Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ก่อนจะเจริญวิปัสสนา ต้องเตรียมความพร้อมของจิต

mp3 for download : ก่อนจะเจริญวิปัสสนา ต้องเตรียมความพร้อมของจิต

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :เพราะฉะนั้นบทเรียนที่พระพุทธเจ้าสอน เราต้องทำให้ครบ บทเรียนที่ ๑ ศีลสิกขา ตั้งใจงดเว้นการทำบาปอกุศล ๕ ประการ บทเรียนที่ ๒ เรียกว่า จิตตสิกขา ใช่มั้ย เรียนเรื่องจิต ทำกรรมฐานอย่างหนึ่งแล้วรู้ทันจิตไป พุทโธก็ได้ หายใจก็ได้ พองยุบก็ได้ ขยับมือก็ได้ อะไรเหมือนกันหมด แล้วรู้ทันจิต ถึงจะเรียกว่าจิตตสิกขา เรียนรู้เรื่องจิต สิ่งที่ได้จากจิตตสิกขาก็คือสมาธิที่ถูกต้อง สมาธิที่จิตตั้งมั่น เมื่อมีสมาธิที่จิตตั้งมั่นแล้วก็ถึงบทเรียนสุดท้ายคือปัญญาสิกขา เพราะฉะนั้นเราต้องไปเตรียมจิตให้พร้อมเสียก่อนนะ ถึงจะไปเดินปัญญา

อยู่ๆไปเดินปัญญาเรื่อยไปนะ มันจะไปเพ่ง ยกตัวอย่างบางคนไปดูท้องพองยุบนะ บอกว่าจะไปเจริญปัญญา ไม่ได้เตรียมจิตให้พร้อมก่อน ไปดูท้องพองยุบเนี่ย จิตจะเคลื่อนไปเพ่งอยู่ที่ท้องเลย กลายเป็นสมถะ แล้วก็เกิดนิมิตรเกิดอะไรขึ้นมานะ นึกว่าเกิดวิปัสสนาญาณ ไม่ใช่วิปัสสนาญาณเพราะไม่ได้เดินวิปัสสนา เป็นสมถะรวดๆเลย

เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมจิตของเราให้พร้อมนะ ให้จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตที่ตั้งมั่นคือจิตที่มันไม่ไหลไป ไม่ไหลไปโดยที่ไม่ได้บังคับไว้ ถ้าบังคับไม่ให้ไหลไป จิตจะแน่นๆ จิตจะเป็นอกุศล แต่ถ้ามันรู้ เรารู้เท่าทัน ว่าจิตหลงไป จิตไหลไป มันจะตั้งมั่นขึ้นเอง จิตที่ตั้งมั่นจะมีสภาวะ(ลักษณะ-ผู้ถอด)ที่เบา ถ้าหนักๆเนี่ย ไม่ใช่แล้ว จะมีความเบา มีความนุ่มนวลอ่อนโยน ถ้าแข็งๆเนี่ย ไม่ใช่ จะมีความคล่องแคล่วว่องไว ถ้าซื่อบื้อ ไม่ใช่ จะรู้อารมณ์อย่างซื่อตรง หมายถึงอะไรเกิดขึ้นก็รู้ สักว่ารู้สักว่าเห็นไป เนี่ยเราต้องมีจิตชนิดนี้ขึ้นมาให้ได้ เราถึงจะไปเจริญปัญญา

เพราะฉะนั้นพวกเราต้องเตรียมความพร้อมของจิตซะ ไปฝึกกรรมฐานอันใดอันหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตที่เคลื่อนไปบ่อยๆ ไม่ห้ามว่าห้ามเคลื่อน อย่าไปห้าม ให้เคลื่อนแล้วรู้ว่าเคลื่อน ถ้าห้ามเคลื่อนจะกลายเป็นการเพ่งให้จิตนิ่ง จิตจะแน่นๆ หนักๆแน่นๆ แข็งๆ ซึมๆทื่อๆไป ใช้ไม่ได้เลย เป็นจิตอกุศลไปเลยนะ เพราะฉะนั้นให้แค่ แค่ว่า ทำกรรมฐานอย่างหนึ่งแล้วรู้ทันจิต จิตหนีไปคิดก็รู้ จิตหนีไปที่อื่นก็รู้นะ จิตหนีไปอยู่ในอารมณ์กรรมฐาน ไปเพ่งนิ่งอยู่ในอารมณ์กรรมฐาน ก็รู้

