Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๖) แยกธาตุแยกขันธ์เป็นจึงจะเห็นไตรลักษณ์ได้

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๖) แยกธาตุแยกขันธ์เป็นจึงจะเห็นไตรลักษณ์ได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : งั้นเรามาหัดรู้นะ หัดแยกธาตุแยกขันธ์ไปเรื่อย เพื่อจะได้เห็นสภาวะแต่ละอันๆนั้น ไม่ใช่อันเดียวกัน ร่างกายไม่ใช่จิตใจ ความสุขความทุกข์ ไม่ใช่กายไม่ใช่ใจ  กุศลอกุศลทั้งหลาย ไม่ใช่กายไม่ใช่ใจ ไม่ใช่ความสุขความทุกข์ด้วย ใจก็อยู่ต่างหาก ไม่ใช่กาย ไม่ใช่ความสุขความทุกข์ ไม่ใช่กุศลอกุศล แต่เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์

ถ้าเราแยกได้อย่างนี้แล้ว เราจะเห็นไตรลักษณ์ จำไว้นะ ถ้าแยกได้ ถึงจะเห็นไตรลักษณ์ ถ้าแยกไม่ได้ ทำได้มากที่สุด ก็แค่คิดถึงไตรลักษณ์เท่านั้น

เช่นเราแยกธาตุแยกขันธ์ไม่เป็น ใจกับกายของเรา ยังรวมเป็นปึกแผ่นเดียวกัน เราจะดูกายให้เป็นไตรลักษณ์ ก็ได้แต่นั่งคิด ร่างกายนี้ไม่เที่ยงนะ อย่างเช่น ผมแต่ก่อนดำ เดี๋ยวนี้หงอกแล้ว ผมแต่ก่อนมีมาก เดี๋ยวนี้มีน้อย อันนี้คิดเอา ยังไม่ใช่วิปัสสนา เป็นแค่การคิดเอา

ถ้าจิตตั้งมั่นถึงฐานจริงๆแล้ว แล้วขันธ์มันแยกออก จะเห็นเลย กายนี้ไม่ใช่ตัวเราเลย ความสุขความทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา ความจำได้หมายรู้ ไม่ใช่ตัวเรา กุศลอกุศลทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวเรา จิตที่เกิดทางตาหูจมูกลิ้น กายใจ เกิดแล้วดับทั้งสิ้น ไม่มีจิตที่เป็นอมตะเลย ถ้าใครเห็นจิตเป็นอมตะ เห็นจิตเป็นของเที่ยง จิตมีดวงเดียว นี่คือมิจฉาทิฏฐิขนานแท้และดั้งเดิม คือเห็นจิตเป็นอัตตา

พระพุทธเจ้าเนี่ยแหล่ะ ลุกขึ้นมาปฏิวัติลัทธิที่ว่าจิตเป็นอัตตา ท่านบอกเลยว่าเป็นอนัตตานะ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๒๕ ถึง นาทีที่ ๓๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปฏิบัติเพื่ออะไร? (๑๐) เบื้องต้นฝึกให้มีตัวรู้ขึ้นมาได้เอง

mp 3 (for download) : ปฏิบัติเพื่ออะไร? (๑๐) เบื้องต้นฝึกให้มีตัวรู้ขึ้นมาได้เอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ขอขอบคุณ บ้านจิตสบาย ที่เอื้อเฟื้อภาพ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์ : ปัญญาแก่รอบต่อไปอีก ก็จะเห็นอีกว่า จิต จะรู้หรือจิตจะหลงนะ ห้ามมันไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ นี่คือการเห็นอนัตตา เราสั่งมันไม่ได้ มันไม่ใช่เราหรอก จิตจะหลง มันก็หลงของมันเอง จิตจะโลภ ก็โลภของมันเอง จิตจะโกรธ ก็โกรธของมันเอง จิตจะเป็นยังไงมันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหล่ะ จิตจะรู้ขึ้นมา ก็รู้ได้เอง จงใจรู้ก็ไม่ใช่อีกแล้ว แต่เราก็ต้องฝึกจนกระทั่งมันได้รู้ขึ้นมานะ เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี่ฝึกให้มันมีรู้ก่อน

บางคนได้ยินหลวงพ่อพูด หลวงพ่อเล่าให้ฟังนะว่า ตอนหลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดุลย์ครั้งสุดท้าย สามสิบหกวันก่อนท่านมรณะภาพ หลวงปู่ดุลย์สอนหลวงพ่อ พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ ออกจากหลวงปู่ดุลย์นะ อีกวันไปหาหลวงพ่อพุธ หลวงพ่อพุธก็บอกท่านไปหาหลวงปู่ดุลย์มา หลวงปู่ดุลย์สอนอย่างเดียวกันนี้ บอก เจ้าคุณการปฏิบัติจะยากอะไร พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ สอนอย่างนี้ พอได้ยินอย่างนี้นะเลยพยายามทำลายผู้รู้ทั้งๆที่ผู้รู้ยังไม่มีเลย มีแต่ผู้หลงแต่หาทางทำลายผู้รู้ สติแตกสิ

