวดา บางทีเราทำสมาธินะ ร่างกายเราเป็นคน ใจเราเป็นพรหม เป็นพระพรหมเงียบๆ สงบนะ

เพราะฉะนั้นใจเราแหละ เสวยภพโน้น เสวยภพนี้ ตลอดเวลา เปลี่ยนภพตลอด คือเปลี่ยนสภาวะ พูดคำว่าภพแล้วงง เปลี่ยนมาเป็นว่า มันเป็นสภาวะต่างๆ เดี๋ยวใจเราก็มีสภาวะที่เป็นสุข เดี๋ยวใจก็มีสภาวะเป็นทุกข์ เดี๋ยวใจโลภ ใจโกรธ ใจหลง ใจฟุ้งซ่าน ใจหดหู่

บางภพหรือบางสภาวะเนี่ย ดูง่ายว่าเป็นทุกข์ บางภพที่ละเอียดปราณีตนะ บางสภาวะที่ละเอียดปราณีตนะ ดูยากว่าเป็นทุกข์ ต้องภาวนากันนานๆ ยกตัวอย่างใจของพรหมเนี่ยดูยากที่สุดเลยว่าเป็นภพ มันมีความสุข มันมีความสงบ มีอุเบกขาอยู่อย่างนั้น ดูยาก และใจอื่นๆนะ ก็ดูง่ายหน่อย ใจเทวดาก็ดูยาก มีความสุขเยอะไป

เวลาพวกเรามีความสุข เรารู้สึกมั้ย เรามักจะเผลอ เรามักจะเพลินในความสุข เราจะลืมกายลืมใจ เพราะฉะนั้นพวกเทวดาเนี่ย เผลอๆเพลินๆไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่นะ ยกเว้นว่าเคยศึกษาธรรมะมาก่อน เป็นเทวดาแล้วก็ภาวนาได้อีก ถ้าไม่เป็น หรือเคยศึกษามาก่อน ก็หลงๆไปวันหนึ่ง วันหนึ่ง ไม่มีสาระอะไร

เวลาที่เราเป็นคนนะ ใจเราเปลี่ยนภพอยู่ตลอดเวลา มีภพทีไรมีทุกข์ทุกที นี่.. พระพุทธเจ้าบอกอย่างนี้ มีภพทีไรก็เป็นทุกข์ทุกที เห็นมั้ยเราโลภขึ้นมาทีหนึ่ง จิตมีความโลภขึ้นมา นี่เป็นจิตโลภ เป็นจิตของเปรต เราก็มีความทุกข์

บางทีเรามีความคิดความเห็นนะ เราว่าต้องอย่างนี้ ต้องอย่างนี้นะ คนอื่นไม่เชื่อเรา เราโมโหเลยนะ เนี่ยบังคับคนอื่นให้เชื่อตามเรา เรายึดในความคิดความเห็นของเรา ก็เป็นภพชนิดหนึ่ง ชื่อว่า อสุรกาย พวกเจ้าทิฎฐิ เจ้ามานะ เจ้าความเห็น เพราะฉะนั้นอสุรกายเยอะนะ ลูกศิษย์หลวงพ่อเนี่ย พวกเรียนหนังสือมากเนี่ย พวกอสุรกายนะ อสุรกายจำแลงมา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 521204B.mp3
ลำดับที่ ๑๒
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๑๕
 

 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มันไม่ได้เพราะอยาก มันได้เพราะหมดอยากต่างหาก

mp3 for download: มันไม่ได้เพราะอยาก มันได้เพราะหมดอยากต่างหาก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

มันไม่ได้เพราะอยาก มันได้เพราะหมดอยากต่างหาก

มันไม่ได้เพราะอยาก มันได้เพราะหมดอยากต่างหาก

โยม: ขอโอกาสส่งการบ้านหลวงพ่อครับผม วันนี้รู้สึกจิตมันจะมีโมหะเยอะครับ และก็ เท่าที่สังเกตการภาวนาช่วง ช่วงหลังๆ มาเนี่ย รู้สึกว่า มันจะรู้ตัวได้บ่อย แล้วก็ชัดกว่าที่ผ่านมา แล้วก็สังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าเกิดว่าผมตัดเรื่องไร้สาระออกไปเนี่ย ช่วงนั้นจะภาวนาดีมากๆ

