Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เมื่อจิตตื่นแล้ว ให้แยกธาตุแยกขันธ์

mp3 for download : เมื่อจิตตื่นแล้ว ให้แยกธาตุแยกขันธ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : ในขั้นของการเดินปัญญานั้นคือขั้นรู้ทุกข์ ไม่ใช่ขั้นเสพสุข พอใจเรามีความสุข ใจเราตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้ว ต้องเจริญปัญญา วิธีเจริญปัญญา ขั้นแรกสุดเลย ต้องแยกธาตุแยกขันธ์ให้เป็น ให้เห็นเลยว่า ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่ง รูปกับนามเป็นคนละอันกัน

ถ้าสมาธิเรามาก และเราชำนาญในการดูกาย แยกกายต่อไปอีก ร่างกายก็แยกเป็นธาตุ ๔ ดินน้ำไฟลม แยกธาตุออกไป

ถ้าเราชำนาญการดูจิต เรามาแยกขันธ์ จิตใจของเราไม่ใช่อยู่ลำพัง จิตใจประกอบด้วย ความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์นี้เรียกว่า เวทนาขันธ์ ความจำได้หมายรู้เรียกว่าสัญญาขันธ์ ความปรุงดีปรุงชั่วปรุงไม่ดีไม่ชั่วเรียกว่าสังขารขันธ์

จิตที่เกิดทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เรียกว่าวิญญาณ วิญญาณทางตาคือจิตที่ไปรับรู้รูป วิญญาณทางหูคือจิตที่ไปรับรู้เสียง วิญญาณทางทวารทั้ง ๖ ไม่ได้มีจิตดวงเดียว คือจิตเกิดดับทางทวารทั้ง ๖ เรียกจักขุวิญญาณจิต โสตวิญญาณจิต เป็นมโนวิญญาณ จิตเกิดทางใจ รับรู้อารมณ์ทางใจ เช่นเรื่องราวที่เราคิด

เพราะฉะนั้นจิตไม่ได้มีดวงเดียว เป็นกลุ่มเป็นกองเหมือนกัน เรียกว่า วิญญาณขันธ์ เป็นกองของวิญญาณ กลุ่มของวิญญาณ แต่เวลามันเกิด มันเกิดทีละตัว เกิดทีละดวง เรามาแยก

พอใจเราเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้ว แยกร่างกายกับใจออกจากกัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๓๘ ถึงนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หน้าที่ของเราต่อกิเลส คือการรู้กิเลส ไม่ใช่การละกิเลส

mp 3 (for download) : เราไม่มีหน้าที่ไปละกิเลส เรามีหน้าที่ไปรู้มัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

กิเลสเป็นเหมือนไฟ

กิเลสเป็นเหมือนไฟ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เรารู้ของเราเองอย่างนี้ รู้ลงไปซื่อๆ กิเลสอะไรเกิดขึ้นในจิตในใจ คอยรู้ไป ถ้าเราไปเพ่งจิตให้นิ่ง มันจะไม่มีกิเลสอะไรให้ดู มันจะนิ่งๆ ตามองเห็นแล้วก็งั้นๆ หูได้ยินแล้วก็งั้นๆ แต่ถ้าเราไม่ได้เพ่งไว้ เราปล่อยให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ตามธรรมดาๆนี้เอง กระทบแล้วมันจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาตลอดเลยนะ

เช่น เห็นหน้าคนนี้ก็ชอบเขาแล้ว นี่มันเพื่อนเรา เห็นแล้วดีใจ ชอบเขา รู้ ดีใจก็รู้ เห็นคนนี้ก็หมั่นไส้มันแล้ว เคยเป็นมั้ย ใครไม่เคยเป็นก็โกหกนั่นแหละ ใครจะโกหกบ้าง ใครไม่เคยโกหกมีมั้ย ใครจะโกหกหลวงพ่อว่าไม่เคยโกหก มีมั้ย ซื่อๆต่อตัวเองนะ ซื่อต่อตัวเอง

หลายคนเรียนกับหลวงพ่อแล้วหน้าด้านนะ ยกตัวอย่างวันดีคืนดีก็มาส่งรายงาน อิฉันเป็นคนขี้อิจฉาเหลือเกิน หลวงพ่อบอก โอ้.. ดีจัง ดีที่รู้ความจริง รู้ความจริงแล้วเนี่ย กิเลส ตัณหานะ พอเรารู้ทัน มันเหมือนความมืดนะ กิเลสตัณหาทั้งหลาย พอเรารู้ทัน เรามีสติปัญญารู้แล้วเหมือนมีแสงสว่างเกิดขึ้น ความมืดจะหายอัตโนมัติเลย หายทันที ไม่ต้องไปคิดล้างกิเลสหรอก จำไว้นะ เราไม่มีหน้าที่ไปละกิเลสนะ เรามีหน้าที่ไปรู้มัน

ทันทีที่รู้ ความสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็ดับลงทันทีเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลนะ บางคนมาถามหลวงพ่อว่าดูจิตแล้วมันจะละกิเลสได้อย่างไร ละได้สิ กิเลสมันเกิดตอนที่หลงต่างหากล่ะ หลงไปปรุงแต่งต่างหาก หลงไปคิด ไปนึก ไปปรุง ไปแต่ง

พอมีสติไม่หลงไป กิเลสไม่เกิดแล้ว ไม่ใช่ละกิเลสนะ คนละเรื่องกัน กิเลสไม่มีเหตุ ไม่มีช่องทางที่จะเกิด แต่ว่าเมื่อกิเลสเกิดแล้ว ไม่มีมนุษย์หน้าไหนละกิเลสได้นะ กิเลสก็เป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับไป ไม่มีใครเก่งที่จะละกิเลสได้

เหมือนอย่างไฟไหม้ ไม่มีใครดับไฟได้ ไม่มีใครดับไฟได้เลย ไฟไหม้เพราะอะไร เพราะมีเหตุให้ไฟไหม้ มีเหตุก็เช่น มันมีความร้อน มีประกายขึ้นมา มีความร้อน มีเชื้อเพลิง มีออกซิเยน อะไรอย่างนี้ ไม่มีใครดับไฟได้ แต่ว่าเวลาเขาดับไฟ เขาไปทำลายเหตุของไฟ ยกตัวอย่างมันมีเชื้อเพลิง ก็ดึง รื้อบ้านไป ไฟไม่มีอะไรจะลามไปก็ดับ มันอุณหภูมิสูงเอาน้ำไปราดมัน มันก็ดับ ไม่มีใครดับไฟนะ เราไปดับเหตุของไฟ

กิเลสก็เหมือนกัน เราไม่ต้องไปดับมันหรอก เราดับเหตุของมัน เหตุของมันคือความประมาทขาดสตินี่เอง เราคอยรู้สึกๆไว้ กิเลสไม่เกิดขึ้น ไม่ใช่ต้องดับกิเลสนะ ไม่ต้องดับกิเลส ทุกข์ก็ไม่ต้องดับมัน ทุกข์ให้รู้ กิเลสก็อยู่ในกองทุกข์ เรียกว่าไปอยู่ในสังขารขันธ์ หน้าที่ของเราต่อกิเลส คือการรู้กิเลส ไม่ใช่การละกิเลส


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า


CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม
Track: ๔
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๒๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่