ตอนนี้อย่าเพิ่งทำลายผู้รู้นะ ไม่ใช่เวลาทำลายผู้รู้ เอาไว้ให้ได้พระอนาคาก่อนแล้วค่อยพูดเรื่องทำลายผู้รู้ ตอนนี้เรายังไม่ได้ เราก็ยังไม่ทำลาย เราต้องมีผู้รู้ไว้ก่อน สังเกตมั้ยเดี๋ยวจิตก็รู้ เดี๋ยวจิตก็หลง เดี๋ยวจิตก็โลภ คอยรู้สึกไปเรื่อย รู้ัมันจะมีทีละแว้บ มีรู้อย่างนี้บ่อยๆ มีรู้ขึ้นมาเพื่อตัดตอนชีวิตให้ขาดเป็นช่วงๆ ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตตรงนี้รู้ เห็นมั้ยหลงต้องใหญ่หน่อย รู้ต้องนิดเดียว เป็นธรรมชาติอย่างนั้น ไม่ใช่ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตเดี๋ยวนี้รู้ ปัจจุบันไม่โตขนาดนี้ คำว่าปัจจุบันน่ะเล็กนิดเดียว ชิวิตที่รู้ลงมาคือชีวิตที่อยู่กับปัจจุบันได้ ขณะแว้บเดียวต่อหน้าเท่านั้น เล็กๆ ไม่มีรู้ยาวเท่านี้ (หลวงพ่อวาดมือ) รู้เที่ยงสิรู้อย่างนี้ รู้เที่ยงก็มิจฉาทิฐิ จริงๆรู้เกิดวับก็ดับ วับก็ดับ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๑๓
File: 520809A
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๕๙ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๑๗) เห็นไตรลักษณ์ของกายใจ นี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๑๗) เห็นไตรลักษณ์ของกายใจ นี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเรามีความเห็นว่า นี่ไม่ใช่ตัวเราหรอก ความทุกข์จะหายไป ความทุกข์จะหายไปเยอะเลย เราทุกข์เพราะอะไร ทุกวันนี้เราทุกข์เพราะเรารักกาย เราทุกข์เพราะเรารักจิตใจของเรา อยากให้มันดี อยากให้มันสุข อยากให้มันสงบ อยากโน้นอยากนี่ ทุกคราวที่ความอยากเกิด ความทุกข์จะเกิดเสมอ ความอยากใดๆเกิดขึ้น ความทุกข์เกิดขึ้นทุกที อยากขึ้นมาได้เพราะไม่รู้ความจริงว่ามันไม่ใช่เราหรอก มันคิดว่าเป็นเราจริงๆ ไปคิดว่าร่างกายเป็นตัวเรา ก็ไม่อยากให้มันแก่ ไม่อยากให้มันเจ็บ ไม่อยากให้มันตาย คิดว่าจิตใจนี้เป็นตัวเราจริงๆ ก็ไม่อยากพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ไม่อยากประสบกับสิ่งที่ไม่รัก เราอยากโน้นอยากนี้ ก็อยากจะสมหวังอย่างเดียว ไม่สมหวังก็กลุ้มใจทุกข์ใจ หนักเข้าไปอีก

เพราะฉะนั้นเรามาฝึกนะ เส้นทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริงเนี่ย ก็คือเส้นทางที่จะพัฒนาสติปัญญาของเราให้แก่กล้า ให้เห็นความจริงของสิ่งที่เรียกว่า”ตัวเรา” ถ้าเห็นได้ก็จะหมดความยึดถือในสิ่งที่เรียกว่า”ตัวเรา”ได้

พระพุทธเจ้าท่านสอนนะ ถ้าเรามีปัญญา เราเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร สังขารก็คือกายกับใจเรานี่เอง คือ ขันธ์ ๕ นี่เอง ถ้ามีปัญญาเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร จิตจะเบื่อหน่าย นี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์ ถ้าเห็นความเป็นทุกข์ของสังขาร คือของกายของใจ จิตจะเบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายมันก็จะไม่ยึดถือกายยึดถือใจ นี่คือเส้นทางของความบริสุทธิ์ ถ้าเราเห็นสังขารคือกายนี้ใจนี้นะ เป็นอนัตตา คือสิ่งที่ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา เราจะเบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายแล้วพระพุทธเจ้าบอกว่า นี่คือเส้นทางแห่งความบริสุทธิ์