หลวงพ่อปราโมทย์:
ดี ดี นะ เรื่องไร้สาระไม่ดีหรอก

โยม:
ครับ

หลวงพ่อปราโมทย์:
อะไรบ้างที่เป็นเรื่องไร้สาระ เรื่องการเมือง เรื่องศาสนา เรื่องนี้คุยแล้วทีไร ตีกันทุกทีน่ะ สองเรื่องนี้ นะ เพราะฉะนั้นห่างๆไว้ ดูของเราไป แต่เรื่องทำมาหากิน เรื่องเรียนหนังสือ ไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะ เป็นเรื่องที่มีสาระ แต่เป็นสาระทางโลก เราก็ต้องทำ

โยม: แล้วก็มีบางครั้งที่อย่างเราพูดๆ มาเนี่ย ปกติเวลาพูด มันเหมือนจะพูดออกมาจากความเป็นตัวเราน่ะครับ

หลวงพ่อปราโมทย์: เออ.. ดี

โยม: แล้วในหลายๆ ครั้งที่ มี มีอยู่สองสามครั้งที่มันพูดออกมาแล้ว มันพูดออกมาจากความไม่มีตัวเรา

หลวงพ่อปราโมทย์: เออ นั่นแหละ มีคนหนึ่งนะ ชื่อ คุณดังตฤณ บอก เขา เท่าที่เขาสังเกตเนี่ย พระอรหันต์คิดออกมาจากความว่าง ไม่มีเรา ผุดออกมาจากว่างๆ แล้วก็สลายไปในความว่าง ดีที่เห็น

โยม: เพราะฉะนั้น ตอนนี้อีกอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกดีก็คือ ความดิ้นรนที่จะได้มรรคได้ผลเนี่ย มันน้อยลง

หลวงพ่อปราโมทย์: นั่นแหละ มันฉลาดขึ้น เพราะถึงอยากได้มันก็ไม่ได้ มันไม่ได้เพราะอยาก มันได้เพราะหมดอยากต่างหาก นะ

โยม: ขอบคุณครับ

หลวงพ่อปราโมทย์: ดีนะ ใช้ได้ เนี่ยหลวงพ่อ ใครคุยด้วย ดีหมดเลย ก็รู้สึกมันดีจริงๆน่ะ แต่ถ้านานมาแล้ว หลายเดือนแล้ว ก็เหมือนเดิม ถือว่าไม่ดีละ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
File: 521204B.mp3
ลำดับที่ ๔
ระหว่างนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๒๕ ถึง นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๕

 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องพร้อม

ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องพร้อม

ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องพร้อม

mp3 for download: ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องพร้อม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: พอจิตตั้งมั่นแล้ว ก็มาถึงขั้นของการเดินปัญญา ปัญญาทำหน้าที่ล้างกิเลสละเอียด กิเลสหยาบ คือ ‘ราคะ โทสะ โมหะ’ เนี่ยมันล้นออกมาทางกายทางวาจาได้ มันมาควบคุมพฤติกรรมทางกายทางวาจาได้ สู้ด้วยศีล ไม่ทำผิดทางกายทางวาจา ตั้งใจไว้เลยทุกวัน ตั้งใจจะไม่ผิดศีล ๕

กิเลสอย่างกลางคือ ‘นิวรณ์’ มันทำให้จิตฟุ้งซ่าน เราก็ให้จิตมาแน่วแน่ ตั้งมั่นอยู่ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่ โดยการมีวิหารธรรมมาเป็นเครื่องสังเกตว่าจิตหนีไปแล้ว จิตจะตั้งขึ้นมา จิตก็ไม่ฟุ้งไป นี่สู้กับกิเลสชั้นกลางได้ คือนิวรณ์ได้

กิเลสอย่างละเอียดคืออะไร กิเลสอย่างละเอียดคือ ‘มิจฉาทิฎฐิ’ จำไว้นะ เพราะฉะนั้นกิเลสละเอียดที่สุดคือตัวมิจฉาทิฎฐิ บางคนสอนเสียอีกนะ จิตดีอยู่แล้ว สัมมาทิฎฐิก็ไม่จำเป็น จิตแค่ปภัสสรเท่านั้น จิตโง่ ราคะ โทสะ โมหะ เพียบเลย นิวรณ์ก็ยังซ่อนอยู่ มองไม่เห็นหรอก มิจฉาทิฎฐิก็ยังมีอยู่ บอกไม่ต้องล้าง ไม่ล้างได้ไง พระพุทธเจ้าสอนให้ล้าง ล้างมิจฉาทิฎฐิด้วยปัญญา ปัญญาเท่านั้นแหละที่จะล้างมิจฉาทิฎฐิได้

