กลับสู่หน้าหลัก

ทางตัน

โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 10:18:06

มีอยู่ 2 - 3 ครั้ง ในช่วงชีวิตนี้ ที่เพิ่งเคยเจอกับ ทางตัน

สำหรับการดำเนินชีวิตตามวิถีแห่งฆราวาส ผมมักไม่ค่อยจะแยแสกับทางตันของชีวิตเท่าไหร่ กล่าวคือ เมื่อชีวิตหมดทางดิ้นรน หรือหมดทางไป หรือทำให้มันก้าวหน้าพัฒนาไปไม่ได้ ผมก็ปล่อย ปล่อยให้มันติดตันอยู่แค่นั้น สักพัก เดี๋ยวมันก็มีทางไปเองเมื่อเวลาผ่านไป แม้จะเรียกว่าทางตัน แต่ไม่เคยจนใจ

แม้ในการปฎิบัติธรรม เมื่อก่อนนี้มีความรู้สึกว่าตนเองไม่พัฒนา แต่ก็ไม่เคยเห็นว่าเป็นทางตันเลย คือมักจะติดขัดด้วยความสงสัยเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งหากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไป ไม่ใจร้อน ก็จะมีคำตอบมาให้เอง จากการได้ฟังพระธรรมเทศนาบ้าง จากการอ่านหนังสือบ้าง และเมื่ออุปสรรคมันปรากฎเป็นความสงสัย ก็รู้แน่ว่าคำตอบก็ต้องมีอยู่

แต่หนนี้ ทางตัน อันใหญ่ยิ่งกำลังปรากฎอยู่ตรงหน้าครับ เมื่อพบว่า เราแทรกอยู่ที่รู้ เป็นเนื้อเดียวกัน กลายเป็น เรารู้

เจอเข้าแบบนี้ จนปัญญาจริงๆครับ เพราะพอเห็นว่า เรารู้ ก็รู้สึกว่าหมดท่า ทำอะไรไม่ได้ จะวางก็วางไม่ได้ เพราะรู้อะไรที่ไหน เราก็รู้ไปตรงนั้น พอนึกรำคาญ ขยับเพ่งเข้าไป เหมือนดั่งจะใช้กำลังของจิตเข้าทำลาย หรือแยกส่วน เรามันก็ขยายขึ้น โตขึ้น เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกครับ เหมือนดั่งได้ยาดี มีกำลังมากขึ้นอีก แทนที่จะหดหัวไป เหมือนเมื่อเวลาเราเพ่งอารมณ์น่ะครับ

ตอนนี้ยังหมดปัญญา ไม่รู้จะทำยังไงกับมันดีครับ และอาจจะเป็นเพราะว่านานๆจะคุ้ยเข้าไปพบสักที ยิ่งหาอุบายเข้าไปจัดการยังไม่ได้เลยครับ ก็เพิ่งจะเคยเจอทางตันจริงๆก็หนนี้เองครับ

ยังจนปัญญาอยู่เลยครับ


โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 10:18:06

กลุ่มวิมุตติ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะ ห้าม ไม่ให้มีการคัดลอกข้อความบางส่วนหรือทั้งหมด ไปใช้ใน webboard หรือ กระดานข่าวอื่นโดยมิได้รับ อนุญาตอย่างเป็นทางการ จากทางกลุ่มวิมุตติในทุกกรณี

ความเห็นที่ 1 โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 10:22:05
ขอโทษครับ ลืมบอกไป ว่า เรา ตัวนี้ ครูบอกว่า เป็น สักกายทิฎฐิ ครับ
ยอมรับครับ ว่าทำให้ จนปัญญา จริงๆครับ และครูก็ให้คำแนะนำด้วยว่า ให้หาอุบายเอาเอง ยิ่งจนปัญญาใหญ่เลยครับ แต่หากว่าเลิกจนปัญญาได้เมื่อไหร่ ก็จะมาบอกกล่าวให้ฟังกันครับ


โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 10:22:05

ความเห็นที่ 2 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 11:40:56
เมื่อก่อนผมชอบอ่านนิยายกำลังภายใน โดยเฉพาะของโกวเล้ง
เพราะเป็นนิยายที่นำปรัชญาของเซ็นและเต๋ามาเข้ามาผสมผสานอยู่มาก
แต่ตอนนี้ชักจะลืมๆ ไปมากแล้วครับ ว่าตัวเอกชื่ออะไร มีบทบาทอย่างไร

