Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

Dhammada News: ขอเชิญร่วมบุญซื้อทองคำเข้าคลังหลวง ตามพินัยกรรมองค์หลวงตา

ขอเชิญร่วมบุญซื้อทองคำเข้าคลังหลวง ตามพินัยกรรมองค์หลวงตา
ชมพินัยกรรมองค์หลวงตามหาบัว


ผู้ประสงค์จะร่วมทำบุญในงานพิธีบำเพ็ญกุศล พระราชทานเพลิงพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
เพื่อซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวงเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนรวมของชาติ ตามพินัยกรรมขององค์หลวงตา

สามารถร่วมทำบุญได้ที่วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานีใส่ตู้บริจาคเฉพาะบนศาลาเท่านั้น

ไม่มีการรับบริจาคจากจุดอื่นนอกจากบนศาลาภายในวัดป่าบ้านตาด หรือโอนเข้า

ธนาคารกสิกรไทย
สาขาอุดรธานี บัญชีออมทรัพย์
ชื่อ “เงินบริจาคซื้อทองคำเข้าคลังหลวงตามเจตนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน โดยพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน”
เลขที่ 110-2-32599-9

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ประวัติ อาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (หลวงตามหาบัว)

อาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (หลวงตามหาบัว)

อาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (หลวงตามหาบัว)

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด
ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

ชมประวัติหลวงตามหาบัว จากสารคดีเทิดทูนบูชาคุณ จัดทำโดย คุณแม่ จันดี โลหิตดี ผู้เป็นน้องสาวหลวงตามหาบัว

๏ ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

พระ อาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หรือ “หลวงตามหาบัว” ถือกำเนิดในตระกูล “โลหิตดี” เมื่อวันที่ 12 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2457 ณ หมู่บ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี บิดาชื่อนายทองดี มารดาชื่อ นางแพง มีพี่น้องรวมกัน 12 คน ครอบครัวมีอาชีพทำนา ในวัยเด็กท่านได้รับการศึกษาชั้นประถมปีที่ 3 ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับชั้นสูงสุดในสมัยนั้น

ในตอนเป็นฆราวาส ท่านเป็นผู้มีอุปนิสัยพูดจริง ทำจริง รักคำสัตย์ หนักแน่นในเหตุผล อุปนิสัยอันนี้เองที่ช่วยให้การปฏิบัติธรรมของท่านเป็นผลสำเร็จในเวลาต่อมา การดำรงชีวิตในเบื้องต้นท่านได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจในกิจการงานทั้งปวง จนบิดามารดาหวังฝากผีฝากไข้กับท่าน ตามประเพณีของไทยเรานั้นเมื่อลูกชายมีอายุครบบวชก็มักจะให้บวชเรียนเสียก่อน ก่อนที่จะมีครอบครัวครองเรือนต่อไป

๏ ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

เมื่อ นายบัว โลหิตดี มีอายุได้ 21 ปี บิดามารดาได้ขอร้องให้เขาได้บวชเรียน เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณตามประเพณี ในที่สุดท่านก็ตัดสินใจบวช เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 ณ วัดโยธานิมิตร อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระราชเทวี (จูม พนฺธุโล ต่อมาเป็นพระธรรมเจดีย์) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “ญาณสมฺปนฺโน” ท่านตั้งใจไว้ว่าจะบวชพอเป็นประเพณีเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจว่าจะบวชนานเท่านี้

ครั้นบวชแล้ว พระภิกษุบัว ญาณสมฺปนฺโน ก็ได้ศึกษาพุทธประวัติและประวัติพระอรหันตสาวก จนเกิดความเลื่อมในศรัทธาในพระศาสนาอย่างจริงจัง ท่านจึงตั้งใจว่าจะศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมเสียก่อน เพราะถ้าไม่ศึกษาแล้วจะไม่เข้าใจวิธีปฏิบัติ โดยตั้งความหวังไว้ว่าจะเรียนปริยัติธรรมทั้งแผนกนักธรรมและแผนกบาลี สำหรับแผนกบาลีนั้น ท่านตั้งใจว่าจะสอบให้ได้เพียงแค่เปรียญธรรม 3 ประโยคก็พอ ทั้งนี้เพื่อเป็นกุญแจเปิดตู้พระไตรปิฎก และเป็นอุบายเข้าถึงการปฏิบัติธรรมได้อย่างถูกต้อง แต่จะไม่ให้เกินเลยเปรียญธรรม 3 ประโยคไป เพราะจะทำให้เหลิงและลืมตัว