เพราะฉะนั้นศีลเนี่ยนะ ล้าง ราคะ โทสะ ที่เป็นกิเลสชั่วหยาบ สมาธิคือความตั้งมั่นของจิต ซึ่งเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จะล้างกิเลสชั้นกลางคือนิวรณ์ คือความฟุ้งต่างๆ ฟุ้งนานาชนิด ไม่ฟุ้ง กิเลสชั้นละเอียดคือมิจฉาทิฎฐิ ล้างด้วยปัญญา เป็นหน้าที่ของปัญญา ปัญญาเนี่ยเหมือนมีดโกนนะ เหมือนมีดผ่าตัดน่ะ ตัวศีลเหมือนขวาน เหมือนพร้า เหมือนเลื่อย เหมือนสิ่วอะไรนี่ ของหยาบๆ ตัวนิวรณ์สู้ด้วยสมาธินะ เหมือนตะไบ เหมือนอะไร กระดาษทราย เหมือนอะไร อันนี้ก็ละเอียดขึ้นมา ตัวปัญญานะ คมกริบเลย เหมือนมีดผ่าตัดนะ จะเอามีดผ่าตัดไปตัดต้นไม้ได้มั้ย ตัดได้แต่ต้นไม้ไม่ตาย ไม่ขาด เอามีดผ่าตัดไปตัดกิเลสหยาบๆ ตัดไม่ขาดหรอก กิเลสมันตัดเอาปัญญาขาดไปเลย

เพราะฉะนั้นอย่านึกนะว่า มีสติ มีปัญญา อย่างเดียว แล้วสู้กิเลสได้ทุกชนิด ต้องพร้อม ท่านถึงบอกว่า ความดีต้องพร้อม ใช่มั้ย สพฺพปาปสฺส อกรณํ ไม่ทำบาปทั้งปวง กุสลสฺสูปสมฺปทา ทำกุศลให้ถึงพร้อม ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องพร้อม ไม่ใช่มีอันเดียว

เพราะฉะนั้น ถ้ามีศีลอย่างเดียวนะ รักษาศีลอย่างเดียวไม่มีสมาธิได้มั้ย ได้ มีสมาธิอย่างเดียวไม่มีศีล ไม่ได้แล้ว นะ ไม่ได้แล้ว มีปัญญาอย่างเดียวไม่มีศีลไม่มีสมาธินี่ไม่ได้เลยนะ ไม่ได้เลย เหมือนสร้างบ้านกลางอากาศ ไม่มีเสาเข็ม ไม่มีตอม่อ ไม่มีคาน ไม่มีอะไรอย่างนี้ สร้างไว้กลางอากาศ

ปัญญานี้จะเป็นตัวล้างความเห็นผิด เพราะฉะนั้นความเห็นผิดนี้แหละเป็นกิเลสชั่วหยาบ ชั่วร้ายสุดๆเลย ความเห็นผิดก็คือตัวอวิชานั่นเอง ซ่อนเนียนๆอยู่ในใจ ถ้าใครเชื่อว่าจิตนี้ดีอยู่แล้ว เพราะปภัสสรอยู่แล้วนะ แสดงว่าบริสุทธิ์อยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรเลย ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ต้องใช้ สัมมาทิฎฐิไม่ต้องมี พวกนี้จะนอนจมกิเลสโดยไม่รู้เรื่องอยู่อย่างนั้น กี่ภพกี่ชาติก็จะจมอยู่กับกิเลสอยู่อย่างนั้นเลย

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๒๙ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๕๙
CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๕
ลำดับที่ ๒๑
File: 530730A.mp3
 
 

 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีเครื่องอยู่ของจิตไว้อันหนึ่งนะ ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น

มีเครื่องอยู่ของจิตไว้อันหนึ่งนะ ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น

มีเครื่องอยู่ของจิตไว้อันหนึ่งนะ ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น

mp3 for download: มีเครื่องอยู่ของจิตไว้อันหนึ่งนะ ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: เพราะฉะนั้นเวลาที่กิเลสชั่วหยาบเกิดนะ คนจะทำผิดศีล เรายังสู้กิเลสหยาบๆไม่ได้ ตั้งใจไว้ รักษาศีลไว้ อย่างน้อยกิเลสชั่วหยาบเกิดขึ้นที่ใจก็ตาม อย่าให้มันทำผิดศีล ทางกายทางวาจาออกมา อย่าให้มันล้นออกมาทางกายทางวาจา มันไปเบียดเบียนคนอื่นเขา เพราะฉะนั้นศีลเนี่ยนะ ช่วยควบคุมพฤติกรรมทางกายทางวาจาของเรา ไม่ให้ไประรานผู้อื่น นี่ มันหยาบมาก มันก็ไประรานคนอื่น

