กลับสู่หน้าหลัก

ธรรมที่ยังอชิตมาณพให้บรรลุพระอรหันต์ 

โดยคุณ สันตินันท์ วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 04:11:54

ท่านพระอชิตะ เป็นหนึ่งในพระอสีติมหาสาวก 
คือพระสาวกชั้นแนวหน้าของพระพุทธเจ้า 
ที่เป็นกำลังหลักในการเผยแผ่พระศาสนาองค์หนึ่ง 
เดิมท่านเป็นหนึ่งใน 16 ศิษย์เอกของพราหมณ์พาวรี 
(พราหมณ์พาวรีเป็นอดีตข้าราชสำนักของพระเจ้าปเสนทิ 
ได้ลาออกจากราชการ ไปตั้งสำนักอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโคธาวรี 
ใกล้พรมแดนแห่งแคว้นอัสสกะและแคว้นมุฬกะ) 
เรื่องราวของท่านองค์นี้ ชาวไทยเราไม่ค่อยรู้จัก
เรื่องราวของท่านน่าอัศจรรย์ 
นับตั้งแต่มูลเหตุของการเดินทางไปกราบพระศาสดา 
การทดสอบพระศาสดา การทูลถามปัญหา 
ตลอดจนการที่บริขารฤาษีที่ครองอยู่หายไป 
และเกิดผ้ากาสายะพร้อมบริขารขึ้นแทน 
พร้อมๆ กับการบรรลุพระอรหันต์ 

เชิญพวกเรามาทำความรู้จักกับท่านได้เลยครับ 

*************************************** 
เรียบเรียงจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ 
ขุททกนิกาย  ปรายนวรรคที่ ๕ 

ท่านพระอชิตะพร้อมด้วยศิษย์น้องของท่านรวม 16 รูป 
ไปพบพระศาสดาตามคำสั่งของพราหมณ์พาวรี 
และเหตุที่พราหมณ์พาวรีสั่งให้ศิษย์ไปพบพระศาสดา 
ก็สืบเนื่องจากมีพราหมณ์โสโครกผู้หนึ่ง 
สาปแช่งให้พราหมณ์พาวรีศีรษะแตกตาย 
ท่านผู้เฒ่าซึ่งมีวัยถึง 120 ปี ท่านกลัวอายุสั้น จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ 
จนเทวดาต้องมาแนะนำให้พราหมณ์พาวรี ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า 
ศีรษะคืออะไร และธรรมใดจะทำให้ศีรษะตกไป 

พราหมณ์พาวรีได้ยินคำว่าพระพุทธเจ้าก็เกิดปีติอย่างแรงกล้า 
แต่แทนที่จะรีบไปเฝ้าพระศาสดา ด้วยตนเอง 
ท่านกลับสั่งศิษย์ทั้ง 16 คนให้รีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแทน 
ในพระไตรปิฎกไม่ได้ระบุเหตุผลที่ท่านไม่ไปเอง 
แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่า เพราะท่านชราภาพมาก 
เกินกว่าจะเดินทางไปเฝ้าพระศาสดาด้วยตนเองได้ 

ก่อนออกเดินทาง กลุ่มสานุศิษย์อันมีท่านอชิตะเป็นผู้นำ 
ได้แสดงความรอบคอบโดยถามอาจารย์ว่า 
แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าใครเป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริง 
อาจารย์ก็แนะให้ดูมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ 
และที่แสบกว่านั้น พาวรีพราหมณ์สอนศิษย์ว่า 
         ท่านทั้งหลายจงถามถึงชาติ โคตร ลักษณะ มนต์ 
         และศิษย์เหล่าอื่นอีก(ของพราหมณ์พาวรี) 
         และถามถึงศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไปด้วยใจเทียว 
         ถ้าว่าท่านนั้นจักเป็นพระพุทธเจ้า 
         ผู้ทรงเห็นธรรมอันหาเครื่องกางกั้นมิได้ไซร้ 
         จักวิสัชนาปัญหาอันท่านทั้งหลาย ถามด้วยใจ
 