ใน ระหว่างที่ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่นั้น พระภิกษุบัว ญาณสมฺปนฺโน ก็ได้ฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนาไปด้วย การศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมก็สอบไล่ได้บ้าง ตกบ้าง แต่ในที่สุดความปรารถนาของพระภิกษุบัวก็เป็นจริง เมื่อท่านสามารถสอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก พร้อมกับเปรียญธรรม 3 ประโยคในปีเดียวกันนั้น รวมเวลาที่ศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมเป็นเวลา 7 ปี

ครั้น สอบไล่ได้เปรียญธรรม 3 ประโยค พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ก็มุ่งออกปฏิบัติด้านเดียว จิตใจของท่านจึงมุ่งสู่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตั้งแต่สมัยที่ท่านเป็นเด็ก จนกระทั่งท่านอุปสมบทแล้ว ชื่อเสียงของหลวงปู่มั่นก็ยิ่งฟุ้งขจรไปไกล ในตอนที่พระมหาบัวจำพรรษาอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ได้พบปะพูดคุยกับครูบาอาจารย์ที่เคยอยู่กับหลวงปู่มั่น มาเล่าให้ฟังถึงปฏิปทาและข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่มั่นว่า หลวงปู่มั่นไม่ใช่พระธรรมดา หากแต่เป็นพระอริยะผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เมื่อได้ฟังดังนั้น จิตใจของพระมหาบัวก็ยิ่งฝังลึกลงในการที่จะปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์ และอยากจะฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ด้วยมั่นใจว่ามรรคผลนิพพานยังมีอยู่

ในพรรษาต่อมา ( คือพรรษาที่ 8 ) พระมหาบัวได้ไปจำพรรษาอยู่ที่อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา เพื่อฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนา จนจิตเข้าถึงความสงบ ท่านเร่งทำความเพียรอย่างหนักทั้งนั่งสมาธิทั้งเดินจงกรม ในเวลาต่อมาพระผู้ใหญ่จะให้พระมหาบัวเดินทางเข้าไปศึกษาต่อ ในกรุงเทพฯ ท่านเห็นว่าจะผิดกับปณิธาน และเสียคำสัตย์ที่เคยตั้งใจว่าจะเรียนให้ได้เพียงแค่เปรียญธรรม 3 ประโยค ท่านจึงหนีกกลับมาอยู่บ้านเดิมคือ บ้านตาด ณ ที่นี่แทนที่ท่านจะได้เจริญสมาธิภาวนาให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป กลับปรากฏว่าจิตใจไม่ค่อยสงบ เพราะมัวแต่ทำกลดไม่เสร็จสิ้น

พระมหา บัวคิดว่า ถ้าอยู่บ้านเกิดต่อไปคงไม่ดีแน่ มีแต่จะขาดทุน จึงเดินทางหนีจากบ้านตาด มุ่งหน้าไปหาหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งตอนนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าโนนนิเวศน์ อุดรธานี แต่ก็ไม่ได้พบหลวงปู่มั่น เพราะท่านได้รับนิมนต์ไปจังหวัดสกลนครเสียก่อน เมื่อตามไปไม่ทัน พระมหาบัวจึงไปพักอาศัยอยู่ที่วัดทุ่งสว่าง จังหวัดหนองคาย เป็นเวลาสามเดือนกว่า พอถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2485 ก็ออกเดินทางจากจังหวัดหนองคายไปจังหวัดสกลนคร ได้พบหลวงปู่มั่นที่บ้านโคก ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร พอไปถึงก็พบหลวงปู่มั่นกำลังเดินจงกรมอยู่ในเวลาโพล้เพล้