กิเลสชั้นกลางชื่อว่านิวรณ์ เราจะสู้ด้วยสมาธิ คือความตั้งมั่นของจิต ไม่ใช่สู้ความสงบ แต่สู้ด้วยความตั้งมั่น สมาธิ แปลว่าความตั้งมั่น สมาธิไม่ได้แปลว่าความสงบ อย่าไปแปลผิดนะ ถ้าแปลผิดก็ภาวนาผิดอีก สมาธิคือความตั้งมั่น องค์ธรรมของสมาธิคือความตั้งมั่น ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียวนั้นแหละ ถ้าเป็นสมาธิที่ดีก็ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศล ถ้าเป็นสมาธิที่ใช้เจริญวิปัสสนาก็ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์รูปนาม ถ้าเป็นสมาธิของพระอริยะเจ้าในขณะเกิดมรรคเกิดผล ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นิพพาน มีตลอดนะ สมาธิ กระทั่งก่อกรรมทำชั่วก็มีสมาธิ เพราะฉะนั้นสมาธิต้องดูให้ดี

สมาธิเป็นความตั้งมั่นของจิตอยู่ในอารมณ์ อารมณ์อันเดียว และถ้าตั้งเป็นนะ จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา เราจะเห็นอารมณ์นั้นน่ะ กับจิตเป็นคนละอันกันนะ แยกกัน

นิวรณ์เป็นอะไร นิวรณ์ทั้งหมดเลยมี ๕ ตัว กามฉันทนิวรณ์ ความยินดีพอใจ ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส พยาบาท ความไม่พอใจ ไม่พออกพอใจ ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ความฟุ้งซ่าน อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความลังเลสงสัย วิจิกิจฉา แล้วก็ ถีนมิทธะ ความเซื่องซึม ของจิต ของเจตสิก จิตเซื่องซึม เจตสิกเซื่องซึม ซึมไปด้วยกัน ทำงานไม่ค่อยสะดวก ทำงานไม่ได้ รู้อารมณ์ได้ไม่ดีไม่ชัดเจน

นิวรณ์ทั้งหมดถึงจะมี ๕ ตัว แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว โดยสภาวะของมัน เป็นความฟุ้งของจิตทั้งสิ้นเลย ฟุ้งไปในอารมณ์ที่ดีก็เรียกว่า กามฉันทะ ฟุ้งไปในอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ เป็นพยาบาท ฟุ้งจับจด จับอารมณ์ไม่ถูก พวกนี้อุทธัจจะ ฟุ้งไปสงสัย คิดนึกปรุงแต่งใหญ่ เรียกว่า วิจิกิจฉา เห็นมั้ย ฟุ้งไปจับอารมณ์ไม่ได้เลย ไม่รู้เรื่องเลย เป็นถีนมิทธะ เซื่องซึม จับไม่ถูก เป็นเรื่องของจิตฟุ้งซ่านทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะสู้กับจิตฟุ้งซ่าน ก็ต้องจิตไม่ฟุ้งซ่าน จิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน คือ จิตที่ตั้งมั่น จิตมีสมาธิ จึงใช้สมาธิสู้กับนิวรณ์ เหมือนใช้ศีล ไปสู้กับ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นกิเลสชั่วหยาบ

เพราะฉะนั้นเราต้องมีนะ ต้องมี มีศีล มีสมาธิ วิธีฝึกให้จิตมีสมาธินะ สมาธิคือความตั้งมั่น ง่ายที่สุดเลย คอยรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น ง่ายสุดๆ เบื้องต้น หาเครื่องอยู่ให้จิตเสียก่อน เราจะรู้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเคลื่อนไหว ต้องมีอะไร หยุดนิ่งเอาไว้ เป็นตัวสังเกต จึงจะเห็นชัดว่ามันเคลื่อนไหวมากขนาดไหน

จิตธรรมดาล่องลอย ดูยาก ไม่รู้เคลื่อนไปกี่องศาแล้ว ถ้ามีเครื่องสังเกต สมมุติว่ามีเครื่องสังเกตอันหนึ่ง มันอยู่ตรงนี้ก็รู้ เคลื่อนนิดหนึ่งก็เห็นแล้ว มันเคลื่อนแล้ว เครื่องสังเกตของจิตเนี่ย เรียกว่าเครื่องอยู่ วิหารธรรม