เพราะฉะนั้นเส้นทางแห่งความบริสุทธิ์ ก็คือการที่เราสามารถเห็นกายนี้ใจนี้ หรือเห็นขันธ์ ๕ นี้ รูปนามนี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หาสาระแก่นสารไม่ได้ แล้วก็หมดความยึดถือ

550409.32m06-33m57

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๓๒ วินาทีที่ ๖ ถึง นาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๑๓) เมื่อล้างความเห็นว่ามีตัวมีตนได้ จะเป็นพระโสดาบัน

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๑๓) เมื่อล้างความเห็นว่ามีตัวมีตนได้ จะเป็นพระโสดาบัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเราไม่มีตัวเรานะ ลองเห็นขันธ์ ๕ มัน.. สิ่งที่เรียกว่าเรา.. เคยรู้สึกว่าเป็นตัวเรานั้น เอาเข้าจริงเป็นแค่ “ขันธ์” ที่มารวมกลุ่มกันอยู่แค่นั้นเอง แล้วเราก็ไปรู้สึกผิดว่าเป็นตัวเรา แต่พอขันธ์กระจายออกไปนะ ก็พบว่าไม่มีตัวเราแล้ว เหมือนจับรถยนต์ถอดเป็นชิ้นๆแล้วก็พบว่ารถยนต์หายไปแล้ว นี่เป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นวิธีที่แปลกมั้ย ไม่น่าเชื่อนะ คนตั้งสองสามพันปีก่อนสอนเรื่องอย่างนี้ ๒๖๐๐ ปีก่อน สอนเรื่องอย่างนี้ได้

เพราะฉะนั้นเรามาเรียนนะ มาเรียน ค่อยๆสังเกตลงไป ตัวเราเอง ถ้าหากเราเห็นความจริงถ่องแท้ ว่าร่างกายไม่ใช่เรา ความสุขความทุกข์ไม่ใช่เรา ความจำไม่ใช่เรา ความปรุงดีปรุงชั่ว เช่น โลภ โกรธ หลง อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่เรา จิตใจที่เป็นคนรู้ก็ไม่ใช่เรา ถ้าเราเห็นได้อย่างนี้นะ ตัวเราจะหายไป เมื่อไรเห็นว่าตัวเราไม่มี จะได้พระโสดาบัน

เคยได้ยินคำว่า “โสดาบัน” มั้ย เราวาดภาพโสดาบันคืออะไรก็ไม่รู้ที่ abstract มากเลยนะ สัมผัสไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ ฝันเลยว่าอีกแสนชาติก็ไม่ถึง ไม่ถึงแน่นอนเลยถ้าไม่รู้จักรูปไม่รู้จักนาม ไม่รู้จักแยกธาตุแยกขันธ์อย่างนี้ ถ้าแยกเป็นนะ ไม่ยากอะไร พระโสดาบันคือท่านผู้ล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน ท่านล้างความเห็นผิดได้ เพราะท่านแยกขันธ์ออกมาเป็นส่วนๆ และเห็นว่าแต่ละส่วนไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา

550409.28m24-29m56

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๒๘ วินาทีที่ ๒๔ ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๕๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๑) การเจริญปัญญาสำหรับสุกขวิปัสสโก

mp3 for download : อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๑) การเจริญปัญญาสำหรับสุกขวิปัสสโก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๑) การเจริญปัญญาสำหรับสุกขวิปัสสโก

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๑) การเจริญปัญญาสำหรับสุกขวิปัสสโก

หลวงพ่อปราโมทย์ : พอเรามีจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูแล้วนะ เราก็เห็นร่างกายหายใจไปเรื่อย ทำอานาปานสตินี่แหละ ไม่ต้องเข้าฌาน เข้าไม่เป็นก็ไม่ต้องกลุ้มใจ อุปจาระก็ยังไม่ได้ก็ไม่ต้องกลุ้มใจ เห็นร่างกายหายใจไปเรื่อยๆใจเป็นคนดู มันจะเห็นทันทีเลยว่า ร่างกายที่หายใจอยู่ไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายที่หายใจเข้าก็ไม่เที่ยง ร่างกายที่หายใจออกก็ไม่เที่ยง เห็นมั้ย เป็นอนิจจัง การหายใจเข้าก็ทนอยู่ได้ไม่นาน หายใจออกทนอยู่ได้ไม่นาน เป็นทุกขัง ร่างกายที่หายใจอยู่เป็นวัตถุธาตุ เป็นก้อนธาตุ เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เป็นแค่วัตถุธาตุเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เป็นแค่ก้อนธาตุ นี่ เห็นอย่างนี้เขาเรียกว่าเห็น “อนัตตา”