ต่อไปเราจะฝึกจนเราชำนาญได้ทั้งสองอย่าง เวลาที่เราต้องการพักผ่อนนะ เราก็น้อมจิตของเราให้ไปอยู่ในอารมณ์กรรมฐานอย่างเดียว สบายอยู่ในอารมณ์อันเดียว อันนี้ได้สมถะ เวลาที่เราจะเจริญปัญญา เราก็มีความรู้สึกตัวขึ้นมา ให้มีจิตตั้งมั่นเป็นคนดูขึ้นมา ใจเบา นุ่มนวล อ่อนโยน คล่องแคล่ว ว่องไว ควรแก่การงาน และซื่อตรงในการรู้อารมณ์ เนี่ยมีจิตตัวนี้ขึ้นมา ไม่ไหลไป โดยที่ไม่ได้ประคองไว้ ไม่ไหลไปโดยที่ไม่ได้ประคองไว้ แล้วเราจะใช้จิตชนิดนี้แหละ ไปเจริญปัญญา คือการเรียนรู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560208
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๙
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๒๗ ถึงนาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๓๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง

mp3 (for download) : อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง

อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง

คือการพัฒนาคุณภาพของจิตใจเราทิ้งหลักของ”ไตรสิกขา”ไม่ได้ ถ้าทิ้งหลักไตรสิกขาละก็ ไม่ใช่ชาวพุทธแท้หรอก ไตรสิกขาคือเรื่องศีลสิกขา เรื่องจิตสิกขา เรื่องปัญญาสิกขา เราจะเรียนเรื่องศีลเรียนเรื่องจิตเรียนเรื่องการเจริญปัญญา ศีลในเบื้องต้นเนี่ยต้องเจตนา งดเว้นการทำบาปอกุศลทางกายทางวาจาไว้ก่อน เบื้องต้นต้องตั้งใจงดเว้นไว้ก่อน ต่อมาเรามาฝึกอาศัยสตินี่แหล่ะ คอยรู้ทัน ใจมันทำผิดศีลได้นะเพราะกิเลสมันครอบงำจิต ให้เราคอยรู้ทันจิตไว้ กิเลสอะไรเกิดขึ้นเรารู้ทัน กิเลสอะไรเกิดรู้ทันนะ กิเลสจะครอบงำไม่ได้ อย่างโทสะเกิดเนี่ยรู้ทันมัน โทสะครอบงำจิตไม่ได้ มันไม่ฆ่าใครไม่ตีใครไม่ด่าใครไม่เบียดเบียนใคร ราคะเกิดขึ้นเรามีสติรู้ทันไม่ครอบงำจิต เราก็ไม่ไปลักใครขโมยใครไม่เป็นชู้กับใคร ไม่ปลิ้นปล้อนตลบแตลงล่อลวงเค้า เนี่ยกิเลสทั้งนั้นเลยนะ

คนทำผิดศีลได้เพราะกิเลสครอบงำจิตได้ กิเลสเล็กกิเลสน้อยก็อย่าไปไว้ใจมันนะ อย่ามีข้อยกเว้นแก่กิเลส บางคนเห็นว่ากิเลสเล็กๆน้อยๆไม่เป็นไร แรกๆไม่เป็นไรนะ ตัวเล็กไม่เป็นไรต่อไปตัวกลางๆก็ไม่เป็นไรเหมือนกันนะ สุดท้ายตัวใหญ่ๆก็ไม่เป็นไร

อย่างตอนเด็กๆหัดรังแกสัตว์ตัวเล็กๆก็รังแกสัตว์ตัวใหญ่ได้มากขึ้นๆ สุดท้ายมันก็แกล้งคนได้ ฆ่าคนได้ ใจมันเคยชินที่จะเบียดเบียน นั้นเรามีสตินะ รักษาจิตไว้ให้ดี อย่าให้กิเลสครอบงำจิตได้ คอยรู้ทันมันเข้าไป ศีลมันจะเกิดขึ้น พอจิตเรามีศีลเนี่ยสมาธิจะเกิดง่าย คนที่ไม่มีศีลนะจะฟุ้งซ่าน ฟุ้งไปในกาม ฟุ้งไปในความไม่พอใจ กามและปฏิฆะมายั่วจิตให้ฟุ้งไป เดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง อยากได้กลิ่น อยากได้รส ถ้าเรามีสติคุ้มครองจิตอยู่ กิเลสมันครอบงำจิตไม่ได้ กิเลสหยาบๆนะครอบงำไม่ได้ สติปัญญาเร็วขึ้นๆนะ ต่อไปกิเลสอย่างกลางก็ครอบงำจิตไม่ได้ กิเลสอย่างหยาบเนี่ยเอาศีลกั้นไว้ ราคะ โทสะ โมหะแรงๆเกิดขึ้นนะ จะทำผิดศีลไม่ทำ ตั้งใจงดเว้นไม่ทำ ทุกวันต้องคิดว่าเราจะรักษาศีลตื่นเช้าขึ้นมา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ๔๑
File: 540911
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑๓ ถึงนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตเองก็เป็นทุกข์