คณะศิษย์ทั้ง 16 คนของพราหมณ์พาวรี เดินทางรอนแรมเที่ยวแสวงหาพระพุทธเจ้า 
มีคำบรรยายอย่างเห็นภาพพจน์ในพระไตรปิฎกว่า 
         มุ่งไปยังที่ตั้งแห่งแว่นแคว้นมุฬกะ เมืองมาหิสสติ ในคราวนั้น 
          เมืองอุชเชนี เมืองโคนัทธะ เมืองเวทิสะ เมืองวนนคร เมืองโกสัมพี 
         เมืองสาเกต เมืองสาวัตถีอันเป็นเมืองอุดม เมืองเสตพยะ เมืองกบิลพัสดุ์ 
         เมืองกุสินารามันทิรสถาน (เมืองมันทิระ) เมืองปาวาโภคนคร 
         เมืองเวสาลี เมืองราชคฤห์ และปาสาณกเจดียอันเป็นรมณียสถานที่น่ารื่นรมย์ใจ 
         พราหมณ์มาณพทั้งหลายพากัน ยินดีได้รีบด่วนขึ้นสู่เจติยบรรพต 
         เหมือนบุคคลผู้กระหายน้ำ ยินดีน้ำเย็น เหมือนพ่อค้ายินดีลาภใหญ่ 
          และเหมือนบุคคล ถูกความร้อนแผดเผายินดีร่มเงา ฉะนั้น
 

เป็นใครก็ต้องยินดีละครับ 
หากต้องเดินทางตระเวนหาพระพุทธเจ้ายืดเยื้อยาวนานขนาดนั้น 
 
**************************************** 

ท่านอชิตะเมื่อเห็นพระพุทธเจ้า พิจารณามหาปุริสลักษณะแล้ว 
ทูลถามปัญหาในใจเกี่ยวกับตัวพราหมณ์พาวรี 
พระศาสดาก็ทรงอธิบายชาติกำเนิด ความรู้ความสามารถ 
และเรื่องเกี่ยวกับพราหมณ์พาวรีออกมา 
อชิตมาณพจึงทูลถามในใจ ต่อไปว่า 
         ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ท่านพราหมณ์พาวรีถามถึง 
         ธรรมเป็นศีรษะ และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป 
         ขอพระองค์ตรัสพยากรณ์ข้อนั้นกำจัดความสงสัย 
         ของพวกข้าพระองค์ผู้เป็นฤาษี เสียเถิด ฯ 
         พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า 
         ท่านจงรู้เถิดว่า อวิชชาชื่อว่าธรรมเป็นศีรษะ 
         วิชชาประกอบด้วยศรัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ 
         ชื่อว่าเป็นธรรมเครื่องให้ศีรษะตกไป
 

ท่านอชิตตะได้ฟังแล้วก็สิ้นสงสัย และหมดภาระที่อาจารย์มอบหมาย 
จึงลงกราบพระศาสดา ทูลว่า อาจารย์พาวรีและศิษย์ขอถวายอภิวาทพระศาสดา 
จากนั้นพระพุทธเจ้าก็ประทานวโรกาสให้คณะศิษย์ทั้ง 16 คน ทูลถามปัญหาต่างๆ ได้ 

ธรรมที่ศิษย์ท่านพาวรีทูลถาม และพระพุทธเจ้าทรงตอบนั้น 
ในพระไตรปิฎกยืนยันว่า
เพียงธรรมที่พระศาสดาประทานแก่ท่านใดท่านหนึ่ง  ใน 16 ท่าน
ก็เพียงพอแล้วสำหรับการปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหัตตผล 
ดังข้อความในพระสูตรระบุว่า
 