เมื่อได้ พบหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต แล้วก็สมใจนึกทุกอย่าง เพราะได้ฟังธรรมจากหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรก ก็เกิดศรัทธาปสาทะขึ้นมาทันที และดูเหมือนว่า หลวงปู่จะทราบเรื่องราวทุกอย่างของพระมหาบัวหมดแล้ว หลวงปู่ได้กล่าวหลักธรรมยืนยันว่า มรรคผลนิพพานเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เสมอและให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติในปัจจุบันทันที จนพระมหาบัวหมดความสงสัย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านได้มอบตัวเป็นศิษย์และอยู่ศึกษาอบรมสมาธิภาวนาในสำนักของหลวงปู่มั่น เรื่อยมา ด้วยความจริงใจและเด็ดเดี่ยว พระมหาบัวได้ฝึกปฏิบัติกรรมฐานในป่าอันสงัด ห่างไกลจากบ้านเรือนของผู้คน โดยตั้งปณิธานไว้ว่า จะเป็นก็เป็น จะตายก็ตาย จิตมุ่งอยู่แต่สมาธิภาวนาเท่านั้น

ขณะที่ศึกษาอบรมอยู่กับหลวงปู่ มั่นนั้น พระมหาบัวก็ได้เรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติอันเป็นเครื่องขูดเกลากิเลส ตลอดถึงจิตภาวนาที่หลวงปู่มั่นได้พาดำเนินไปด้วยความถูกต้องดีงาม ตามหลักพระธรรมวินัยซึ่งพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้สืบทอดข้อวัตรปฏิบัติเรื่อยมา และได้ใช้เป็นแนวทางในการอบรมสั่งสอนพระภิกษุ สามเณร และอุบาสก อุบาสิกาในเวลาต่อมา

ด้วยเหตุที่ท่านเคารพเทิดทูนหลวงปู่มั่นอย่าง สุดหัวใจ โดยเรียกหลวงปู่มั่นว่า “พ่อแม่ครูบาอาจารย์” เพราะหลวงปู่มั่นเปรียบเสมือนพ่อกับแม่ และเป็นครูเป็นอาจารย์ในองค์เดียวกันหมด ด้วยคารวธรรมอันสูงส่งนี้เอง จึงเป็นพลังใจให้พระอาจารย์มหาบัวได้เขียนหนังสือ “ประวัติหลวงปู่มั่น” เพื่อเผยแพร่ข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดจนชื่อเสียงเกียรติคุณให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบเป็นคติ เป็นการบูชาคุณท่าน และยังได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับภาคปฏิบัติธรรมกรรมฐานอีกหลายเล่ม รวมทั้งการบันทึกเทปธรรมะเป็นการเผยแพร่อีกด้วย

พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้อยู่จำพรรษาที่วัดบ้านโคกกับหลวงปู่มั่น เป็นเวลา 2 พรรษา แล้วติดตามหลวงปู่มั่นไปจำพรรษาที่วัดบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร อีก 6 พรรษา รวมเวลาที่อยู่กับหลวงปู่มั่นทั้งหมด 8 ปี จวบจนหลวงปู่มั่นถึงแก่มรณภาพ ในปี พ.ศ. 2492

ครั้นเสด็จงานพระราช ทานเพลิงศพหลวงปู่มั่นแล้ว พระอาจารย์มหาบัวก็ได้หลีกเร้นเข้าป่าเขา เพื่อแสวงหาสถานที่อันสงัดวิเวกมุ่งบำเพ็ญภาวนาแต่เพียงรูปเดียว แต่หมู่คณะพระสงฆ์สามเณรก็ขอติดตามไปด้วยเพื่อหวังให้ท่านอาจารย์ได้ช่วย อบรมสั่งสอน ท่านอาจารย์ก็พยายามหลีกหนีจากหมู่คณะ เพื่อเร่งบำเพ็ญเพียรของตนเองให้บรรลุจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้ พระอาจารย์มหาบัวก็หวนมาพิจารณาสงสารหมู่คณะที่หวังพึ่งพิงครูบาอาจารย์ เช่นเดียวกันกับท่านที่เคยหวังพึ่งพิงครูบาอาจารย์มาแล้ว ท่านอาจารย์จึงได้นำข้อวัตรปฏิบัติและธรรมอันวิเศษที่ได้รู้เห็นประจักษ์แก่ ใจมาสั่งสอนหมู่คณะ