mp3 (for download) : จิตเองก็เป็นทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


หลวงพ่อปราโมทย์ : เราต้องมีให้ครบนะ ศีล สมาธิ ปัญญา จะมีศีลได้ดีต้องมีสติ ถ้าคนไหนไม่มีสติ อย่ามาอวดว่ามีศีลเลย ไม่จริงหรอก โกหก ถ้าขาดสตินะ รู้ทันจิตตัวเองไม่เป็นถือศีลยาก กะพร่องกะแพร่งด่างพร้อยง่าย ถ้ามีสติรู้ทันจิตอยู่ กิเลสเกิดนะ อายเลย กิเลสบางตัวน่าอาย ตัวไหนน่าอายที่สุด ตัวกูเก่ง นี่ สำรวจมาแล้ว เวลารู้สึกกูเก่งแล้วพอรู้ทันนะ อายเลยนะ ใครรู้สึกตัวนี้บ้าง ตัวนี้น่าอาย ถัดจากนี้ก็หน้าด้านถ้ายังไม่อายอีกนะ ขนาดนี้ถึงหน้าด้านแล้ว ไม่มีสติอย่ามาอวดเรื่องศีลนะ ไม่มีจิตตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ดู ละก็ อย่ามาอวดว่าทำสมาธิเก่งเลย ทำสมาธิจนกระทั่งอยากรู้อยากเห็นอะไรทั่วโลกธาตุ รู้ได้หมดเลยนะ ไม่เห็นจิตตัวเองอันเดียว ก็ได้ของไม่มีสาระ ไปเห็นของไม่มีสาระว่ามีสาระ เพราะกิเลสเกิดที่จิต มรรคผลเกิดที่จิต กุศลอะไรก็เกิดที่จิต เนี่ยถ้าเราไม่มีจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ดู สมาธิของเรายังอ่อนนะ อย่างมากก็มีแค่สมาธิสงบ แต่ไม่มีสมาธิตั้งมั่น เป็นสมาธิพื้นๆหรอก สมาธิสงบ ศาสนาอื่นก็มี สมาธิตั้งมั่นมีแต่ในคำสอนพระพุทธเจ้านะ คนอื่นไม่มีหรอกไม่เข้าใจเลย สมาธิตั้งมั่นเนี่ยหายากมาก

ไม่มีสติอย่ามาอวดเรื่องศีล ไม่มีจิตผู้รู้อย่ามาอวดว่ามีสมาธิ แยกรูปนามไม่เป็นอย่ามาอวดว่าเจริญปัญญา “การเจริญปัญญานะเริ่มต้นด้วยการแยกรูปนาม” ทำไมต้องแยก ก็แยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกเป็นส่วนๆ เพื่อวันนึงจะเห็นว่าทุกๆส่วนไม่มีตัวเรา นี่ไม่มีตัวเราที่ใดเลย ล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน ถัดจากนั้นก็รู้สภาวะ แต่ละส่วน แต่ละส่วนนั้นต่อไป จะเห็นว่าสภาวะทั้งหลายเป็นทุกข์ทั้งสิ้นเลย กระทั่งความสุขก็เป็นทุกข์​ อะไรๆก็เป็นทุกข์หมดเลย รูปธรรมก็เป็นทุกข์ นามธรรมก็เป็นทุกข์ จิตเองก็เป็นทุกข์ ในขันธ์ห้าไม่มีการสงวนรักษาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอาไว้เป็นตัวสุขเลย มีแต่ตัวทุกข์ล้วนๆเรียกว่าเราเห็นขันธ์เป็นทุกข์แล้ว “วันใดที่เห็นขันธ์เป็นทุกข์ได้ เราทำลายอวิชชาได้” อวิชชา มันไม่รู้ความจริงของอริยสัจ ไม่รู้ว่าขันธ์ห้าเป็นตัวทุกข์ เนี่ยไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ ถ้าพอเห็นแจ้งว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์นะ กระทั่งตัว”จิตผู้รู้”เองซึ่งเป็นของดีของวิเศษ​ที่เคยฝึกฝนอบรมมานะ มันพลิกขึ้นมาเป็นตัวทุกข์ให้ดู มีแต่ทุกข์ล้วนๆเลย นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป เป็นอย่างนี้ จิตจะสลัดคืนจิตให้โลก ทำไมสลัดคืน ก็มันเป็นตัวทุกข์ มันจะไปยกไว้ทำไม จะไปแบกไว้ทำไม ไม่ถือเอาไว้สลัดทิ้งไป ถ้าสลัดทิ้งไปแล้วจิตเข้าสู่สภาวะอีกชนิดนึง ไม่ยึดอะไรในโลก จิตดวงนี้ไม่มีอะไรย้อมได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า