[๔๔๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปาสาณเจดีย์ในมคธชนบท 
        ได้ตรัสปารายนสูตรนี้   อันพราหมณ์มาณพ ๑๖ คน 
        ผู้เป็นบริวารของพราหมณ์พาวรี ทูลอาราธนาแล้ว 
       ได้ตรัสพยากรณ์ปัญหา 
        แม้หากว่าการกบุคคลรู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรมแห่งปัญหาหนึ่งๆ 
         แล้วพึงปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมไซร้ 
         การกบุคคลนั้น ก็พึงถึงฝั่งโน้นแห่งชราและมรณะได้แน่แท้
 

ดังนั้น หากมีโอกาส พวกเราก็น่าจะลองศึกษาธรรมเหล่านี้ดูบ้าง 
แล้วจะตอบตนเองได้ว่า เหตุใด ธรรมเพียงบทเดียวจึงนำทางข้ามภพข้ามชาติได้ 
ในที่นี้ ผมจะยกตัวอย่างธรรมที่ทรงสอนท่านอชิตะ มาให้พวกเราชื่นชมกัน 

*************************************** 

คำถามที่ 1
[๔๒๕] อชิตมาณพทูลถามปัญหาว่า 
         โลกคือหมู่สัตว์อันอะไรหุ้มห่อไว้ 
         โลกย่อมไม่แจ่มแจ้งเพราะอะไร 
        พระองค์ตรัสอะไรว่า เป็นเครื่องฉาบทาโลกไว้ 
        อะไรเป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น ฯ
 
         พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า 
        ดูกรอชิตะโลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ 
        โลกไม่แจ่มแจ้งเพราะความตระหนี่(เพราะความประมาท) 
        เรากล่าวตัณหา ว่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกไว้ 
        ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น ฯ
 

เพียงเริ่มถาม ท่านอชิตะก็ชกเข้าเป้าเลย 
คือท่านถามถึงสิ่งที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายติดข้องอยู่ในโลก 
และถามถึงผลที่สัตว์ติดข้องอยู่ในโลก 
คำถามนี้แสดงความเป็นปราชญ์ของท่านโดยแท้ 
เพียงคำถามแรก ก็ครอบคลุมอริยสัจจ์ไป 2 ข้อแล้ว 

คำว่าโลกในทางพระพุทธศาสนานั้น หมายถึงหมู่สัตว์ในทุกภพภูมิ 
สัตว์ทั้งหลายล้วนแต่ถูกอวิชชาห่อหุ้มแทรกซึมอยู่เป็นเนื้อเดียวกับจิต 

หมู่สัตว์ไม่สามารถทำให้แจ้งในสัจจธรรมได้ 
ก็เพราะความหวงแหนยึดถือในสิ่งทั้งปวง 
เช่นหวงแหนในกามสุข หวงแหนในขันธ์ 5 อัตตาตัวตน 
และนอนใจอยู่กับสิ่งเหล่านี้ด้วยความประมาทว่า ไม่เห็นจะเป็นพิษภัยใดๆ เลย 
สัตว์ตายเพราะเหยื่อ คนเราก็ตายเพราะเหยื่อเหมือนกัน 
และสิ่งที่ย้อม หรือฉาบทา เคลือบคลุมเหยื่อให้หอมหวาน 
ก็คือตัณหาหรือความทะยานอยากของจิต 

คำถามที่ 2
      อ. กระแสทั้งหลายย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง อะไรเป็น 
         เครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย ขอพระองค์จงตรัสบอกเครื่องกั้น 
         กระแสทั้งหลาย กระแสทั้งหลายอันบัณฑิตย่อมปิดได้ด้วย 
         ธรรมอะไร ฯ
 
      พ. ดูกรอชิตะ สติเป็นเครื่องกั้นกระแสในโลก เรากล่าวสติว่า 
         เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านั้นอันบัณฑิต 
         ย่อมปิดได้ด้วยปัญญา ฯ
 