ในครั้งแรกนับจำเดิมแต่หลวงปู่มั่นมรณภาพ ท่านอาจารย์มหาบัวได้จำพรรษา อยู่ที่วัดหนองผือนาใน ซึ่งท่านเคยจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่น เนื่องจากเมื่อหลวงปู่มั่นล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว พระสงฆ์สามเณรที่เคยมีอยู่จำนวนมาก ก็แตกกระจัดกระจายหนีไปอยู่ที่อื่น เหลือแต่พระหลวงตาเฝ้าวัดอยู่เพียงรูปเดียว ท่านอาจารย์รู้สึกสังเวช สลดใจในความเปลี่ยนแปลง จึงได้ย้อนกลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้หนึ่งพรรษา

ใน ปีถัดมา (พ.ศ. 2493) ท่านอาจารย์ได้ออกธุดงค์หาสถานที่อันสงัดวิเวก และได้พักจำพรรษาอยู่วัดบ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี จังหวัดนครพนม (ปัจจุบันเป็นจังหวัดมุกดาหาร) อีก 4 พรรษา ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่ที่นี่ ท่านอาจารย์ได้เข้มงวดกวดขันเอาจริงเอาจังกับการอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณร ทั้งในเรื่องข้อวัตรปฏิบัติธุดงควัตร และเจริญสมาธิภาวนาจนทำให้พระสงฆ์สามเณรมีหลักยึดเหนี่ยวของจิตใจมากยิ่ง ขึ้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2498 ท่านอาจารย์มหาบัวก็ได้จาริกแสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรมผ่านไปทางจังหวัด จันทบุรี และได้สร้างวัดจำพรรษาอยู่ที่นั่น 1 พรรษา ระยะต่อมาได้ทราบข่าวว่าโยมมารดาของท่านป่วย ท่านอาจารย์จึงได้เดินทางกลับมาตุภูมิที่บ้านตาด เพื่อดูแลโยมมารดา ชาวบ้านได้นิมนต์ให้ท่านไปพำนักในป่าบริเวณทางทิศใต้ของหมู่บ้าน พร้อมทั้งนิมนต์ท่านให้อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งเสียที เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้าน โดยได้บริจาคที่ดินประมาณ 263 ไร่เพื่อสร้างวัด ท่านอาจารย์ได้พิจารณาเห็นว่าโยมมารดาของท่านแก่ชรามากแล้ว สมควรที่จะอยู่ช่วยดูแลเป็นการตอบแทนบุญคุณของมารดาด้วย ท่านอาจารย์จึงตกลงใจรับนิมนต์และเริ่มสร้างวัดนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2498 ตั้งชื่อวัด “วัดป่าบ้านตาด” จนตราบเท่าทุกวันนี้

คัดลอกมาจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=jit-apinya&month=10-2009&date=11&group=1&gblog=7

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิวัฎจักร : บทกลอนถึงหลวงตา โดยทีมงาน Dhammada.net

อาจารย์พระมหาบัว (หลวงตามหาบัว) ญาณสมฺปนฺโน

อาจารย์พระมหาบัว (หลวงตามหาบัว) ญาณสมฺปนฺโน

*** ในสัปดาห์นี้ Dhammada.Net จะขออุทิศพื้นที่และเวลา ***
*** ให้กับข่าวสารและธรรมะของ อาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (หลวงตามหาบัว) เป็นหลักครับ ***


วิวัฏจักร

๏ แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
หลวงตาดับขันธ์
ผู้คนระงมอาลัย
๏ แผ่นฟ้าหม่นหมองร้องไห้
หยดหยาดทั่วไทย
อาวรณ์รำไรรำพัน
๏ วัฏสงสารเหมือนฝัน
ภพชาติดับพลัน
ไม่หันไม่หวนกลับมา
๏ คนอยู่สิยังไขว่คว้า
ดุ่มเดินค้นหา
ตามทางที่ท่านสั่งสอน
๏ ดังนกที่ไร้รังนอน
เกาะเกี่ยวคบขอน
ทุกคืนสะท้านเหน็บหนาว
๏ เกิดทีก็ทุกข์ทุกคราว
จากเด็กหนุ่มสาว
แก่เฒ่าแล้วตายจากไป
๏ สิ่งที่หลวงตาฝากไว้
รอยทางยิ่งใหญ่
ตามรอยพระพุทธองค์