CD: ๔๑
File: 540730B
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๓๕ ถึงนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๕๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรามีหน้าที่เพียงเจริญไตรสิกขา จิตบรรลุหรือไม่เป็นเรื่องของเขา

mp3 for download : เรามีหน้าที่เพียงเจริญไตรสิกขา จิตบรรลุหรือไม่เป็นเรื่องของเขา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : หลวงพ่อไม่เจอท่านนานเลย หลายปี จนก่อนท่านมรณภาพไม่นาน ท่านไปเทศน์ที่องค์การโทรศัพท์ ปีสี่เท่าไหร่ ปี ๔๑ ประมาณนี้ จำไม่ได้แล้ว พอเข้าไป ท่านมาเทศน์เสร็จก็คลานเข้าไป กราบท่าน บอกว่า หลวงพ่อผมไม่เจอหลวงพ่อนานแล้ว ท่านบอกว่า หลวงพ่อจำได้นักปฏิบัติมีไม่มากหรอก

หลวงพ่อผมยังทำลายผู้รู้ไม่ได้เลย โอ้..คราวนี้นะ ท่านเปลี่ยนไปเลยนะ เหมือนท่านเป็นคนอีกคนหนึ่งเลย กริยาท่าทางของท่านองอาจผึ่งผายนะ ท่านบอกว่า จิตผู้รู้เหมือนฟองไข่ เมื่อลูกไก่เติบโตเต็มที่แล้ว จะเจาะทำลายเปลือกออกมาเอง พูดห้าวหาญมากเลย โห..เราฟังปุ๊บเราเข้าใจแล้ว ท่านทำลายเปลือกออกมาได้แล้ว ท่านห้าวหาญมากเลย ท่านบอกวิธีให้นะ ไม่ได้ทำอะไรนะ รอให้ลูกไก่นี้โตขึ้นมา แล้วลูกไก่จะเจาะเปลือกเอง

ก็คือธรรมะอันเดียวกับที่พระพุทธเจ้าเคยสอนนั่นเอง ไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรผลนิพพานได้นะ จิตบรรลุเอง เรามีหน้าที่เจริญศีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา เจริญไตรสิกขานั่นเอง เมื่อเจริญเต็มที่แล้วนี่นะ จิตมีพลัง มีพลานุภาพเต็มที่แล้วนี่นะ จะเจาะทำลายอาสวะออกมาเอง

พระพุทธเจ้าท่านเทียบเหมือนคนทำนา บอกว่าชาวนานไม่สามารถทำให้ข้าวออกรวงได้ ข้าวมันออกรวงของมันเอง สิ่งที่ชาวนาทำได้คือไถนา ไถอยู่ที่ดินไม่ได้ไปไถต้นข้าว หว่านเมล็ดข้าวลงไปในนา แล้วก็เอาน้ำเข้านา ช่วงไหนน้ำน้อยก็เติมน้ำ ช่วงไหนน้ำมากก็ไขน้ำออก ถึงเวลาแล้วข้าวก็ออกรวง ข้าวออกเมล็ด ข้าวก็ออกของมันเอง ชาวนาไม่ได้ออกเมล็ดข้าวมา