มีอยู่เรื่องหนึ่ง พระเอกต่อสู้กับนักดาบชาวญี่ปุ่น
และเอาชนะได้ในกระบวนท่าที่ตนเองตกเป็นเบี้ยล่างอย่างถึงที่สุด คือนอนอยู่กับพื้น
อีกเรื่องหนึ่งลี้คิมฮวงต่อสู้กับยอดฝีมืออันดับเหนือกว่า
และมุมของมีดสั้นที่จู่โจมคอหอยศัตรู เป็นมุมที่ต่ำที่สุด
เข้าทำนองเดียวกับคนที่สู้กับญี่ปุ่นนั่นเอง
คือเอาชนะในจุดที่หมดทางสู้แล้ว
คือพลิกจากความตายไปสู่ความเป็น
เพราะถ้าไม่เข้าสู่จุดอับเสียก่อน
ก็จะไม่สามารถเอาชนะศัตรูที่ร้ายกาจสุดยอดได้

หรือเหมือนกับอี้น่ำเทียน ที่สูญเสียวิทยายุทธไป
ก่อนที่จะฟื้นฟูเพื่อก้าวถึงจุดสุดยอดได้

วันนี้ชวนคุยเล่นๆ ถึงนิยายกำลังภายในน่ะครับ
ส่วนที่ คุณพัลวัน จนมุมนั้น ก็เป็นเรื่องของคุณพัลวัน
ตั้งใจปฏิบัติมาก็นานแล้ว จนมุมเสียทีก็ดีครับ
โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 11:40:56

ความเห็นที่ 3 โดยคุณ มะขามป้อม วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 12:17:12
ครูใหญ่ยังไม่บอกเลย
ภารโรงกลับไปรดน้ำต้นไม่อย่างเดิมดีกว่า อิ อิ...
โดยคุณ มะขามป้อม วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 12:17:12

ความเห็นที่ 4 โดยคุณ มะขามป้อม วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 12:20:26
จะฟักไข่ก็อย่าให้ไฟแรงเกินนะครับ เดียวจะกลายเป็นไข่ปิ้งเสียก่อน อิอิ
โดยคุณ มะขามป้อม วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 12:20:26

ความเห็นที่ 5 โดยคุณ นิพ วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 13:57:46
อิ อิ ปริศนาจากนิยายบู๊ลิ้ม ^-^ ขอเอาใจช่วยพี่พัลวันแล้วกันครับ ถ้าแก้ได้สำเร็จเมื่อไหร่
ช่วยบอกกล่าวเล่าสู่น้องๆเป็นวิทยาทานบ้างนะครับ
โดยคุณ นิพ วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 13:57:46

ความเห็นที่ 6 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 15:37:29
ก่อนที่จิตจะยอมรับความจริงว่า จิตเป็นอนัตตา
อันเป็นการทำลาย สักกายทิฏฐิ โดยตรงนั้น
ไม่มีทางทำอย่างอื่นได้ นอกจากการเจริญสติสัมปชัญญะพิจารณาลงที่จิต
เพื่อถอดถอนทำลายความเห็นผิดของจิตให้ได้

แต่ไม่ว่าจะพิจารณาอย่างไร ก็ไม่สามารถถอดถอนความเห็นผิดได้
เพราะ เรา กับ จิต แนบเป็นเนื้อเดียวกัน
เหมือนแสงสว่างกับความร้อนของดวงอาทิตย์ที่แนบมาด้วยกัน

มีแต่มรรคเท่านั้น ที่จะถอดถอนความเห็นผิดว่า จิตเป็นเรา ออกจากจิตได้
แต่ถ้าผู้ใดสามารถพิจารณาถอดถอนความเห็นผิดได้เอง
ก็เท่ากับ เรา ทำให้มรรคเกิดขึ้นได้
จิตก็ย่อมเป็นอัตตา ไม่ใช่อนัตตา เพราะสามารถบงการจิตได้ตามใจชอบ
มันจึงเป็นสองสิ่งที่ขัดแย้งกันเอง
คือ ถ้าจงใจให้ถึงธรรมได้ จิตก็เป็นอัตตา
แต่เมื่อจิตเป็นอัตตา จิตก็ถึงธรรมไม่ได้

กลายเป็นปัญหางูกินหาง หาเงื่อนต้นเงื่อนปลายไม่ได้

ต่อเมื่อใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง จนสิ้นสุดความสามารถ
จิตเข้าสู่มุมอับ ที่ไม่สามารถใช้สติปัญญาใดๆ ต่อไปได้อีก
จึงรู้จริงว่า ไม่สามารถบังคับหรือนำพาให้ จิต กับ เรา แยกออกจากกันได้
จิตนั้นเอง เป็นอะไรบางอย่าง ที่อยู่นอกเหนือการบังคับเอาตามใจชอบ
การรู้ความจริงนี้ คือการรู้ว่า จิตเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา
ความหลงผิดว่าจิตเป็นเรา ก็ไม่อาจแฝงตัวอยู่ในจิตได้อีก