ทีมงาน Dhammada.net

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อวิชชารวมตัว ปกปิดจิตแท้ธรรมแท้ พระธรรมเทศนากัณฑ์แรกของหลวงตาบนอินเตอร์เน็ต

อวิชชารวมตัว ปกปิดจิตแท้ธรรมแท้

โดยอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (หลวงตามหาบัว)
เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2509

นี่คือเวลาเริ่มพิจารณาเข้าสู่จุดรวมของกิเลสวัฏฏ์ ซึ่งได้แก่อวิชชา ขณะที่พิจารณาก็ยังไม่ทราบว่าตัวเองพิจารณาอวิชชา เป็นแต่เพียงคิดว่า นี้มันอะไรนา เป็นข้อข้องใจสงสัยอยู่ตรงนี้ แล้วก็หยั่งจิตลงไปที่นั่น ทำความสนใจในจุดนั้น พิจารณาว่ามันเป็นยังไงไปยังไงมายังไง แต่ก็ไปถูกจุด ทั้งนี้เพราะเราไม่รู้ชื่อมันว่าอะไรเป็นอวิชชา อวิชชาที่แท้จริงกับชื่อมันผิดกันมาก เห็นแต่กระแสของมันกระจายไปทั่วโลก นั้นมันเป็นเพียงกิ่งก้าน เหมือนเราไปหาจับโจรผู้ร้าย ไปจับก็จะได้แต่สมุนของมันเท่านั้น จับคนไหนก็เป็นสมุนของมันๆไม่ทราบว่านายมันอยู่ที่ไหน มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะไม่เคยเห็นหัวหน้ามัน

จับมากต่อมาก จับเข้าไปๆตีตะล่อมเข้าไปๆที่เรียกว่าล้อมโจร คือเจ้าหน้าที่มีจำนวนมากและก็มีกำลังมาก ต่างคนต่างอาศัยกันรวมกันเข้าก็มีกำลังมาก ล้อมรอบจุดโจรอาศัยอยู่จับคนนี้ มัดคนนั้นเข้าไปๆเมื่อถูกถาม ตามธรรมดาโจรมันจะไม่บอกว่าใครเป็นนายของมัน ถ้าใครเป็นโจรก็มัดมันเข้าไปจนหมดจนไม่ให้มีเหลือซักคนในวงล้อมนั้น คนสุดท้ายนั้นน่ะเป็นนายของโจร คนสุดท้ายมันจะอยู่ในที่สำคัญ คือสมุนของโจรจะต้องล้อมรอบขอบชิดรักษาไว้อย่างดีทีเดียว ไม่ให้พบหัวหน้าของมันอย่างง่ายดาย ถูกจับเข้าไปเป็นลำดับๆจนถึงอุโมงค์ที่หัวหน้าโจรหลบซ่อนก็ฆ่าหมดไม่มีเหลือในที่นั้นแล้วมันก็ทราบชัดกันล่ะที่นี่ ว่า หัวหน้าโจรตัวฉลาดได้ถูกฆ่าให้สูญพันธุ์ไปเสียแล้ว อันนี้เป็นแต่เพียงรูปเปรียบ คือจิตที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งใด มันก็เป็นแขนงของความหลง ไม่ว่าจะหลงทางดีทางชั่ว มันเป็นเรื่องของอวิชชาและกิ่งก้านของอวิชชาทั้งนั้น แต่ตัวอวิชชาจริงๆมันไม่มีเพราะฉะนั้น อุบายวิธีพิจารณาต่างๆถ้าจะเทียบอุปมาก็เหมือนอย่างเราวิดน้ำเพื่อจะเอาปลา ถ้าน้ำมีมาก ปลาจะมีอยู่จำนวนมากน้อยเพียงไรก็ไม่ทราบ วิดน้ำออกจนน้ำแห้งไปเป็นลำดับๆปลาก็รวมตัวเข้าไปๆ ตัวไหนอยู่ที่ไหนก็วิ่งลงในน้ำๆ น้ำก็ถูกวิดออกเรื่อยๆ ปลาก็รวมตัวเข้าไปตัวไหนวิ่งไปไหนก็มองเห็น เพราะน้ำแห้งลงไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายเมื่อน้ำแห้งแล้ว ปลาก็ไม่มีที่หลบซ่อนก็จับตัวปลาได้