จิตนี้ก็เหมือนกันนะ เราเจริญไตรสิกขา ศีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา เจริญอย่างนี้แหละ ถึงวันที่เขาพอเพียงแล้ว อริยมรรคก็จะเกิดขึ้นเอง ไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรคผลได้ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของพวกเรานะ ค่อยฝึกไป คอยรู้กายคอยรู้ใจนะ ถือศีล ๕ ไว้เป็นเบื้องต้น วันไหนจิตใจฟุ้งซ่านมากก็ทำความสงบเข้ามา ให้จิตใจได้พักผ่อนบ้าง พอจิตใจสงบแล้วและพักผ่อนพอสมควรแล้วก็ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน ให้เจริญปัญญาด้วยการมีสติรู้กายอย่างที่กายเขาเป็น มีสติรู้จิตอย่างที่จิตเขาเป็น ไม่เข้าไปแทรกแซงเขา

เวลารู้ ให้รู้อยู่ห่างๆ อย่าถลำลงไปรู้ อย่ากระโจนลงไปรู้ รู้อยู่ห่างๆเหมือนดูคนอื่น ดูกายนี้เหมือนดูกายคนอื่น ดูเวทนานี้เหมือนดูเวทนาคนอื่น ดูจิตนี้เหมือนดูจิตคนอื่นไป ดูเหมือนดูคนอื่นเรื่อยๆ ทั้งกายทั้งเวทนาทั้งจิตนี้เป็นแต่สภาวธรรมซึ่งถูกรู้ถูกดู สิ่งใดถูกรู้สิ่งใดถูกดูสิ่งนั้นก็ไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นของอยู่นอกๆนะไม่ใช่ตัวเราหรอก

ให้เฝ้ารู้เฝ้าดูไป กระทั่งต่อมาเราจะเห็นว่า แม้กระทั่งผู้รู้ผู้ดูเองก็เกิดๆดับๆ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้หลง ใช่มั้ย เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง ผู้รู้เองก็เกิดดับๆเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆไม่มีอะไรคงที่สักอันเดียวเลย เนี่ยดูอย่างนี้เรื่อยๆไปนะ วันหนึ่งลูกไก่ก็จะหลุดออกมาจากเปลือกได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510324B
ระหว่างนาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๔๒ ถึงนาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๕๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เจริญปัญญาอย่างเดียวไปไม่รอด ต้องสั่งสมศีล สมาธิ ให้ถึงพร้อมด้วย

เจริญปัญญาอย่างเดียวไปไม่รอด ต้องสั่งสมศีล สมาธิ ให้ถึงพร้อมด้วย

เจริญปัญญาอย่างเดียวไปไม่รอด ต้องสั่งสมศีล สมาธิ ให้ถึงพร้อมด้วย

mp3 (for download) : เจริญปัญญาอย่างเดียวไปไม่รอด ต้องสั่งสมศีล สมาธิ ให้ถึงพร้อมด้วย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : แต่ละศีล สมาธิ ปัญญา แต่ละอย่าง แต่ละอย่าง ล้างกิเลสคนละแบบกัน ศีลก็ล้างกิเลสแบบที่ศีลล้างได้ สมาธิก็ล้างกิเลสอย่างที่สมาธิล้างได้ ปัญญาล้างกิเลสอย่างที่ปัญญาล้างได้

ศีลก็ทำให้เกิดกุศลอย่างที่ศึลทำให้เกิดได้ สมาธิทำกุศลอย่างที่สมาธิทำได้ ปัญญาทำกุศลอย่างที่ปัญญาทำได้ ไม่เหมือนกันนะ เพราะฉะนั้นเราต้องสะสมไปนะ ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใ่ช่ว่าจะเจริญปัญญาอย่างเดียวแล้ว มีสติรู้กายรู้ใจแล้ว เป็นชู้กับเขาก็ได้ โกงเขาก็ได้ โกหกเขาก็ได้ มีนะ หลวงพ่อเคยรู้จักอยู่ โอ้โห โกหกเป็นไฟเลย โกงเป็นไฟเลย แต่มาบอกว่าภาวนานะ มีสติ ไปไม่รอดหรอกนะ