การที่จิตจะเจริญสติสัปชัญญะ เจริญปัญญาจนสุดความสามารถได้นั้น
ต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง
จะคิดๆ เอาเองตามใจชอบไม่ได้
คือจะคิดเอาตามสัญญาที่ได้ยินมาว่า
จิตเป็นอนัตตา หรือจิตไม่ใช่เรา
แล้วก็งอมืองอเท้า หลอกตัวเองว่าจิตเข้าสู่มุมอับแล้ว
บังคับแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
อย่างนี้ก็ต้องตกเป็นเหยื่อของสักกายทิฏฐิต่อไป
เพราะไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองในเรื่องการปฏิบัติธรรม

ก่อนที่จิตจะยอมรับความจริง ว่าจิตเป็นอนัตตา
จิตต้องต่อสู้สุดฤทธิ์สุดเดช เพื่อการถอดถอน เรา ออกจากจิต
เหมือนนักมวยที่ต้องสู้แทบสลบคาเวที ล้มลุกคลุกคลานเท่าไรก็ยังสู้
เหมือนจอมยุทธทั้งหลายที่ผมเล่ามาข้างต้น
ก่อนที่ปัญญาจะผลิตไม้ตายออกมาฟาดกิเลสให้กระเด็นออกจากหัวใจ
คือเห็นว่า จิตไม่ใช่เรา บังคับไม่ได้
แต่จะสู้แบบล้มมวย ไม่ได้อย่างเด็ดขาด

เมื่อใดที่ความเป็นเราขาดสะบั้นออกจากจิตแล้ว
ไม่ว่าจะย้อนมองคราวใด
จะไม่เห็นเงาของความเป็นเรา แอบแฝงคลุมเคลืออยู่ในจิตอีกเลย
แต่ถ้ามองลงในจิตคราวใด ก็ยังเป็นเราอยู่คราวนั้น
ก็ทราบได้เลยว่า ยังเป็นปุถุชนอยู่
งานที่จะต้องสู้เพื่อถอดถอนความเป็นเราออกจากจิตก็ยังมีอยู่

ที่จริงไม่อยากเล่าละเอียดนักหรอกครับ
เพราะกลัวพวกเราจะพากันล้มมวย
เสียก่อนที่จะได้ต่อสู้แบบถวายชีวิตบูชาพระศาสดา
แต่บางคนก็เวียนถามเช้ายันเย็น
ถ้าไม่ตอบ ผมคงไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแน่ๆ
ส่วนคุณพัลวันนั้น เจ้าตัวเข้าใจแล้วว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
ดังนั้น มีหน้าที่อะไร ก็ทำอันนั้นต่อไปครับ
โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 15:37:29

ความเห็นที่ 7 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 15:46:50
พากเพียรให้สุดขีด
แต่อย่าให้กลายเป็นไข้ปิ้งอย่างที่ คุณมะขามป้อม เตือนนะครับ
เพราะคำเตือนของบัณฑิต มีค่าน่ารับฟังเสมอ
< บัณฑิตยุค IMF แอบมาสมัครเป็นภารโรงเหมือนหนังไทยเลยครับ :) >
โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 15:46:50

ความเห็นที่ 8 โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 16:21:20
สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 9 โดยคุณ นิพ วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 16:22:28
สาธุครับ วันนี้ธรรมของคุณอารู้สึกดุเดือดเรียกวิญญาณนักสู้ได้ดีจังเลยครับ _/I\_
โดยคุณ นิพ วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 16:22:28

ความเห็นที่ 10 โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 16:33:05
สาธุครับครู

เจตนาจริงๆที่ตั้งกระทู้นี้มา ก็เพราะตระหนักถึงความน่ากลัวอย่างยิ่งของสังโยชน์ เพราะเมื่อก่อนหน้านี้ได้ศึกษาสังโยชน์ทั้ง 10 แล้ว(จากตำรา) ก็ไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวของมัน เหตุเพราะมั่นใจว่า เมื่อปฎิบัติไปจนถึงจุดหนึ่ง สังโยชน์ก็ขาดสะบั้นไปด้วยแรงปัญญา เหมือนดั่งสายน้ำทั้งหลายที่ไหลเอื่อยๆไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงมหาสมุทรได้เอง

แต่วันนี้ มาเห็นเพียงสังโยชน์แรกเท่านั้น ปัญญาใดๆที่เคยมีมา ก็สิ้นพิษสงลงไปในฉับพลัน ไม่ว่าจะกระทำการใด ไหวตัวไปทางไหน เจ้า "เรารู้"นี้ ก็ก้าวตามทันและไปดักหน้าเราทุกคราไป ไม่มีการขยับตัวครั้งใดที่จะนำหน้า หรือก้าวล้ำนำหน้าไปได้เลย เหมือนดั่งเงาที่ตามติดตัวไปไม่มีชักช้า แต่ที่ร้ายกว่าเงาก็คือ ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่ไม่ไปดักหน้าเรา

แม้นี้เป็นเพียงสังโยชน์แรก ก็ยังร้ายกาจปานนี้ แล้วอีก 9 สังโยชน์ที่เหลือ จะเก่งกาจประการใด ไม่อยากจะจินตนาการเลย

โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 16:33:05

ความเห็นที่ 11 โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 16:40:53
จิตเป็นอนัตตา เป็นอย่างไร ตอนนี้ต้องเรียกว่าไม่รู้แล้วล่ะครับ ส่วนที่รู้ๆมานั่น จำๆมาทั้งนั้นแหละครับ เจอหนนี้ได้ทำให้รู้ว่า ตัวเองยังโง่เต่าตุ่นอยู่อีกมากจริงๆครับ สมควรที่จะประณามตนเองอย่างยิ่งเลยครับ และศึกนี้คงจะนานอีกยาวไกลครับ
โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 16:40:53

ความเห็นที่ 12 โดยคุณ มะขามป้อม วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 16:53:08
จิตละเอียดแล้ว กิเลสอวิชชายิ่งละเอียดกว่าครับ
ทางที่ว่าตันนั้นมันไม่ได้ตันหรอกครับ
เพราะถ้าเรารู้อยู่อย่างเดียวมันก็ไม่มีอะไรจะให้ตัน

ที่เห็นว่ามันตัน
อาจจะเป็นความอยากอยากหลุดพ้น
เราไม่ได้เฝ้ารู้อย่างเดียว เราคิดฟุ้งซ่านไปด้วย
กว่าจะรู้ตัวก็โดนอวิชชาสอยไปอีกหนึ่งดอกแล้ว :)

<< เรื่องนี้เหมือนพระอนุรุทธในกระทู้ที่ 11 ไงครับ
ลองกลับไปอ่านดูก็จะได้คำตอบครับ >>

เมื่อจิตสงบ ราบเรียบ ปราศจากการปรุงแต่ง (พระพุทธองค์ทรงใช้ฌาน 4)
ปัญญาเห็นแจ้งในโลก ก็จะเกิดเองครับ ไม่มีใครจงใจให้มันเกิดได้

เรื่องการปฏิบัติธรรมนั้นมีเรื่องให้พูดคุยกันไม่มากหรอกครับ
พูดไปพูดมาก็ซ้ำของเดิม เหมือนใบไม้ในกำมือ
สำคัญที่การปฏิบัติ เดียวนี้ขณะนี้ มากกว่าว่าเรา
เท่าทันกิเลสแค่ไหน แค่รู้ก็จบแล้ว เรื่องมันมีแค่นี้เอง
โดยคุณ มะขามป้อม วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 16:53:08

ความเห็นที่ 13 โดยคุณ มะขามป้อม วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 17:04:15
กลับมาเรื่องฟักไข่นิดนึงครับ
ถ้าเราจะฟักไข่จะต้องมีอุณหภูมิและความชื้นที่พอเหมาะ
ส่วนประกอบทั้งสองส่วนคืออุณหภูมิความชื้นก็เปรียบเป็นศีล
ตัวความร้อนและความชื้นก็เปรียบเป็นสมาธิ
ตัวที่ควบคุมความร้อนและความชื้นก็เปรียบเป็นปัญญา

ถ้าเราให้แต่ความร้อนโดยไม่ควบคุมให้มีอุณหภูมิที่พอเหมาะ
เราก็จะได้ไข่ปิ้งมากินแทน :)
นี่เหมือนกับที่เราปฏิบัติไปเรื่อยๆ มีความเพียร มีสมาธิ
แต่ไม่มีปัญญากำกับ ก็ไม่มีทางได้ลูกเจี๊ยบแน่ๆ ครับ
โดยคุณ มะขามป้อม วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 17:04:15

ความเห็นที่ 14 โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 18:04:33
สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 15 โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 18:06:36
เพียงภารโรงขยับไม้กวาด ยังชัดแจ้งได้เพียงนี้ เด็กเตรียมอนุบาลอย่างผมนับถือไม่ผิดคนแล้ว
โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 18:06:36

ความเห็นที่ 16 โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 18:15:24
เป็นจริงอย่างที่คุณมะขามป้อมว่า ว่าเป็นเพราะความอยากหลุดพ้นจึงทำให้เห็นว่ามันเป็นทางตัน
โดยคุณ พัลวัน วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 18:15:24

ความเห็นที่ 17 โดยคุณ dolphin วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 07:58:39
สาธุค่ะ ^_^
โดยคุณ dolphin วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 07:58:39