เห็นมั้ย ทำอานาปานสตินะ แล้วก็เห็นร่างกายแสดงไตรลักษณ์ นี่เดินปัญญาเลย พวกนี้ได้สุกขวิปัสสกะ เป็นพระอรหันต์ก็ไม่มีฤทธิ์มีเดชอะไรกับใครเขาหรอก ไม่มีของเล่น ต่างจากพวกที่ไปทางฌานโน้น แต่พวกที่ไปทางฌานบางคนก็ไม่มีของเล่น อภิญญาจิตไม่เกิด ต้องสร้างบารมีพิเศษนะ ตั้งใจอธิษฐานไว้ ทำบุญกับพระพุทธเจ้า ยิ่งหลายๆองค์ยิ่งดี ยิ่งขลัง เพราะฉะนั้นอย่างพวกเรา ถ้าบารมีน้อย อยากเล่นอภิญญา จิตหลอนเสียเป็นส่วนใหญ่ กิเลสหลอกเอาไป ไม่ใช่อภิญญาจริงหรอก

541106A.18m21-19m49

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: 42
File: 541106A.mp3
นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๒๑ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม

mp3 for download : เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม

เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าจิตตั้งมั่นจริง มันจะเห็นเลย ไอ้ที่เดินอยู่นี้ ร่างกายมันเดิน ไม่ใช่เราเดิน ที่นั่งอยู่นี้ร่างกายมันนั่งไม่ใช่เรานั่ง ที่นอนอยู่นี้ร่างกายมันนอนไม่ใช่เรานอน ที่ยืนร่างกายมันยืนไม่ใช่เรายืน มันเป็นของมันเอง ไอ้ที่โลภอยู่นะจิตมันโลภไม่ใช่เราโลภ ที่โกรธอยู่จิตมันโกรธไม่ใช่เราโกรธ ที่หลงอยู่จิตมันหลงไม่ใช่เราหลง เห็นอย่างนี้เลย

เห็นไปเรื่อยๆ เห็นแต่ว่ารูปธรรมนามธรรมเขาทำงาน ไม่ใช่เราทำงาน เวลาโกรธขึ้นมา ตอนนี้รู้สึกมั้ย เวลาโกรธมันจะเป็นเราโกรธ แต่พอเรามีสติรู้สึกมั้ย เราจะเห็นความโกรธอยู่ต่างหาก เราเป็นจิตเป็นคนดูอยู่ เห็นมั้ยความโกรธเป็นคนดูอยู่ ความโกรธมันเกิดขึ้น ความโกรธเป็นสภาวะอันหนึ่ง ไม่ใช่เราแล้วนะ นี่ค่อยๆแยกออกมา

พอฝึกไปแล้ว จะเห็นว่าตัวเราไม่มี มีแต่สภาวธรรมที่เป็นแต่รูปธรรมนามธรรมนะ ฝึกมากๆไป วันหนึ่งปัญญาพอนะ ก็เกิดอริยมรรคขึ้นมา จนเข้าถึงความบริสุทธิ์ก็ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนามนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึงบอก บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ไม่ได้ถึงความบริสุทธิ์ด้วยศีล ไม่ได้ถึงความบริสุทธิ์ด้วยสมาธินะ แต่ถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญา

ลำพังมีศีลนะ ก็บริสุทธิ์บ้าง สกปรกบ้าง มีสมาธิ เดี๋ยวสมาธิก็ยังเสื่อม ให้มีปัญญาเข้าใจ จิตมันเข้าใจนะ ไม่ใช่เราเข้าใจ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520426A.mp3
ลำดับที่ ๔
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พอขันธ์กระจายตัวออกไปเนี่ย ปัญญามันจะเกิดได้

mp3 for download : พอขันธ์กระจายตัวออกไปเนี่ย ปัญญามันจะเกิดได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

พอขันธ์กระจายตัวออกไปเนี่ย ปัญญามันจะเกิดได้

พอขันธ์กระจายตัวออกไปเนี่ย ปัญญามันจะเกิดได้

หลวงพ่อปราโมทย์ : สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในใจทั้งสิ้น มิใช่จิตหรอก ราคะไม่ใช่จิตนะ เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต โทสะก็ไม่ใช่จิต เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต โมหะก็ไม่ใช่จิตอีก เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา ปัญญา เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่จิตทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต เรียกว่า “สังขาร”

สิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิตมีสองอัน มีเวทนากับสังขาร สัญญานี้เป็นตัวแปลความหมาย ไม่ต้องเรียนเยอะ เรียนเยอะแล้วเดี๋ยวเวียนหัว ถึงสัญญานี้พร้อมจะเพี้ยนแล้ว เพราะจริงๆขณะนี้ พูดตรงๆนะ พวกเรามีสัญญาวิปลาส ไม่ได้แปลว่าบ้านะ สัญญาวิปลาสคือการหมายรู้ผิดๆ จิตวิปลาสคิดผิดๆ สัญญาวิปลาสหมายรู้ผิดๆ ทิฏฐิวิปลาสมีความเห็นผิดๆ พวกเรามีวิปลาสเยอะแยะเลย หลายอย่าง ตอนนี้ยังดูยาก เพราะฉะนั้นค่อยๆหัดดูของจริง หัดเจริญสติ หัดภาวนาไปนะ วันหนึ่งหายวิปลาสได้ หายบ้าได้ ความเห็นก็เห็นถูก ความคิดก็คิดถูก การหมายรู้ ก็หมายรู้ถูกๆ จะถูกขึ้นมา ค่อยฝึกเอา

เพราะฉะนั้นตอนนี้ สิ่งที่เราต้องหัดรู้อันแรกเลย ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง เวทนา ความสุขความทุกข์ในกาย ความสุขความทุกข์ ความเฉยๆในใจ อันนี้อยู่อีกกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า “เวทนา” ความปรุงดี ความปรุงชั่ว ความปรุงกลางๆไม่ดีไม่ชั่ว อันนี้เกิดขึ้นที่ใจเรียกว่า “สังขาร” เป็นสามอันแล้วนะ มีรูป มีเวทนา มีสังขาร มีจิตเป็นคนรู้คนดู ฝึกให้ได้อย่างนี้นะ

พอขันธ์กระจายตัวออกไป ปัญญามันจะเกิดได้ ถ้าขันธ์มันมารวมตัวกัน มันรวมเป็นกลุ่มเป็นก้อน มันจะรู้สึกว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ แต่ถ้าขันธ์นี้แยกตัวออกไป กระจายออกไป มันจะเห็นรูปที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่นี้ไม่มีเรา ตัวที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่นี้ไม่ใช่เราแล้ว เหมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่งเคลื่อนไหว ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เห็นทันทีเลย

เห็นได้เพราะอะไร? อันที่หนึ่ง สติระลึกรู้รูปที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ มีสติระลึกรู้รูปนี้ ถ้าใจลอยจะเห็นไม่ได้ ใจลอยก็ลืมกายลืมใจ เพราะฉะนั้นอันที่หนึ่ง มีสติรู้รูปที่กำลังเคลื่อนไหว อันที่สอง ใจนั้นมีสัมมาสมาธิ มีความตั้งมั่น เป็นผู้รู้ผู้ดู ใจมันอยู่ต่างหาก มันแยกออกมาอยู่ต่างหาก เป็นแค่คนดู มันจะเห็นว่าตัวที่เคลื่อนไหวอยู่นี้ ไม่ใช่เราเลย เป็นสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้นเอง สิ่งใดถูกรู้ สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวเรา

พวกเราเห็นไหม พัดนี้ถูกพวกเรารู้อยู่ รู้สึกไหม? มีใครเห็นพัดเป็นตัวเรา มีไหม? ไม่มีนะ ยกเว้นคนชื่อพัชนะ ถามว่าพัดเป็นเราไหม พัชเป็นเราค่ะ

ดูลงไปเรื่อยๆนะ ในที่สุดจะเห็นเลย รูปที่เคลื่อนไหวอยู่ รูปที่หยุดนิ่งอยู่ รูปที่หายใจ รูปที่ยืนเดินนั่งนอนอยู่ ไม่ใช่ตัวเราหรอก ไม่ใช่คนด้วย เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ดูอย่างนี้

ดูความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์เกิดขึ้น ความสุขเกิดขึ้นมา ใครเห็นความสุขเป็นเราก็เพี้ยนแล้ว ความปวดขาเกิดขึ้น ใครเห็นความปวดเป็นเราก็เพี้ยนแล้ว ไม่เป็นหรอก ดูง่ายนะ จะเห็นว่าไม่ใช่เรา

ตัวที่เหนียวแน่นที่สุดว่าเป็นเราคือจิตนะ เหนียวแน่นอันดับสองที่ว่าเป็นเราคือกาย คือตัวรูป ส่วนตัวที่เหลือนี่เป็นตัวที่ดูง่ายว่าไม่ใช่เรา แต่ว่าดูตัวมันยากนะ มันละเอียด


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
ลำดับที่ ๗
File: 530606A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๗ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๑๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หัดเดินปัญญาด้วยการแยกกายใจ