ศีลนั้นทำไปเพื่ออะไร ศีลทำไปเพื่อละบาปอกุศลทางกาย ทางวาจา ทำให้กายวาจาเรียบร้อย สมาธินั้นทำไปเพื่อละบาปอกุศลทางใจ ทำไปเพื่อให้จิตใจสงบเรียบร้อย ตั้งมั่น ปัญญาทำไปเพื่อล้างความเห็นผิด ทำให้เกิดปัญญาเห็นความจริง ก็จะเข้าไปสู่ความหลุดพ้น อย่างสมาธินะ ก็ทำให้เกิดบารมีหลายตัวนะ ไม่มีสมาธิก็ไปไม่รอด อย่างเมตตาเนี่ย เราไปเจริญสติจะเกิดเมตตามั้ย คนละเรื่องกันนะ เราอยากมีเมตตาใช่มั้ย อย่างจิตเราขี้โมโหเนี่ย เราเจริญเมตตาบ่อยๆ ใจก็ไม่ค่อยโมโห ใจอยู่กับเมตตา ใช่มั้ย สะสมเมตตาไป คนละเรื่องกัน

เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่า เอะอะ ก็จะเจริญสติเพียงอย่างเดียว แล้วก็บรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่ต้องมีศีล ไม่มีสมาธิ ไปไม่ได้นะ แต่ต้องรู้ว่าศีลส่งทอดไปให้สมาธิ สมาธิส่งทอดไปให้มีปัญญา ไม่ได้ไปหยุดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง อยู่ในขั้นใดขั้นหนึ่ง ก็ต้องค่อยๆพัฒนาไปเรื่อยๆ ฝึกทุกวัน ทุกวันนะ เดี๋ยวก็ดีเองแหละ ไม่ยากอะไร แต่ว่าตัวสำคัญที่สุดต้องมีสติ ถ้าขาดสติก็ไม่มีศีล ขาดสติก็ไม่มีสมาธิ ขาดสติก็ไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้นให้มีสติเรื่อยๆ รู้ทันจิตใจตัวเองไป

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่  ๓๓
File: 521227
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๕๗ ถึงนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๐๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ศีล สมาธิ ปัญญา ทำหน้าที่ต่างกัน เราต้องรู้ว่าอะไรใช้สู้กับอะไร

mp3 (for download) : ศีล สมาธิ ปัญญา มีหน้าที่ต่างกัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ศีล สมาธิ ปัญญา ทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน

‘ศีล’ นี่ละอะไร ละการทำผิดทำบาปทางกาย ทางวาจา ‘สมาธิ’ ละการผิดทำบาปทางใจ ‘ปัญญา’ ละความเห็นผิด คนละอันกันนะ เพราะฉะนั้น เราจะเอาศีลมาละความเห็นผิดนี่ละไม่ได้ เอาสมาธิมาละความเห็นผิดนี่ละไม่ได้ มันละด้วยปัญญา ต้องรู้ว่าอันไหนใช้เครื่องมืออันไหน

กิเลสมีหลายชั้น ปัญญาละกิเลสที่ละเอียดที่สุด กิเลสที่ละเอียดที่สุดคือความเห็นผิด เห็นไหม ไม่ใช่แค่ ราคะ โทสะ โมหะ นะ มันคือหัวหน้าโมหะ ความเห็นผิดคือตัวอวิชชา เพราะฉะนั้นเราจะล้างด้วยปัญญา ‘อวิชชา’ คือความไม่รู้ ล้างด้วย ‘ปัญญา’ คือความรู้ เป็นคู่ปรับกัน รู้ความจริงของกายของใจ รู้แจ้งลงมาในกายในใจ ทีนี้จะรู้แจ้งลงมาให้กายในใจได้ จิตใจต้องตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว มีสมาธิก่อน ถ้าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ลืมเนื้อลืมตัวไป ปัญญาไม่เกิดหรอก หรือมีสมาธิแล้วก็ไปพอใจ นิ่งว่างอยู่ในสมาธินะ ไม่ยอมดูกายดูใจ มันก็ไม่เกิดปัญญา เพราะปัญญาคือการเห็นความเห็นจริงของกายของใจ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้นะ ว่าอะไรใช้สู้กับอะไร

CD สวนสันติธรรม 33

521226A

15.32 – 16.57

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไตรสิกขา: บทเรียนในศาสนาพุทธและการภาวนา