เพราะฉะนั้นเรามีเครื่องอยู่ของจิตไว้อันหนึ่งนะ ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น พุทโธก็ได้ รู้ลมหายใจก็ได้ อะไรก็ได้ เอาสักอันหนึ่ง ให้จิตตั้งมั่น ให้จิตเนี่ยไปรู้เครื่องอยู่นั้นอย่างสบายๆ รู้พุทโธอย่างสบายๆ รู้ลมหายใจอย่างสบายๆ รู้ท้องพองยุบสบายๆ รู้อิริยาบถ ๔ สบายๆ รู้ร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบถ ๔ รู้ร่างกายพอง ร่างกายยุบ รู้อย่างสบายๆ

รู้แล้วทำอะไร รู้แล้วให้จิตนิ่งอยู่กับอารมณ์อันนั้นรึ? ไม่ใช่นะ ไม่ใช่รู้แล้วบังคับให้จิตสงบนิ่งๆอยู่ในอารมณ์อันเดียว แต่รู้ เพื่อจะรู้ทันจิตที่ฟุ้งซ่านไปแล้ว ที่เคลื่อนไปแล้ว เช่นเราพุทโธๆ นะ จิตหนีไปจากพุทโธเรารู้ทัน เรารู้ลมหายใจออกหายใจเข้า จิตหนีไปจากลมหายใจเรารู้ทัน ไม่ใช่บังคับจิตให้อยู่ที่ลมหายใจ ถ้าบังคับแล้วจิตจะแน่น

เพราะฉะนั้นเมื่อเราหัดพุทโธ หัดหายใจ หัดดูท้องพองยุบ แล้วรู้ทันจิตไว้บ่อยๆ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดูได้นะ ไหลนิดหนึ่งก็เห็น ไหลนิดหนึ่งก็เห็น หลวงปู่มั่นสอนสมาธิให้กับฆราวาส สอนแบบนี้นะ สอนอย่างนี้นะ สอนให้ดูจิตนะ สอนให้ดูจิต ใครบอกว่า ดูจิต เป็นของใหม่ๆ เขาสอนกันมาแต่ไหนแต่ไร พระพุทธเจ้าก็สอน หลวงปู่มั่นเอามาสอนหลวงปู่ดูลย์ด้วย แล้วสอนฆราวาสด้วย

ฆราวาสเนี่ยท่านบอกให้มีเครื่องอยู่ไว้อันหนึ่ง อยู่กับพุทโธก็ได้ อยู่กับลมหายใจก็ได้ แล้วคอยรู้ทันจิตนะ จิตหนีไปแล้วรู้ จิตหนีไปแล้วรู้ ในที่สุดพอมันขยับหนีไป พอเรารู้ทันมันจะตั้งขึ้นเอง เพราะอะไร จิตที่หลงไป เป็นอกุศล มีโมหะ ทันทีที่สติระลึกได้ว่าจิตหลงไป จิตเป็นอกุศล จิตที่เป็นกุศลก็เกิด จิตไม่หลงแล้ว จิตตั้งขึ้นมาเอง อัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องบังคับนะ เพราะฉะนั้นเราฝึกบ่อยๆ

เนี่ย เราฝึกอย่างนี้ จิตไหลไปแล้วรู้ จิตไหลไปแล้วรู้ มีเครื่องอยู่ไว้อันหนึ่ง ไม่ได้บังคับจิตให้นิ่งอยู่ที่ลมหายใจ ไม่ได้บังคับจิตให้นิ่งอยู่กับพุทโธ ไม่บังคับจิตให้นิ่งอยู่กับท้องพองยุบ ไม่บังคับจิตให้นิ่งอยู่กับเท้าเวลาเดิน แต่จิตหนีไปจากอารมณ์ ที่เราใช้เป็นวิหารธรรม ให้รู้ทัน ถ้ารู้ทันอย่างนี้จิตจะกลับมาเอง เข้าบ้าน กลับบ้านได้ เมื่อจิตเข้าบ้านได้ ตั้งมั่น

พอจิตตั้งมั่นแล้วมาถึงขั้นของการเดินปัญญา..