หัดเดินปัญญาด้วยการแยกกายใจ

หัดเดินปัญญาด้วยการแยกกายใจ

mp3 (for download) : หัดเดินปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถัดจากนั้นถ้าอยากเดินปัญญานะ อย่ารู้ตัวอยู่เฉยๆ บางคนรู้ตัวอยู่เฉยๆ นะ รู้สึกไปๆ ถ้ามีของเก่ามีบารมีมานี่ พอรู้ตัวอยู่เฉยๆ บางทีมันเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา รูปนี้ไม่ใช่เรา เป็นก้อนอะไรก้อนหนึ่ง ถ้าเรียกโดยภาษาปรมัตถ์ภาษาปริยัติเรียก ‘รูป’ เป็นอารมณ์ปรมัตถ์ที่เราไปเห็นเข้า ไม่ใช่เรา หรือบางทีก็ไปเห็นนามธรรมต่างๆ เห็นเวทนาผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นสังขารที่เป็นกุศลอกุศลผ่านมาแล้วผ่านไป เห็นจิตวิ่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่บางคนพอหัดรู้สึกตัวขึ้นมาเฉยๆ นะ เขาเห็นอย่างนี้ได้แล้ว พวกนี้เคยมีของเก่าของเขา เขาทำมาแล้ว มันง่ายที่เขาจะกลับมาเห็นสภาวธรรมแยกกันเป็นส่วนๆ แล้วก็เห็นแต่ละส่วนนั้นไม่มีตัวเรา

อย่างพวกเราหลายคนที่ภาวนาๆ บางทีแปรงฟันอยู่ หรืออาบน้ำอยู่ ถูสบู่อยู่ รู้สึกตัวปั๊บขึ้นมา ไอ้นี่ไม่ใช่เราแล้ว เป็นท่อนๆ อะไร นี่ พวกนี้พวกมีของเก่าทำมาดี แต่ถ้ามีแต่ของเก่าแล้วไม่ทำต่อก็ไปไม่รอดนะ ถ้าของเก่าดีจริงแล้วก็บรรลุมรรคผลไปแล้ว ที่ยังไม่บรรลุเพราะว่าของเก่ายังไม่พอ ต้องทำอีก

ที่นี้บางคนมันรู้ตัวขึ้นมาเฉยๆ แล้วมันไม่ยอมเดินปัญญาต่อ มันไม่ยอมแยกรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายต่อไป มันรู้ตัวสว่าง โล่ง ว่างอยู่เฉยๆ พวกนี้ต้องช่วยมันหน่อย ช่วยมันหน่อยนะ พยายามหัดแยกกายแยกใจไปเรื่อย เช่น เบื้องต้นนะ นั่งไป นั่งสมาธิเข้า นั่งหายใจไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ ดูไปที่ร่างกายนะ ร่างกายที่หายใจออก ร่างกายที่หายใจเข้า ใครเป็นคนดู จิตเป็นคนดู ค่อยๆ ฝึกอย่างนี้นะ ร่างกายนี้หายใจอยู่นะ จิตเป็นคนดู ร่างกายนี้พอง ร่างกายนี้ยุบ จิตเป็นคนดู หรือไปเดินจงกรม บางคนชอบเดินจงกรมก็เดินไป แล้วก็เห็นร่างกายมันเดินนะ จิตเป็นคนดู ค่อยๆ หัดแยกมัน

เบื้องต้นก็ช่วยมันคิดนิดหน่อยก่อนได้นะ อย่าคิดเยอะ คิดมากฟุ้งซ่าน ทีนี้พอมันแยกแล้วมันจะเห็นกายอยู่ส่วนหนึ่ง ใจอยู่ส่วนหนึ่ง ตอนนี้คนที่เรียนกับหลวงพ่อแล้วแยกตัวนี้นับจำนวนไม่ถ้วนแล้วนะ ที่กายกับใจมันแยกออกจากกัน มันจะเห็นเลย ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเราแล้ว ปัญญามันจะเกิดแล้ว พอกายกับจิตแยกจากกันปุ๊บ มันจะเห็นว่าร่างกายนี้เป็นแค่สิ่งที่จิตไปรู้เข้า เหมือนพัดอันนี้เป็นแค่สิ่งที่จิตไปรู้เข้า มันไม่ใช่ตัวเราแล้ว อะไรที่มันถูกรู้ถูกดูไม่ใช่เราแล้ว อย่างเราไปมองพระจันทร์ พระจันทร์ถูกรู้ถูกดูไม่ใช่เรา มันเห็นร่างกายนี้เหมือนเราเห็นพระจันทร์นี่เอง เหมือนเห็นก้อนหินก้อนหนึ่ง มันไม่ใช่เราแล้ว นี่มันจะเดินปัญญาได้