MP3: ไตรสิกขา: บทเรียนในศาสนาพุทธและการภาวนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : รูปเคลื่อนไหวก็รู้สึกไป ไม่ใช่ว่าต้องเคลื่อนไหวแบบไหน ตัวที่สำคัญไม่ใช่อยู่ที่ตัวกริยาอาการ ตัวที่สำคัญอยู่ที่ว่ามีสติมีปัญญาที่จะไปรู้มั้ย เพราะฉะนั้นเราอย่าไปให้ความสำคัญกับเปลือก ต้องให้ความสำคัญกับสติปัญญาที่เป็นเนื้อหา เป็นสาระแก่นสารจริงๆ

มีสติจริงหรือเปล่า หรือว่ามีสติจอมปลอม กำหนดไว้ เพ่งไว้ บังคับไว้ มีปัญญาเห็นความจริงคือไตรลักษณ์หรือเปล่า หรือว่าคิดๆเอาเอง ถ้าคิดเอาเองไม่ใช่ปัญญาที่แท้จริง เพราะฉะนั้นตัวสำคัญอยู่ที่ว่าเรามีสติมีปัญญามั้ย ปัญญาจะเกิดจากอะไร เกิดจากจิตมีสัมมาสมาธิ จิตที่มีสัมมาสมาธิเป็นจิตที่ตั้งมั่นในการรู้อารมณ์ ไม่ไหลเข้าไปอยู่ที่ตัวอารมณ์ ตัวนี้ก็ต้องเรียน

พวกนักปฏิบัติทั้งหลายที่ล้มลุกคลุกคลานไม่เลิกนะ ทำมานานแล้วไม่บรรลุมรรคผล หรือบางคนบรรลุมรรคผลเหมือนกันแต่คิดเอาเอง ไม่บรรลุจริงหรอก ชอบคิดว่าบรรลุทั้งๆที่ไม่บรรลุหรอก ส่วนใหญ่ที่ทำแล้วไม่สำเร็จเพราะขาดสัมมาสมาธิ ตัวที่ทำให้เรามีสัมมาสมาธินะ คือบทเรียนในศาสนาพุทธที่ชื่อว่าจิตตสิกขา การเรียนเรื่องจิต

บทเรียนในศาสนาพุทธจึงมี ๓ บท มีเรื่องศีลสิกขา ทำอย่างไรกายวาจาของเราจะเป็นธรรมชาติธรรมดา ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนตนเอง มีจิตตสิกขา เรียนไปจนรู้ว่าจิตชนิดไหนเป็นจิตที่เป็นกุศลชนิดไหนเป็นอกุศล ชนิดไหนใช้ทำสมถะชนิดไหนใช้ทำวิปัสสนา ตัวที่ใช้ทำสมถะนั้นจิตจะไหลเข้าไป เช่นไปดูท้องพองยุบจิตไหลไปอยู่ที่ท้อง ไปเดินจงกรมจิตจะไหลไปอยู่ที่เท้า ไปรู้ลมหายใจจิตจะไหลไปอยู่ที่ลม

แต่ถ้าเป็นตัวที่เป็นสัมมาสมาธิจะตั้งมั่นอยู่ เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหวใจเป็นคนดู เห็นร่างกายมันนั่ง ยืน เดิน นั่ง นอน ใจเป็นคนดู มันจะแยกกันอยู่ ใจจะตั้งมั่น ใจจะไม่ไหลเข้าไปในอารมณ์ เรียกว่าจิตตั้งมั่นคือไม่ไหลเข้าไป ตัวนี้พวกเราอาภัพมากเลย พวกเราไม่เรียนกัน เวลาเราเรียนจิตตสิกขาก็คิดว่าเป็นการเข้าฌาน ไม่ตื้นขนาดนั้นหรอกนะ ถ้าเข้าฌานแล้วเป็นจิตตสิกขานะ พวกฤๅษีชีไพรก็เกิดปัญญาหมดแล้ว เพราะถ้ามีสัมมาสมาธิปัญญจะเกิด ฤๅษีชีไพรจะบรรลุพระอรหันต์ก่อนพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจิตตสิกขาไม่ได้ตื้นแค่ว่าเข้าฌาน จิตตสิกขาเราเรียนจนกระทั่งเราเข้าใจลักษณะของจิตที่เป็นกุศลและอกุศล ที่จะใช้ทำสมถะและใช้ทำวิปัสสนา ไม่เหมือนกัน