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๑๔ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๒

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๕
ลำดับที่ ๒๑
File: 530730A.mp3

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สมาธิที่เอื้อต่อวิปัสสนาต้องประกอบด้วยสติ

สมาธิที่เอื้อต่อวิปัสสนา

สมาธิที่เอื้อต่อวิปัสสนา

mp3 (for download) : สมาธิที่เอือต่อวิปัสสนาต้องประกอบด้วยสติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะฉะนั้นเราค่อยฝึกเอาไม่ได้ยากเท่าที่คิดหรอก มันยากเพราะว่าเราภาวนาไม่เข้าหลักเข้าเกณฑ์สักที ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติที่เนิ่นช้า เพราะไปภาวนาเอาแต่ความสงบ ทำแต่สมถะอย่างเดียว ไม่มีปัญญา สมถะมีมาก่อนพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าท่านก็ยอมรับสมถะ เอามาใช้ประโยชน์ สมถะเป็นการฝึกจิตฝึกใจให้สงบ ให้ตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมา ต้องรู้นะ วัตถุประสงค์ของสมถะ ไม่ใช่แค่สงบ ถ้าทำสมถะมุ่งเอาแค่ความสงบของจิตใจอย่างเดียว แค่เอาความสุขของจิตใจอย่างเดียว ไม่เอื้อต่อการที่จะก้าวไปสู่การเจริญวิปัสสนาที่จะไปเห็นความจริงของกายของใจได้

สมถะ มีอยู่ ๒ พวก พวกหนึ่ง ทำสมถะไปแล้วเป็นมิจฉาสมาธิ จิตสงบเหมือนกันนะ แต่ว่าประกอบด้วยโมหะ ประกอบด้วยความหลง ประกอบด้วยโลภะ ประกอบด้วยราคะ มีความเพลิดเพลินยินดีพอใจในความสุขความสงบที่เกิดขึ้น ความสงบชนิดนี้ สมถะชนิดนี้ไม่เป็นไปเพื่อวิปัสสนา เป็นสมาธิที่มันที่อยู่ทั่วๆ ไป เช่น เราไปหัดนั่งสมาธิ นั่งแล้วก็เคลิ้มๆ สงบนะ หมดเวลาแล้วก็มีความสุข คล้ายๆหลับมาเต็มอิ่ม ตื่นขึ้นมามีความสุข ใจก็ยังเยิ้มๆ เคลิ้มๆ ติดความสุขของสมาธิออกมา สมาธิชนิดนี้ใช้ไม่ได้

มันมีสมาธิอีกชนิดหนึ่ง คือ สมาธิซึ่งประกอบด้วยสติ อย่างเราหายใจไปนะ หายใจออก หายใจเข้านะ รู้สึกตัวไป เห็นร่างกายมันหายใจไปเรื่อย หายใจไปรู้สึกตัวไป หายใจไปรู้สึก ไม่ให้ขาดสติ ไม่ให้เคลิ้มนะ ไม่ให้ขาดสติ หายใจแล้วรู้สึก หายใจแล้วรู้สึก ค่อยๆ ดู ค่อยๆ สังเกตไป ตัวที่หายใจอยู่นี่ ร่างกายมันหายใจ มันเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ค่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ นะ หายใจไปนานก็สังเกตร่างกายเป็นของถูกรู้ ร่างกายมันหายใจเป็นของถูกรู้ จิตเป็นคนรู้ร่างกายที่หายใจ นี่ฝึกไปๆ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู พอจิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู มันไม่ใช่ผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง ผู้หลง แต่เป็นผู้ดูจริงๆ

มันเป็นผู้ดูแล้ว ต่อไปนี้เราไม่ได้ไปประคองจิตให้นิ่งอยู่กับผู้รู้ผู้ดู มีสติตามรู้ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของกายของใจเรื่อยไป เราก็เจริญปัญญา เห็นความจริงว่ากายนี้ใจนี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี่เจริญปัญญาได้

เพราะฉะนั้น พวกเราต้องระมัดระวังในการทำสมาธิ ต้องเป็นสมาธิที่ประกอบด้วยสติ อย่าให้ขาดสติ สมาธิที่เป็นอกุศลมีอยู่ สมาธิไม่ใช่ไปเกิดกับจิตที่เป็นกุศลเสมอไป ไม่เหมือนสตินะ สติจะเกิดร่วมกับจิตที่เป็นกุศลเท่านั้น แต่สมาธินี่เกิดกับจิตอกุศลก็ได้ เพราะฉะนั้น เวลาที่ใจสงบแล้วประกอบด้วยโมหะ ลืมเนื้อลืมตัว เป็นไปได้ไหมที่จะสงบแล้วลืมตัว เป็นได้มากเลยนะ นั่งสมาธิแล้วก็เคลิ้มลืมตัวไปอย่างนี้ หรือนั่งแล้วก็ใจออกนอก เห็นแสงสว่าง เห็นเทวดา เห็นผี ออกนอกไป สมาธิชนิดนี้ไม่สามารถทำให้เรากลับมารู้จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ดูได้