ความเห็นที่ 18 โดยคุณ ธีรชัย วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 08:22:32
ทันเหตุการณ์ดีจริงๆ สดๆร้อนๆเมื่อคืนนี้เอง(24/4/43)
เพราะเมื่อคืนผมภาวนาแล้วพิจารณาจี้ไปเรื่อยๆจนถึงจุดนี้คือความเห็นว่าเป็นเรา,ของเรา
เป็นเหมือนกำแพงกั้นอยู่ แต่ผมไม่ได้คิดว่ามาเจอทางตันเหมือนคุณพัลวัล
แต่กลับมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้นอีก เพราะสักกายะฯไม่ไช่ว่าจะเจอกันได้ง่ายๆ แต่ผมได้เจอ
ก็เลยรู้สึกมีกำลังใจขึ้น พอดีช่วงที่เจอนี้ก็ต้องออกจากการพิจารณาเพราะ
ลูกน้องโทรมาบอกให้เปิดออฟฟิตจะเอาอะใหล่เครื่องก็เลยออกจากห้องนอน
ในระหว่างนั้นก็ได้เดินกำหนดรู้มาถึงโรงงาน โดยไม่ได้สนใจเรื่องสักกายะฯ
สนใจแต่ว่าตอนนี้จิตสดชื่น,ตอนนี้จิตหมอง,ฯลฯเสร็จจากเอาอะไหล่ก็กลับมาที่ห้อง
ก็ภาวนาต่อ ทีนี้เลยเปลี่ยนจากพิจารณาอารมณ์มาเป็นพิจารณากาย(เกศา)
โดยบริกรรมเร็วๆ พร้อมๆกับกำหนดความรู้สึกเหมือนๆกับการลูบผม
กำหนดอย่างนี้เร็วขึ้นๆผมก็เริ่มหลุดไป(ในความรู้สึก) เหลือหนังส่วนหนึ่งหุ้มกะโหลกอยู่
สำรวจจิตดูก็ไม่พบความกลัวหรือไม่ชอบ เห็นว่าจิตเจริญดีก็เลยทำแบบเดิมต่อ
แต่ว่าไม่ไปใหนต่อแล้ว เป็นหนังหุ้มกะโหลกอย่างไรมันก็เป็นอยู่แค่นั้นไม่ว่าจะกำหนดมาที่
ขน เล็บ ฟัน หรือหนัง มันก็ไม่ไปใหนต่อแล้วน่ะครับเป็นอันว่าคาอยู่แค่นั้น
ก็เลยนอนแม้จะนอนไม่หลับก็ไม่ได้กังวลอะไร(ระยะหลังมานี่ นอนไม่ค่อยหลับครับ)
นอนไม่หลับก็ดูจิตไป (เหมือนเด็กซนๆคนนึง วางใจให้เหมาะสมแล้วก็เพลินดีเหมือนกันครับ)
เช้านี้ก็เลยอยากถามครูน่ะครับว่ามีธรรมข้อใดที่ตรงลงตรงนี้เลยหรือเปล่าครับ

ขอบพระคุณครับ _/\_
โดยคุณ ธีรชัย วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 08:22:32

ความเห็นที่ 19 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 09:37:04
ไม่มีใครทำให้มรรค(ญาณ)เกิดขึ้นได้
มีแต่จิตที่พร้อมแล้วทั้งศีล สมาธิ และปัญญา เขาพลิกตัวออกจากโลกเอง

การปฏิบัติไม่ว่าขั้นไหน จึงหนีไม่พ้นการเจริญสติสัมปชัญญะ
อันเป็นเครื่องส่งเสริมศีล สมาธิและปัญญาให้บริบูรณ์

เมื่อเจริญสติสัมปชัญญะอยู่ อย่าลืมกิจของอริยสัจจ์ก็แล้วกัน
คือให้รู้ทุกข์ ให้ละสมุทัย
สิ่งใดปรากฏขึ้น สิ่งนั้นเป็นทุกข์
เรามีหน้าที่รู้มันไปด้วยจิตที่ปราศจากความอยาก

สิ่งที่ปรากฏนั้นอาจเป็นสิ่งหยาบๆ ภายนอก
หรือเป็นสิ่งละเอียดภายในก็ตาม
ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ถูกรู้ และแสดงไตรลักษณ์ทั้งสิ้น
เมื่อรู้สิ่งที่ถูกรู้ได้ชัดเจนตามความเป็นจริง ก็จะรู้ถึงผู้รู้ได้ด้วย

เมื่อรู้ถึงผู้รู้แล้ว ก็จะเห็นว่า จิตผู้รู้มี เรา แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันอยู่
ไม่มีทางแยกหรือทำลายได้เลย
ก็ให้ใช้หลักเดิมนั่นเอง คือรู้ อยู่ที่จิตที่เป็นเรานั้น ด้วยความเป็นกลาง
ปราศจากความอยาก และความยินดียินร้าย

ถึงจุดหนึ่งก็จะเข้าใจได้ด้วยตนเองว่า
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค เหมือนที่หลวงปู่ดูลย์สอนไว้
แต่ตราบใดที่จิตมี ความอยากทำลาย เรา แฝงอยู่
ก็คือยังไม่เห็นแจ้งในจิตตนเอง
เพราะจิตมีกิเลส มีตัณหาครอบงำ
ภพของจิตผู้รู้ก็ยังดำรงอยู่ตราบนั้น