เมื่อท่านทูลถามถึงทุกข์และสมุทัยแล้ว
ท่านก็ไม่กล่าวถึงทุกข์และสมุทัยอีก แต่มากล่าวถึงกระแส
นักดูจิตทั้งหลายนึกภาพ กระแส ออกไหมครับ
ในที่นี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบแล้วว่า สติเป็นเครื่องกั้นกระแส
ก็แล้วตัวกระแสล่ะ คืออะไร

คำถามที่ 3 
          อ. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ 
         ปัญญา สติ และนามรูป  ธรรมทั้งหมดนี้ย่อมดับไป ณ ที่ไหน  
         พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว 
         ขอจงตรัสบอกปัญหาข้อนี้แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ
 
        พ. ดูกรอชิตะ เราจะบอกปัญหาที่ท่านได้ถามแล้วแก่ท่าน  
         นามและรูปย่อมดับไปไม่มีส่วนเหลือ ณ ที่ใด 
         สติและปัญญาย่อมดับไป ณ ที่นั้น
          เพราะความดับแห่งวิญญาณ ฯ
 

ตรงนี้ นักปฏิบัติลองพิจารณาดูนะครับ ฝากเป็นการบ้านไว้อีกจุดหนึ่ง
บอกใบ้ก็ได้ว่า เป็นเรื่องในส่วนของนิโรธแล้วครับ

คำถามที่ 4
        อ. ชนเหล่าใดผู้มีธรรมอันพิจารณาเห็นแล้ว  
         และชนเหล่าใดผู้ยังต้องศึกษาอยู่เป็นอันมากมีอยู่ในโลกนี้ 
         ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์ผู้มีปัญญารักษาตน อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว 
        ขอจงตรัสบอกความเป็นไปของชนเหล่านั้นแก่ข้าพระองค์เถิด ฯ
 
      พ. ภิกษุไม่กำหนัดยินดีในกามทั้งหลาย  
         มีใจไม่ขุ่นมัว ฉลาดในธรรมทั้งปวง 
         มีสติ พึงเว้นรอบ ฯ
 

คำถามสุดท้าย ท่านถามถึงความเป็นไปของผู้เห็นธรรมแล้ว และผู้ยังต้องศึกษาอยู่อีก
บุคคล 2 ประเภทนี้ก็คือภิกษุทั้งหลายนั่นเอง
บางท่านก็เห็นแล้ว บางท่านกำลังศึกษาอยู่
ความเป็นไป หรือทางดำเนินของท่านเหล่านี้ก็คือ
ความไม่ยินดีในกาม ละบาป ทำกุศลให้ถึงพร้อม 
มีสติ และก้าวพ้นโดยสิ้นเชิงจากอุปาทานขันธ์

คำถามสุดท้ายนี้ มีลักษณะเป็นการถามถึง มรรค นั่นเอง
และผลของการถามปัญหา 4 ข้อนี้ก็คือ

[๙๙] พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา 
ธรรมจักษุ (โสดาปัตติมรรค) ปราศจากธุลี  ปราศจากมลทิน 
เกิดขึ้นแล้วแก่เทวดาและมนุษย์หลายพัน 
(ผู้มีฉันทะร่วมกัน มีประโยคร่วมกัน  มีความประสงค์ร่วมกัน 
มีความอบรมวาสนาร่วมกัน กับอชิตพราหมณ์)
นั้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี  ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา 
สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา.


และจิตของอชิตพราหมณ์  นั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.
หนังเสือ ชฎา ผ้าคากรอง ไม้เท้า ลักจั่นน้ำ ผม และหนวดของอชิตพราหมณ์หายไปแล้ว 
พร้อมด้วยการบรรลุอรหัต. 
อชิตพราหมณ์นั้น เป็นภิกษุครองผ้ากาสายะเป็นบริขาร 
ทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร เพราะการปฏิบัติตามประโยชน์ 
นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาค ประกาศว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์ 
ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้.