พอจิตตั้งมั่นขึ้นอย่างแท้จริงเนี่ย ถึงจะไปเจริญปัญญาสิกขา เห็นมั้ยบทเรียนที่ ๓ ศีลสิกขา จิตตสิกขา บทสุดท้ายคือปัญญาสิกขา มีสติ รู้รูปนาม รูปที่กำลังปรากฎ นามที่เพิ่งดับไปสดๆร้อนๆ นี่ รู้ก็ไม่เหมือนกัน เวลารู้รูปนะ มีสติรู้รูปที่กำลังปรากฎ แต่รู้นามที่เพิ่งดับไปสดๆร้อนๆด้วยจิตที่ตั้งมั่น มีสัมมาสมาธิจิตจะไม่ไหลเข้าไป จิตจะตั้งมั่นอยู่ต่างหากโดยที่ไม่ได้ประคองไว้ จิตจะตั้งมั่น จิตจะเบา จิตจะอ่อน จิตจะนุ่มนวล จิตจะคล่องแคล่วว่องไว ควรแก่การงาน จิตชนิดนี้แหละคือจิตที่จะใช้เดินปัญญา

ในพระไตรปิฎกก็พูดเรื่อยๆนะ พระทั้งหลายท่านทำสมาบัติทำสมาธิ เข้าอัปนา พอถอยออกมาแล้วมีจิตที่เบา จิตที่อ่อน จิตที่นุ่มนวล คล่องแคล่วว่องไว ควรแก่การงาน และโน้มน้อมจิตนี้ให้เกิดญาณทัสนะ คือมีสติ ไปรู้กายรู้ใจ ก็จะเกิดญาณทัสนะคือเกิดปัญญา

เพราะฉะนั้นพอจิตตั้งมั่นนะ สติระลึกรู้กาย จะเห็นกายไม่ใช่เรา เมื่อมีจิตตั้งมั่นอยู่และมีสติรู้เวทนา ก็เห็นเวทนาไม่ใช่เรา เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ สติไประลึกรู้กุศล-อกุศลนะ ก็เห็นกุศล-อกุศลไม่ใช่เรา เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่แล้วสติระลึกรู้จิตดวงก่อน ก็จะเห็นว่าตัวจิตก็ไม่ใช่เรานะ ตัวจิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลา

เนี่ยภาวนาอย่างนี้นะ มีสติ มีสัมมาสมาธิคือมีใจที่ตั้งมั่น ก็จะเกิดปัญญา เห็นทั้งกายทั้งใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ผู้ใดเห็นกายเห็นใจไม่ใช่เรา เรียกว่าพระโสดาบัน ดูต่อไปอีกจนปัญญาแจ้ง กายนี้ทุกข์ล้วนๆจิตนี้ทุกข์ล้วนๆ สลัดคืนกายคืนจิตให้โลก เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในโลก

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีสติก็มีศีล

mp3 for download : มีสติก็มีศีล

Media Player:

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

zip:มีสติก็มีศีล

ลพ: เป็นฆราวาสก็ศึกษาศีลของฆราวาส ศีลทำไมต้องศึกษา ไปขอจากพระเฉย ๆ ไม่ได้หรือ? ไม่ได้ ศีลขี้ขอ ศีลกระจอกงอกง่อย ศีลขอทานอย่างนั้นใช้ไม่ได้นะ

ศีลจริง ๆ คือทำอย่างไรใจเราจะเป็นปกติ ไม่ถูกกิเลสชั่วหยาบครอบงำแล้วไปเกิดพฤติกรรมทางกาย ทางวาจาที่ชั่วร้ายขึ้นมา ต้องศึกษาเหมือนกัน

เราจะมีศีลได้ดีถ้าเรามีสติ สติเนี่ยจำเป็น ถ้าเรามีสติเมื่อไหร่นะ กิเลสเข้ามาในใจเราแว้ปเนี่ย เราจะรู้สึกเลยเราจะละอายใจถ้าจะทำตามกิเลส แล้วเราเกรงกลัวผลของการทำชั่ว เราไม่อยากทำชั่ว ศีลมันจะอัตโนมัติขึ้นมาศีลสิกขาเนี่ยเราจะเรียนจนศีลอัตโนมัตินะ เพราะเรามีสตินั้นเอง

CD: 20

File: 500429.mp3

Time: 06m10 – 07m05

หมายเหตุ

คลิปธรรมะคือเสียงเทศน์บางช่วงของลพ.ปราโมทย์ จัดเป็นหมวดหมู่และตอบคำถามเฉพาะเรื่อง จึงไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่าน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่