หรือเรานั่งไปเรื่อยนะ นั่งไปเรื่อย ที่แรกก็นั่งสบาย ต่อมาความปวดเมื่อยแทรกเข้ามา เรามีสติรู้ทันนะ โอ้ มันปวดมันเมื่อยขึ้นมาแล้ว เห็นเลยความปวดความเมื่อยเป็นสิ่งที่แทรกเข้ามาในร่างกาย แต่เดิมมันไม่ปวดไม่เมื่อยนะ นั่งไปๆ ความปวดความเมื่อยแทรกเข้ามา เพราะฉะนั้นร่างกายกับความปวดเมื่อยนี่คนละอันกัน นี่ช่วยมันดูอย่างนี้นะ

สำหรับคนที่จิตมันไม่ดูเองนะ ถ้าคนที่จิตมันดูเองก็ดูไปได้เลย แค่รู้ตัวขึ้นมาก็เห็นขันธ์มันกระจายตัวออกไปแล้ว พวกนี้บารมีเขามี ถ้าของคนไหนไม่มีก็ช่วยมัน นั่งไป นั่งดูไป หรือเดินไป ดูกายอยู่ส่วนหนึ่งจิตอยู่ส่วนหนึ่ง เดินไปเรื่อยๆ นั่งไปเรื่อยๆ มันปวดมันเมื่อยก็เห็นความปวดเมื่อยอยู่อันหนึ่งนะ กายก็อีกอันหนึ่ง จิตก็อีกอันหนึ่ง นี่แยกได้สามขันธ์แล้วนะ

ดูต่อไปอีก พอมันปวดมากๆ เข้า ใจชักทุรนทุรายแล้ว ชักเป็นห่วง โอ นั่งนานแล้ว ปวดมากแล้ว เดี๋ยวจะเป็นอัมพาตไหม ยังไม่เคยมีใครนั่งสมาธิแล้วเป็นอัมพาตนะ ตามสถิติ ไม่มีหรอก มีแต่นั่งแล้วลุกไม่ขึ้น ขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน บางคนนั่งมากๆ นะ แล้วกระดิกไม่ได้ ตัวแข็ง แล้วบอกนั่งแล้วเกิดศีล หลวงพ่อเคยเจอนะคนหนึ่งบอกนั่งสมาธิแล้วมีศีล บอกนั่งสมาธิยังไงแล้วมีศีล มันกลายเป็นก้อนหิน ศีล คือ ศิลา

นี่ดูไปนะ พอมันปวดมากๆ นะ ใจมันทุรนทุราย โทสะเกิดแล้ว กังวลใจเกิดขึ้นมาแล้วนี่ รู้ทันลงไปนะ ความกังวลใจหรือความหงุดหงิดใจที่ร่างกายมันปวดมากๆ นี่ เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่ความปวดนะ แทรกเข้ามาทีหลัง ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่งนะ ความรู้สึกปวดอยู่ส่วนหนึ่งนะ ความทุรนทุรายของจิตใจอยู่อีกส่วนหนึ่ง เป็นคนละอันกัน ค่อยดูไป ความทุรนทุรายก็ไม่ใช่จิตนะ จิตเป็นคนไปรู้ความทุรนทุราย เห็นไหม แยกอย่างนี้นะ แยกขันธ์ออกไปได้เยอะแยะแล้ว

ถัดจากนั้นต่อไปพอแยกชำนาญนะ ต่อไปไม่ได้จงใจแยกเลยมันจะเห็นเลย เวลาเดินจงกรมหรือเวลาเดินไปธุระ เดินไปขึ้นรถเมล์ ทุกก้าวที่เดินมันจะเห็นรูปที่เคลื่อนไหว ไม่มีคำว่าร่างกายอีกต่อไปแล้ว มันจะเห็นก้อนอะไรก้อนหนึ่งที่เคลื่อนไหว ที่ไม่ใช่เราแล้ว ความสุขความทุกข์ที่เกิดขึ้นก็เห็นชัดเลย ไม่ว่าความสุขความทุกข์จะเกิดที่กายหรือเกิดที่จิตนะ ก็ไม่ใช่เรา เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา กุศลอกุศลที่เกิดที่จิต ก็เป็นของแปลกปลอมขึ้นมา ไม่ใช่เราอีก ตัวจิตเองก็เกิดดับ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้หลงไป เดี๋ยวเป็นผู้รู้เดี๋ยวเป็นผู้ไปเพ่ง หมุนเวียนไป เดี๋ยววิ่งไปที่ตา เดี๋ยววิ่งไปที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ มันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเลย ไม่มีอะไรที่คงที่เลย

นี่เราดูไปเรื่อยนะ เราจะเกิดปัญญาเห็นความจริงเลย ทุกอย่างมันไม่เที่ยงนะ ทุกอย่างมันทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ ทุกอย่างมันไม่ใช่ตัวตนถาวร เป็นสิ่งที่มีชั่วคราวแล้วก็หายไปหมด นี่เรียกว่าตัวปัญญาแล้ว