CD ศาลาลุงชินครั้งที่ ๓๑
File : 520709
ระหว่างนาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๑๕ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๑
แสดงธรรมที่ศาลาลุงชิน เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนทำผิดศีลเพราะกิเลสครอบงำจิต

คนทำผิดศีลเพราะกิเลสครอบงำจิต

คนทำผิดศีลเพราะกิเลสครอบงำจิต

mp3 (for download) : ผิดศีลเพราะกิเลสครอบงำจิต

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เวลาเรารู้ทันจิตใจตนเองนะ กิเลสราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น สติรู้ทัน ราคะ โทสะ โมหะ จะครอบงำจิตไม่ได้ ราคะ โทสะ โมหะครอบงำจิตไม่ได้ คนจะไม่ผิดศีล เราทำผิดศีลเพราะราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำ เราฆ่าเค้าได้เพราะโทสะครอบงำ หรือเพราะโลภะครอบงำก็ได้ อยากให้มันตายเพราะอยากได้สมบัติมัน หรืออยากฆ่าผัวมันเสียแล้วเอาเมียมันมา สมัยโบราณมีหนังชนิดนี้ด้วยนะ ชื่อยาวมากเรื่องฆ่าผัวมันเสียแล้วเอาเมียมันมา ทำด้วยโลภะก็ได้ ทำด้วยโทสะก็ได้ คนเราทำผิดศีลก็เพราะกิเลส หรือแย่งสมบัติกันก็ได้นะ ซ้อเจ็ดตีกับซ้อแป็ด เสี่ยแปดตีกับเสี่ยเก้าอะไรอย่างนี้ เพราะโลภะ ผลักดันให้ล้างผลาญกัน ทำให้มีโทสะซ้อนขึ้นมา ถ้าเรามีสตินะ กิเลสพวกนี้ครอบงำจิตไม่ได้ ไม่ผิดศีลหรอก

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่  ๓๓
File: 521227
ระหว่างนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๐๘ ถึงนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๑๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

โมหะสมาธิ

mp3 (for download) : โมหะสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: ก็ มีโมหะครับ ข้างในใจมีดิ้น กุ๊กกิ๊กๆอยู่

หลวงพ่อปราโมทย์: ดูสิ มันแข็งป๊อกเลย รู้สึกมั้ย

โยม: ครับ

หลวงพ่อปราโมทย์: มันเครียด ระวังเป็นโรคจิตนะ

(เสียงโยมหัวเราะ)

หลวงพ่อปราโมทย์: ไม่ใช่จิตแพทย์ไม่เป็นโรคจิตนะ ไปเค้นจิตเข้ามากๆเดี๋ยวเป็นโรคจิตแล้วจะมาโทษกันไม่ได้ ต้องปล่อยมัน ปล่อยแล้วก็รู้ ปล่อยแล้วก็รู้ไป

โยม: ช่วง สามสี่วันที่ผ่านมา ก็ ลองนั่งสมาธิแบบดูลมหายใจ ที่นี้ ปรากฎว่า รู้สึก ใจมันเข้าไปคลุกกับลมมาก แล้วก็…

หลวงพ่อปราโมทย์: ให้รู้ทันสิว่าใจไหลไปรวมที่ลม

โยม: แต่ คือ ตอนที่นั่งตอนนั้นมันไม่รู้ครับ แต่ออกมา มันรู้ว่าใจมันนิ่งผิดปกติไป

หลวงพ่อปราโมทย์: ก็ให้รู้ ก็ต้องรู้ทันตั้งแต่แรกนะ พอลมหายไป ก็เหลือแต่ใจอันเดียว เพราะโลกธาตุดับไปเลย เหลือแต่ใจอันเดียว ไม่ขาดสตินะ คนโบราณ หลวงปู่เทสก์บอก เขาฉลาดนะ เขาเรียกว่าลมหายใจ พอลมหายแล้วถึงใจเลย เราก็คอยรู้เอา เริ่มต้นภาวนาอย่าบังคับตัวเอง