เรื่องของพระอชิตะยังมีอีกบ้างครับ 
และการวิเคราะห์วิจัยธรรมในเรื่องนี้ 
ผมก็ทำไว้น้อยกว่าเรื่องพระอนุรุทธะและพระอานนท์
เพราะไม่มีเวลาพอครับ ประเดี๋ยวก็จะต้องไปต่างจังหวัดแล้ว
ก็ฝากให้พวกเราลองพิจารณาธรรมกันเอาเองครับ
เพราะพวกเราที่มีความรู้ความเข้าใจธรรมลึกซึ้ง 
ก็มีอยู่หลายท่านด้วยกัน

กลุ่มวิมุตติ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะ ห้าม ไม่ให้มีการคัดลอกข้อความบางส่วนหรือทั้งหมด ไปใช้ใน webboard หรือ กระดานข่าวอื่นโดยมิได้รับ อนุญาตอย่างเป็นทางการ จากทางกลุ่มวิมุตติในทุกกรณี

ความเห็นที่ 1 โดยคุณ พัลวัน วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 04:26:32

สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 2 โดยคุณ พัลวัน วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 11:08:38

สติเป็นเครื่องกั้นกระแส
กระแสเหล่านั้นปิดได้ด้วยปัญญา

สาธุในธรรมอันองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว

_/|\_ สาธุ
_/|\_ สาธุ
_/|\_ สาธุ


โดยคุณ พัลวัน วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 11:08:38

ความเห็นที่ 3 โดยคุณ มะขามป้อม วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 13:15:16

สาธุในธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าครับ

ในปัญหาข้อ ๒ คำว่ากระแสคงจะหมายถึงกระแสปฏิจจสมุปบาท
หรือว่าวัฏสงสาร เวียนว่ายตายเกิดครับ
ในข้อ ๓ ก็เป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับ (นิโรธวาร) ครับ

สั้นๆ ก่อนครับรอฟังอรรถาธิบายของท่านอื่นๆ อีก


โดยคุณ มะขามป้อม วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 13:15:16

ความเห็นที่ 4 โดยคุณ โยคาวจร วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 16:04:12

(๏) สาธุครับ : )

โดยคุณ โยคาวจร วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 16:04:12

ความเห็นที่ 5 โดยคุณ tuli วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 18:12:03

จิตใจเหี่ยวแห้งไปนานครับ (ช่วงลานธรรมวุ่นวาย  ถึงกับจิตตก) ได้อ่านพระธรรมแล้วชุ่มชื่นเบิกบาน  สาธุ.....(ขอบคุณ พัลวัลด้วยครับ)

โดยคุณ tuli วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 18:12:03

ความเห็นที่ 6 โดยคุณ tuli วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 19:12:42

ตอบปัญหาด้วยครับ  ..........ย่อมไหลไปในอารมฌ์ทั้งปวง  อารมฌ์ในที่นี้น่าจะหมายถึงอารมณ์ทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ถ้าผมดูจิตอยู่ความคิดของผมจะไหลไปในอารมณ์ต่างๆที่มากระทบ  ถ้าผมมีสติผมก็รู้  ไม่คิด  ดังนั้นกระแสของผมก็คือความคิดครับ  แต่ความคิดทั้งหลายล้วนมาจากความไม่รู้คืออวิชชา  ซึ่งก็จะเป็นต้นกำเนิดเห่งวงเวียนความทุกข์อีกที

โดยคุณ tuli วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 19:12:42

ความเห็นที่ 7 โดยคุณ tuli วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 19:23:06

อีกข้อครับ........  นามรูปดับไม่เหลือ ณ ที่ใด 
ถึงเราตายเกิดอีก10000000 ชาติ นามรูปก็ดับ-เกิดตลอด  แต่จะดับไม่เหลือก็ต่อเมื่อปรินิพพานแล้ว(พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิต นาม-รูปก็ยังเกิด-ดับอยู่)