เพราะฉะนั้นเราหัดภาวนานะ รักษาศีลไว้ ฝึกใจให้ตั้งมั่นมีสติ ดูจิตไป เกิดศีล เกิดใจที่ตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว บางคนก็แยกขันธ์ได้อัตโนมัติ บางคนแยกไม่ได้ก็ช่วยมันแยกอย่างที่บอกนี่แหละ ต่อไปก็จะแยกทั้งวันเลย

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่  ๓๓
File: 521227
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๕๘ ถึงนาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๕๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

โมหะสมาธิ

mp3 (for download) : โมหะสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: ก็ มีโมหะครับ ข้างในใจมีดิ้น กุ๊กกิ๊กๆอยู่

หลวงพ่อปราโมทย์: ดูสิ มันแข็งป๊อกเลย รู้สึกมั้ย

โยม: ครับ

หลวงพ่อปราโมทย์: มันเครียด ระวังเป็นโรคจิตนะ

(เสียงโยมหัวเราะ)

หลวงพ่อปราโมทย์: ไม่ใช่จิตแพทย์ไม่เป็นโรคจิตนะ ไปเค้นจิตเข้ามากๆเดี๋ยวเป็นโรคจิตแล้วจะมาโทษกันไม่ได้ ต้องปล่อยมัน ปล่อยแล้วก็รู้ ปล่อยแล้วก็รู้ไป

โยม: ช่วง สามสี่วันที่ผ่านมา ก็ ลองนั่งสมาธิแบบดูลมหายใจ ที่นี้ ปรากฎว่า รู้สึก ใจมันเข้าไปคลุกกับลมมาก แล้วก็…

หลวงพ่อปราโมทย์: ให้รู้ทันสิว่าใจไหลไปรวมที่ลม

โยม: แต่ คือ ตอนที่นั่งตอนนั้นมันไม่รู้ครับ แต่ออกมา มันรู้ว่าใจมันนิ่งผิดปกติไป

หลวงพ่อปราโมทย์: ก็ให้รู้ ก็ต้องรู้ทันตั้งแต่แรกนะ พอลมหายไป ก็เหลือแต่ใจอันเดียว เพราะโลกธาตุดับไปเลย เหลือแต่ใจอันเดียว ไม่ขาดสตินะ คนโบราณ หลวงปู่เทสก์บอก เขาฉลาดนะ เขาเรียกว่าลมหายใจ พอลมหายแล้วถึงใจเลย เราก็คอยรู้เอา เริ่มต้นภาวนาอย่าบังคับตัวเอง

ส่วนมากผู้ปฏิบัตินะ เริ่มต้นด้วยการบังคับตนเอง อยากปฏิบัติก่อน อยากปฏิบัติแล้วก็ลงมือปฏิบัติ สิ่งที่ทำก็คือการบังคับตัวเอง อันนี้อยู่ในอรรถกถาสอนไว้นะ น่าฟัง ทันทีที่ลงมือปฏิบัติเรียกว่าการปรุงแต่งฝ่ายกุศล ปรุงแต่งฝ่ายกุศล กับอัตตกิลมถานุโยค อันเดียวกัน บังคับตัวเอง

เราไม่ได้ปรุงกุศล ไม่ได้ปรุงอกุศล แต่จิตมันปรุงกุศลบ้าง ปรุงอกุศลบ้าง เราตามดูมันไปตามดูไปจะเห็นเลย เดี๋ยวจิตก็ปรุงกุศล เดี๋ยวจิตก็ปรุงอกุศล จิตมันปรุงของมันเองไม่มีเราปรุง นะ ต้องรู้อย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นภาวนาอย่าให้เสียหลัก ต้องดูให้ได้ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา ดูมันตรงนี้ไม่ไปดูที่อื่นไม่ใช่ไปนั่งรู้ลมหายใจแล้วก็เคลิ้มๆอยู่กับลม ไม่เห็นตรงไหนเลยว่าไม่ใช่เรา มีแต่โง่ๆขาดสติไป เรียกสมาธิหัวตอ สมาธิโง่ๆ ครูบาอาจารย์วัดป่าเรียก โมหะสมาธิ หรือไม่ก็นั่งเยิ้มๆ เยิ้มๆ ทำได้หลายแบบนะ นั่งแล้วเยิ้ม ดูเป็นมั้ย พวกที่มีตาข้างในก็จะดูได้ ทำเยิ้มๆ มีความสุข เหมือนคนติดยา นี่เป็นสมาธิที่เจือด้วยโลภะ ด้วยราคะ สมาธิเจือด้วยกิเลสใช้ไม่ได้ ต้องสมาธิที่ประกอบด้วยสติ จึงจะใช้ได้

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
File: 510415B.mp3
Time: ตั้งแต่นาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๕ ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๔๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่