ส่วนมากผู้ปฏิบัตินะ เริ่มต้นด้วยการบังคับตนเอง อยากปฏิบัติก่อน อยากปฏิบัติแล้วก็ลงมือปฏิบัติ สิ่งที่ทำก็คือการบังคับตัวเอง อันนี้อยู่ในอรรถกถาสอนไว้นะ น่าฟัง ทันทีที่ลงมือปฏิบัติเรียกว่าการปรุงแต่งฝ่ายกุศล ปรุงแต่งฝ่ายกุศล กับอัตตกิลมถานุโยค อันเดียวกัน บังคับตัวเอง

เราไม่ได้ปรุงกุศล ไม่ได้ปรุงอกุศล แต่จิตมันปรุงกุศลบ้าง ปรุงอกุศลบ้าง เราตามดูมันไปตามดูไปจะเห็นเลย เดี๋ยวจิตก็ปรุงกุศล เดี๋ยวจิตก็ปรุงอกุศล จิตมันปรุงของมันเองไม่มีเราปรุง นะ ต้องรู้อย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นภาวนาอย่าให้เสียหลัก ต้องดูให้ได้ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา ดูมันตรงนี้ไม่ไปดูที่อื่นไม่ใช่ไปนั่งรู้ลมหายใจแล้วก็เคลิ้มๆอยู่กับลม ไม่เห็นตรงไหนเลยว่าไม่ใช่เรา มีแต่โง่ๆขาดสติไป เรียกสมาธิหัวตอ สมาธิโง่ๆ ครูบาอาจารย์วัดป่าเรียก โมหะสมาธิ หรือไม่ก็นั่งเยิ้มๆ เยิ้มๆ ทำได้หลายแบบนะ นั่งแล้วเยิ้ม ดูเป็นมั้ย พวกที่มีตาข้างในก็จะดูได้ ทำเยิ้มๆ มีความสุข เหมือนคนติดยา นี่เป็นสมาธิที่เจือด้วยโลภะ ด้วยราคะ สมาธิเจือด้วยกิเลสใช้ไม่ได้ ต้องสมาธิที่ประกอบด้วยสติ จึงจะใช้ได้

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
File: 510415B.mp3
Time: ตั้งแต่นาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๕ ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๔๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อุเบกขา โมหะ ปัญญา ต่างกันอย่างไร

mp3 (for download): อุเบกขา โมหะ ปัญญา ต่างกันอย่างไร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: ครับ มีปัญหาจะเรียนถามหลวงพ่อนิดหนึ่งครับว่า ระหว่างโมหะกับอุเบกขา ถ้าเราจะดู เราจะดูยังไง เพราะว่า อุเบกขาก็คือการที่เราไม่สุขไม่ทุกข์น่ะครับ ก็คืออยู่เฉยๆ โมหะก็คือ การที่เราไม่โกรธ ไม่หลง

หลวงพ่อ: ไม่ใช่ ในขณะที่มีโมหะ อาจจะโกรธก็ได้ หลงก็ได้ โมหะเป็นภาวะที่เราไม่รู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฎอยู่ เรียกว่าโมหะทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นในขณะที่เรามีอุเบกขา เรารู้ว่ามีอุเบกขา เรียกว่าไม่มีโมหะ ในขณะที่เราโกรธอยู่ เรารู้ทันว่าโกรธขึ้นมาปั๊บเนี่ย เรียกว่าไม่มีโมหะแล้ว โมหะดับ ความโกรธก็จะดับไปด้วย

ในขณะที่กำลังโมโหอยู่นะ ใจเรากำลังพุ่งใส่คนอื่นเขาอยู่ จ้องคนที่ทำให้เราโกรธอยู่ อย่างเราขับรถอยู่แล้วมันปาดหน้าเราไปจ้องใส่มันอยู่นะ กำลังโกรธอยู่ ไม่รู้ว่าโกรธอยู่ เรียกว่ามีโมหะ

เพราะฉะนั้น โมหะคือการที่จิตไม่สามารถจะรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงได้ ถ้าจิตรู้สภาวธรรมที่ปรากฎตามความเป็นจริงได้ เรียกว่าปัญญา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตรงข้ามกับโมหะคือปัญญา

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
File: ๕๑๐๔๑๕b
Time: ระหว่างนาทีที่ ๕๐ วินาทีที่ ๓๗ ถึงนาทีที่ ๕๑ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรื่องของโมหะ

mp3: เรื่องของโมหะ

Media Player:

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หมายเหตุ

คลิปธรรมะคือเสียงเทศน์บางช่วงของลพ.ปราโมทย์ จัดเป็นหมวดหมู่และตอบคำถามเฉพาะเรื่อง จึงไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่าน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่