โดยคุณ tuli วัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2542 19:23:06

ความเห็นที่ 8 โดยคุณ tana วัน เสาร์ ที่ 4 ธันวาคม 2542 06:29:03

ชอบปัญหาครับ
แต่ไม่ค่อยชอบแก้สักเท่าไหร่ มัก อยาก รู้คำตอบเลย
จิตที่ส่งออกนอก           เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิดส่งออกนอก  เป็นทุกข์
จิตเห็นจิต              เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต    เป็นนิโรธ
เดาเป็นว่าคำตอบอยู่ในคำว่า จิต นี่แหละครับ 


โดยคุณ tana วัน เสาร์ ที่ 4 ธันวาคม 2542 06:29:03

ความเห็นที่ 9 โดยคุณ มวยวัด วัน เสาร์ ที่ 4 ธันวาคม 2542 07:36:15

สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 10 โดยคุณ rapin วัน เสาร์ ที่ 4 ธันวาคม 2542 08:20:06

สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 11 โดยคุณ Lee วัน อาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม 2542 09:59:56

ขออนุญาต ตอบ  ผิดห้ามหัวเราะเยาะนะครับ :-)

กระแส คือ การไหลของจิต การส่งจิต ออก เมื่อมีการกระทบของสัญญา สังขาร โดยมีตัวกระตุ้นคือ ตัณหา มีอวิชชาเป็นแหล่งเกิด  ตามหลักอิทัปปัจยตา

ปัญญา สติ และ นามรูป น่าจะดับที่จิตครับ  เพราะจิตเป็นตัวต้นของทั้งปวง 


โดยคุณ Lee วัน อาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม 2542 09:59:56

ความเห็นที่ 12 โดยคุณ jittidej วัน อาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม 2542 10:14:51

ครูไม่อยู่ 1 สัปดาห์ครับ และพวกเราหลายๆคนก็ไม่อยู่ ประมาณ 1 สัปดาห์ครับ

แม้ว่าพวกเราที่หายไป จะไปภาวนาในที่สัปปายะพร้อมๆกับที่ครูไป แต่ครูก็มิได้ไปภาวนาในสถานที่ ที่เดียวกับที่พวกเราไป

มีหลายที่ครับ ที่พวกเราไปภาวนากันครับ หลังจากสัปดาห์นี้แล้ว อาจจะมีเรื่องราวมาถ่ายทอดให้ฟังกันบ้างครับ และผมก็จะรอฟังเช่นกันครับ

--------
คุณ tuli ครับ ผมขอตอบแทนครู (ชั่วคราว)ครับ ผมไม่ได้เก่งอย่างครูครับ แต่คิดว่าจะพอตอบได้บ้าง แต่อาจจะไม่ถึงใจ ก็ต้องขอภัยครับ และเชื่อว่า เมื่อครูกลับมาแล้ว ก็จะได้รับความกระจ่างมากขึ้นครับ

อารมณ์ คือสิ่งที่รู้ได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (หรือที่เรียกว่า อายตนะ นั่นแหละครับ) อย่างที่คุณ tuli เข้าใจนั้นถูกแล้ว

กระแส คือความคิด นั้นก็ถูกแล้วครับ แต่ให้ชัดเจนขึ้น กระแสก็คือความปรุงแต่งในจิต หรือที่มีชื่เรียกว่า สังขาร ตามที่ปรากฎในปฏิจจิสมุปบาท ก็ได้ครับ และหมายถึงตัวอวิชชาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของกระแส(ที่มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ปัจจยากร)ก็ได้ครับ หรือหมายถึงปฎิจจสมุปบาทก็ได้ครับ

ไม่ว่าในความหมายจะหมายถึงธรรม อันได้มีชื่อต่างๆกันไป แต่หากพิจารณาใน อาการของธรรม จะเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นธรรมอันเดียวกันทั้งนั้นครับ