เมื่อรู้จิตโดยปราศจากตัณหาจริงๆ เพียงแว้บเดียว
ภพของจิตผู้รู้ก็สลายตัวลงทันที และโดยปราศจากความจงใจ
เมื่อปราศจากภพ ก็เหมือนปราศจากภาชนะรองรับ
ความเป็นเราหรือสักกายทิฏฐิ ก็ตั้งอยู่ไม่ได้เพราะไม่มีที่ตั้ง
มันก็หลุดร่วงออกจากใจ
ความลังเลสงสัยในพระศาสนาก็ขาดไปพร้อมกัน
ความหลงผิดในแนวทางปฏิบัติที่ถือศีลบำเพ็ญพรตอย่างงมงาย
อันเป็นการปฏิบัติเหมือนคนที่อยากข้ามฝั่ง แต่วิ่งเลาะเลียบอยู่ริมฝั่ง
ก็เป็นอันหมดไปด้วยโดยอัตโนมัติ

การทำลายสักกายทิฏฐิอันเป็นสักโยชน์ตัวแรก
จึงมีของแถม เป็นแบบ 3 in 1
ไม่ใช่อย่างที่คุณพัลวันปรารภว่า สู้ตัวแรกก็ลำบากแล้ว
ยังจะต้องสู้ตัวต่อไปอีก
เพราะสังโยชน์แม้จะมีถึง 10 แต่การทำลายก็ทำลายเป็น 3 ชุด
ชุดแรกคือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
ชุดที่ 2 คือกามและปฏิฆะ
ชุดที่ 3 เป็นชุดใหญ่ คือสังโยชน์ที่เหลือทั้ง 5 ตัว
ดังนั้น อย่าไปท้อใจว่า จะต้องฝ่าตั้ง 10 ด่านนะครับ
ความจริง มีอยู่ 3 - 4 ด่านเท่านั้นเอง
ถ้าไม่เลิกสู้อย่างถูกทางเสียก่อน ยังไงก็ผ่านจนได้ครับ
โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 09:37:04

ความเห็นที่ 20 โดยคุณ พัลวัน วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 10:25:06
สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 21 โดยคุณ สุรวัฒน์ วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 11:32:43
   ผมเองก็เพิ่งรายงานครูไปเมื่อไม่กี่วันนี้ว่า บางครั้งที่ดูจิต ก็จะพบกับความรู้สึกว่า "ที่รู้นั้น เป็น เรารู้"  แต่ก็ยังไม่เห็นว่าเป็น เรารู้ ได้ทุกครั้งที่ดูจิต (นานๆจึงจะเห็นได้สักครั้งครับ)
   แต่ก็จะมีอาการอย่างหนึ่งที่ปรากฏตามมาเมื่อมีความรู้สึกว่า เรารู้  ก็คือ มีความลังเลสงสัยว่า ถ้าไม่มีเรา แล้วจะรู้สึกนึกคิดได้อย่างไรกัน
   ดูไปดูมาก็มาลงตรงที่  จะเรารู้ หรือจะลังเลสงสัยอย่างไร ในที่สุด เรารู้ หรือที่สงสัย ก็ดับไป  แล้วก็เพียรเจริญสติสัมปชัญญะอย่างที่ครูสอนไว้ต่อไป

   สาธุ ต่อคำสอนของครูเป็นอย่างสูงครับ
โดยคุณ สุรวัฒน์ วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 11:32:43

ความเห็นที่ 22 โดยคุณ Acura วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 12:25:02
สาธุ สาธุ สาธุ
อนุโมทนาด้วยกับ ทั้งผู้ปุจฉา และผู้วิสัชนา ครับ

อ่านกระทู้นี้แล้วยิ้ม เลยครับ (คุณอาคงเข้าใจ) เมื่อตอนเจอครั้งสุดท้ายเป็นยังไง ตอนนี้ก็เป็นเหมือนเดิมครับ (อาจจะแย่กว่า) พยายามหาทาง แต่มันก็เป็นงูกินหาง จนตอนนี้ ก็ยังอมยิ้มอยู่เหมือนกันครับ เพราะว่า ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป ให้ก้าวหน้ากว่านี้
แต่ได้อ่าน ในกระทู้นี้แล้วรู้สึกมีกำลังใจ ทำมากขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเลยครับ
โดยคุณ Acura วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 12:25:02

ความเห็นที่ 23 โดยคุณ นิพ วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 12:51:37
กระทู้นี้เข้ามาอ่านทีไรต้องขอสาธุกับผู้ที่เกี่ยวข้องครับ ปกติถ้าได้สาธุไปแล้ว จะไม่ค่อย
สาธุอีกเว้นแต่จะเป็นกระทู้ที่อ่านแล้วดีมากๆอย่างกระทู้นี้ครับ
โดยคุณ นิพ วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 12:51:37

ความเห็นที่ 24 โดยคุณ หนึ่ง วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 13:54:09
สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 25 โดยคุณ ธาตุธรรม วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 14:15:38
สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 26 โดยคุณ พัลวัน วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 15:19:31
เมื่อย้อนกลับไปสู่พื้นฐานคือ

ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ

ก็ทำให้รู้ว่า ผิด

ทางตันเกิดขึ้นเพราะ จะละทุกข์ แหละหลงตามสมุทัย (คืออยากที่จะละทุกข์)

กำลังจะทำการแก้ไขอยู่ครับ แต่จะแก้ได้เมื่อไหร่ไม่ทราบครับ เพราะตรงนี้คิดเอา มิใช่ปัญญาเข้าแก้ พอเอาเข้าจริงก็อาจจะเหลวเหมือนเดิมครับ

โดยคุณ พัลวัน วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 15:19:31

ความเห็นที่ 27 โดยคุณ มะขามป้อม วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 17:10:25
บางทีการปฏิบัติให้ครบกิจทั้ง 4 ในพระอริยสัจจ์ อาจจะดูพะรุงพะรัง
ที่จริงหยิบ ทุกข์ให้รู้ มาใช้อย่างเดียวก็พอ
เพราะว่าการตามรู้ทุกข์ ก็คือการเจริญมรรคอยู่ในตัว
เมื่อรู้ทุกข์ ตัณหาก็ดับไปพร้อมๆ กัน
การดับไปของตัณหาก็คือการเกิดของนิโรธอยู่แล้ว

สรุปว่าเราสามารถรวบอริยสัจจ์ลงเหลือเพียงข้อเดียว
เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติ คือ ทุกข์ให้รู้ เท่านั้น
รู้ตัวเดียวก็ทำกิจ ของอริยสัจจ์ ได้สำเร็จครบทั้ง 4 ประการ
ได้ในปัจจุบันกาลครับ
โดยคุณ มะขามป้อม วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 17:10:25

ความเห็นที่ 28 โดยคุณ ธีรชัย วัน พุธ ที่ 26 เมษายน 2543 07:59:00
ขอบพระคุณครับ สำหรับคำสอนอันชุ่มชื่น
ที่จริงจะว่าไปแล้วการปฏิบัติก็มีเพียงรู้ จากเหตุเมื่อวานนี้
ทำให้เห็นได้ชัดว่า ใจผมมันมีความ"อยากพ้นทุกข์"อยู่
ทำให้การปฏิบัติแย่ลงแต่ทำไมเมื่อวานไม่เห็นนะ : )
วันนี้เห็นความอยากนั้นแล้วไม่เอาแล้วครับ
เดี๋ยวติดอีก เอาแค่มีสติรู้อย่างเป็นกลางพอไหมครับ
โดยคุณ ธีรชัย วัน พุธ ที่ 26 เมษายน 2543 07:59:00

ความเห็นที่ 29 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 26 เมษายน 2543 16:32:23
เกือบพอครับเก๋
ต้องมีสติ รู้ปัจจุบัน อย่างเป็นกลาง จึงจะพอครับ
โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 26 เมษายน 2543 16:32:23

ความเห็นที่ 30 โดยคุณ ธีรชัย วัน พุธ ที่ 26 เมษายน 2543 19:17:19
ขอบพระคุณครับ
_/\_
โดยคุณ ธีรชัย วัน พุธ ที่ 26 เมษายน 2543 19:17:19

ความเห็นที่ 31 โดยคุณ Lee วัน พฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน 2543 06:55:59
สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 32 โดยคุณ หนุ่ย วัน พฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน 2543 07:53:36
สาธุค่ะ _/|\_
โดยคุณ หนุ่ย วัน พฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน 2543 07:53:36

ความเห็นที่ 33 โดยคุณ คิดเอาเอง วัน พฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน 2543 08:58:23
การได้อ่านการปรารภธรรมในแนวที่ถูกจริตของตนเอง
ก็ทำให้ใจมีสุขได้เหมือนกัน
และที่ได้อ่านมาทำให้ผมคิด(ไม่ใช่รู้)ว่าคุณพัลวันได้ไปสัมผัสกับจุดอับ
ตามที่พี่ปราโมทย์กล่าวไว้ในนิยายจีนกำลังภายในน่ะครับ(ตอนนี้อาจจะอยู่ในท่านอน)
ก็แสดงว่าคุณพัลวันใกล้เข้าไปอีกหน่อย
ขอแสดงความยินดีด้วยครับ
ผู้พากเพียรก็ได้ผลสมกับที่ได้พากเพียร
ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้(ผมด้วย)เมื่อได้มาฟังผลการปฏิบัติของเพื่อน ๆ
ก็ทำให้มีกำลังใจในการที่จะปฏิบัติต่อไปไม่ทิ้งเสียกลางคัน

ขอบพระคุณอย่างสูงครับ
โดยคุณ คิดเอาเอง วัน พฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน 2543 08:58:23

ความเห็นที่ 34 โดยคุณ จ้อม วัน พฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน 2543 17:26:51
สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 35 โดยคุณ Lee วัน พฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน 2543 18:01:53
ผมชอบอ่าน การปฏิบัติของคุณพัลวัล จัง

    ตอนผมไปปฏิบัติที่อุดรเมื่อเดือนที่แล้ว  ผมเดินจงกรม กับนั่งสมาธิ จนเข่าแทบระเบิด ปวดหลัง แทบขาด บางทีเหมือนโดนมีดเสียบกลางหลังจะก้าวไปข้างหน้านี่ ต้องหายใจเบาๆ  พยายามหลบการปฏิบัติที่ทำให้เพิ่มเวทนา เช่นนั่งสมาธิก็นั่งเหยียดขา  ไม่ปวดเข่าก็มาปวดหลังแทนอยู่ไม่สุข  จนหมดทางหลบ ก็หันเข้ามาพิจารณาเวทนาตรงๆ ทั้งเวทนานอก เวทนาใน  ก็ได้ความรู้ว่า เวทนานี่แยกกับเราได้ ต่างคนต่างอยู่
    พอได้ความรู้อันนี้ ผมอิจฉานายพัลวัลมากๆๆๆๆๆๆ เพราะ พัลวัลนั่งเกาเท้าแกรกๆ ที่บ้านก็รู้อันนี้ ผมขับรถ 800 กม เดินจงกรมประมาณ 100 กม  ทั้งเข่า ทั้งหลัง แทบขาด ถึงได้รู้ว่าเวทนาไม่ใช่เรา   เฮ้อ ของเก่านี่เทียบไม่ได้จริงๆ :-)
   ผมเริ่มเห็นเราในการดูจิตบ้างแล้ว  แต่ยังไม่มีปัญหาอะไร  เพราะเห็นเดี๋ยวเดียว  เมื่อก่อนก็สงสัยเหมือนกัน เวลาครูบอกว่า มีเราที่เหนียวหนึบ  ดูยังไงก็ไม่เห็นเรา
   เดี๋ยวนี้หายสงสัยแล้ว เพราะเราดูจริงๆ เพิ่งเห็นเราในเรา อิอิ
โดยคุณ Lee วัน พฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน 2543 18:01:53

ความเห็นที่ 36 โดยคุณ นิดนึง วัน ศุกร์ ที่ 28 เมษายน 2543 00:10:35
สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 37 โดยคุณ or44 วัน ศุกร์ ที่ 28 เมษายน 2543 09:25:00
สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 38 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 28 เมษายน 2543 11:54:03
ขออนุญาตเพิ่มเติมสักเล็กน้อยครับ เดี๋ยวจะเกิดความสับสนในทางปฏิบัติกัน
คือผู้ปฏิบัตินั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องมองเห็นความเป็นเราของจิต
แล้วจึงจะละสักกายทิฏฐิได้

มีผู้ปฏิบัติมากมายทีเดียวที่เจริญสติปัฏฐานเพียงแค่รู้กาย หรือเวทนา
หรือรู้กิเลสตัณหาที่หมุนเวียนกันเกิดดับในจิต
แล้วจิตปฏิวัติตนเองไปสู่มรรคผล โดยไม่เคยเห็นจิตเป็นเรามาก่อนเลย

ดังนั้นใครไม่เห็นจิตเป็นเรา ก็ไม่ต้องพยายามเห็นนะครับ
เดี๋ยวการปฏิบัติจะผิดธรรมชาติไปหมด
คือไม่ได้รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงที่ตนรู้ได้
กลายเป็นไขว่คว้าปรุงแต่งการปฏิบัติขึ้นมา
เดี๋ยวจะเสียหายเสียเปล่าๆ ครับ
โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 28 เมษายน 2543 11:54:03

ความเห็นที่ 39 โดยคุณ พัลวัน วัน ศุกร์ ที่ 28 เมษายน 2543 14:11:29
สาธุ ครับ / ค่ะ

ความเห็นที่ 40 โดยคุณ คิดเอาเอง วัน ศุกร์ ที่ 28 เมษายน 2543 14:21:46
เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ
ขอบพระคุณครับพี่ที่มาชี้แนะเพิ่ม

มีคนเดินนำหน้าไปแล้วอย่างนี้ก็สบายไปล่ะครับสำหรับคนเดินตาม(อย่างผม)
แถมยังพอเชื่อได้ว่าผู้ที่นำหน้าไปแล้วนั้น
ไม่พาหลงทางแน่นอน(คิดเอาเอง)

ขอบคุณอีกครั้งครับ
โดยคุณ คิดเอาเอง วัน ศุกร์ ที่ 28 เมษายน 2543 14:21:46

ความเห็นที่ 41 โดยคุณ นิดนึง วัน เสาร์ ที่ 29 เมษายน 2543 08:28:07
สาธุ ครับ / ค่ะ

ติดต่อกลุ่มวิมุตติได้ที่ wimutti@hotmail.com