นามรูปดับไม่เหลือ ณ.ที่ใด เพราะดับสิ้นทั้งรูปและนาม เพราะตัวต้นที่ทำให้เกิด นาม-รูป นั้นดับไป หากแต่เพราะเมื่อชีวิตไม่สิ้น กายและใจนั้นยังคงอยู่ แต่ตัณหาดับไปแล้ว อวิชชาดับไปแล้ว กายและใจจึงยังคงเป็นเครื่องมือที่เหลือให้ ปัญญาใช้งานได้อยู่ จนกว่าเมื่อสิ้นชีวิต ความดับสนิทของใจ จึงจะดับสนิทไปเช่นนั้น ดับไปสนิทไปอย่างที่เรียกว่า ดับไม่เหลือ


โดยคุณ jittidej วัน อาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม 2542 10:14:51

ความเห็นที่ 13 โดยคุณ jittidej วัน อาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม 2542 10:20:02

เพิ่มเติมอีกนิดครับ

แม้ว่าชีวิต ก็เป็นสังขารธรรมเช่นกัน หมายเอาเป็นตัวตน เป็นที่พึ่งที่หมายไม่ได้ก็ตาม แต่ชีวิต ก็มีธรรมชาติของเขา อันยังประโยชน์ให้ ปัญญา ทำงานได้อีกระยะหนึ่ง แม้ว่าผู้นั้นจะสิ้นกิเลสไปแล้วก็ตาม

ก็ชีวิตมีความเป็นธรรมดาที่จะเป็นอย่างนั้น มีธรรมชาติของเขาอย่างนั้น



โดยคุณ jittidej วัน อาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม 2542 10:20:02

ความเห็นที่ 14 โดยคุณ นกเอี้ยง วัน อังคาร ที่ 7 ธันวาคม 2542 09:12:45

สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 15 โดยคุณ มะขามป้อม วัน อังคาร ที่ 7 ธันวาคม 2542 09:26:27

ไม่ออกความเห็น ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 16 โดยคุณ มะขามป้อม วัน อังคาร ที่ 7 ธันวาคม 2542 09:29:10

ขอโทษครับกดผิดปุ่ม
________________________________
ขอเชิญอ่านปัญหาของพระอชิตะได้ที่นี่ครับ
พระไตรปิกฎเล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒

...

      [๗๕] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอชิตะ) กระแสเหล่าใด
           ในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น. เรากล่าวธรรม
           เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย. กระแสเหล่านี้อันปัญญา
           ย่อมปิดกั้นได้.
      [๗๖] คำว่า กระแสเหล่าใดในโลก ความว่า กระแสเหล่านี้ใด เราบอกแล้ว เล่าแล้ว
แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แต่งตั้งแล้ว เปิดเผยแล้ว จำแนกแล้ว ทำให้ตื้นแล้ว ประกาศแล้ว
คือ กระแสตัณหา กระแสทิฏฐิ กระแสกิเลส กระแสทุจริต กระแสอวิชชา. บทว่า ในโลก
คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า กระแสเหล่าใดในโลก. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อชิตะ.
      [๗๗] ความระลึก คือ ความตามระลึก ความระลึกเฉพาะ สติ ความระลึก ความ
ทรง ความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค
(มรรคเป็นที่ไปแห่งบุคคลผู้เดียว) ชื่อว่า สติ ในอุเทศว่า "สติ เตสํ นิวารณํ" นี้เรียกว่า
สติ. บทว่าเป็นเครื่องกั้น ความว่า เป็นเครื่องกั้น คือ เป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องป้องกัน
เป็นเครื่องรักษา เป็นเครื่องคุ้มครอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น.
      [๗๘] คำว่า เราย่อมกล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย ความว่า ย่อมบอก
ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมแต่งตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก ย่อมทำให้ตื้น
ย่อมประกาศ ซึ่งธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ เป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องป้องกัน เป็นเครื่องรักษา
เป็นเครื่องคุ้มครองกระแสทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้น
กระแสทั้งหลาย.
      [๗๙] ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ
ชื่อว่า ปัญญา ในอุเทศว่า ปฺาเยเต ปิถิยฺยเร. ข้อว่า กระแสเหล่านี้ อันปัญญาย่อมปิด
กั้นได้ ความว่า กระแสเหล่านี้ อันปัญญาย่อมปิดกั้นได้ คือ ย่อมตัดขาด ไม่ไหลไป ไม่
หลั่งไป ไม่เลื่อนไป ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า สังขารทั้งปวง
ไม่เที่ยง ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า สังขาร
ทั้งปวงเป็นทุกข์ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า
ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาบุคคลผู้รู้เห็น
ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญา
ของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแส
เหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ย่อมปิดกั้นได้...
ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี
สฬายตนะ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะ
สฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของ
บุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแส
เหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ย่อมปิดกั้นได้ ...
ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะอุปาทานเป็น
ปัจจัยจึงมีภพ ย่อมปิดกั้นได้ ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะภพ
เป็นปัจจัย จึงมีชาติ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญา
ของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะ
วิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะ
จึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ
อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา
และมรณะจึงดับ  ย่อมปิดกั้นได้ คือ ย่อมปกปิด ย่อมไม่ไหลไป ไม่หลั่งไป ไม่เลื่อนไป
ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคล
ผู้รู้เห็นว่า เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความ
ดับอาสวะ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า ธรรม
เหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ธรรมเหล่านี้ควรละ ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ธรรม
เหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็น
ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งผัสสายตนะ ๖ ย่อมปิดกั้นได้ ...
ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นความเกิด ความดับ คุณ โทษ และ
อุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อัน
ปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นความเกิด ความดับ คุณโทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งมหารูป ๔
ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี
ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ย่อมปิดกั้นได้ คือ ย่อม
ปกปิด ย่อมไม่ไหลไป ไม่หลั่งไป ไม่เลื่อนไป ไม่เป็นไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กระแส
เหล่านี้ อันปัญญาย่อมปิดกันได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
           กระแสเหล่าใดในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น
           เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านี้
           อันปัญญาย่อมปิดกั้นได้.
...


โดยคุณ มะขามป้อม วัน อังคาร ที่ 7 ธันวาคม 2542 09:29:10

ความเห็นที่ 17 โดยคุณ พัลวัน วัน อังคาร ที่ 7 ธันวาคม 2542 11:30:00

สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 18 โดยคุณ Lee วัน เสาร์ ที่ 11 ธันวาคม 2542 00:18:08

สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 19 โดยคุณ lastthink วัน เสาร์ ที่ 11 ธันวาคม 2542 17:08:17

สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 20 โดยคุณ สันตินันท์ วัน อาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม 2542 16:02:57

อ่านคำตอบของทุกท่านแล้วเห็นลวดลายของนักปฏิบัติครับ
น่าอ่าน น่าฟังทั้งนั้น เพราะเอาของจริงในใจมากล่าวกัน

ขอบคุณ คุณมะขามป้อม ด้วยครับ
ที่ยกพระสูตรที่แสดงพระอภิธรรมมาให้อ่านกัน
พระสูตรนี้เห็นได้ชัดว่า เป็นคำอธิบายธรรม
ไม่ใช่ตัวธรรมหรือเริ่องราวที่ท่านพระอานนท์เล่า
ลีลาโวหารเป็นทำนองเดียวกับพระอภิธรรมปิฎก
และมีร่องรอยที่เห็นได้ว่า อาจจะไม่ใช่พระสูตรที่ปรากฏในการสังคายนาครั้งที่ 1
ในพระสูตรดังกล่าวนี้ ท่านอธิบายกระทั่งคำว่า อชิตะ
ว่าเป็นชื่อเป็นนามเรียกขาน
ผมเองก็เตรียมจะนำคำตอบของพระสูตรนี้มาเฉลยเช่นเดียวกัน
นับว่า คุณมะขามป้อม เป็นผู้รู้ใจจริงๆ


โดยคุณ สันตินันท์ วัน อาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม 2542 16:02:57

ติดต่อกลุ่มวิมุตติได้ที่ wimutti@hotmail.com