ขึ้นชื่อว่ารูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสกับอาการของจิตที่คละเคล้ากัน มันก็เหมือนกับน้ำซึ่งเป็นที่อาศัยของปลา การพิจารณาสิ่งเหล่านี้ก็ไม่หมายจะเอาสิ่งเหล่านี้ แต่จะฆ่ากิเลสต่างหากเหมือนกับคนวิดน้ำไม่หมายจะเอาน้ำ แต่หมายจะเอาปลาต่างหาก การพิจารณาก็ไม่หมายจะเอาสิ่งเหล่านี้ แต่ให้รู้สิ่งเหล่านี้เป็นลำดับๆ พอรู้ไปถึงไหนจิตก็หายกังวล รู้ทั้งสิ่งที่ไปเกี่ยวข้อง รู้ทั้งตัวเองผู้ไปเกี่ยวข้องว่าเป็นผู้ผิด เป็นความเห็นผิดของตัว จึงไปหลงรักหลงชังในสิ่งเหล่านั้นทีนี้วงแห่งการพิจารณาก็แคบเข้ามาๆ เหมือนกับน้ำแห้งลงไปๆ จะพิจารณาในธาตุในขันธ์อะไรมันก็เหมือนกับสิ่งทั่วไปภายนอก มันไม่มีอะไรแปลกกัน ถ้าเป็นด้านวัตถุ พูดถึงเรื่องธาตุก็เป็นธาตุอันเดียวกัน มันมีแปลกอยู่ที่อาการของจิตแสดงตัวออก แต่เราไม่รู้ก็ไปหมาย อันนี้มันก็ยังเป็นกิ่งก้านของอวิชชาอยู่ แต่มันจะซึมซาบเข้าไปหาส่วนใหญ่ พิจารณาเห็นสิ่งที่มาเกี่ยวข้องชัดเท่าไร ก็ยิ่งเห็นตัวออกไปเกี่ยวข้องชัดขึ้นทุกที เหมือนกับน้ำแห้งลงไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นตัวปลาชัดขึ้นทุกทีๆ

การพิจารณาเห็นสภาพทั้งหลายทั้งภายนอกกาย ทั้งภายในกาย ทั้งในเจตสิกธรรมของตัวชัดขึ้นเท่าไร มันก็เห็นจุดที่อยู่ที่อาศัยของตัวการสำคัญชัดขึ้นๆ เมื่อพิจารณาตะล่อมเข้าไปความรู้ของจิตมันก็แคบเข้าไป ความกังวลของใจก็น้อยเข้าไป กระแสของใจที่ส่งออกไปก็แคบพอกระเพื่อมตัวออกไปเกี่ยวกับสิ่งใดก็พิจารณาเกี่ยวกับสิ่งนั้นด้วย พิจารณาความกระเพื่อมของจิตที่ออกไปแสดงตัวด้วย ก็เห็นทั้งสองเงื่อน รู้เหตุรู้ผลกันทั้งสองด้าน คือด้านที่ไปเกี่ยวข้องสิ่งที่ถูกเกี่ยวข้องหนึ่ง ผู้ไปเกี่ยวข้องหนึ่ง ปัญญาก็ขยับตัวเข้าไปเป็นลำดับๆ

เมื่อเข้าไปถึงตัวอวิชชาจริงๆ โดยมากนักปฏิบัติถ้าไม่มีครูอาจารย์คอยแนะไว้ก่อนแล้ว จะต้องไปถือเอาตัวนั้นแลว่าเป็นตัวจริง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างได้พิจารณาเห็นชัดภายในใจแล้วว่าได้รู้เท่าและปล่อยวางไปหมดไม่มีสิ่งใดเหลือ แต่ผู้ที่รู้สิ่งทั้งหลายนั้นคืออะไรนั่น ทีนี้ก็ไปสงวนอันนั้นไว้ นี่แลที่ว่าอวิชชารวมตัวแล้ว แต่กลับมาเป็นตัวขึ้นโดยไม่รู้สึก จิตก็มาหลงอยู่นั้นที่ว่าอวิชชาก็คือหลงตัวเองนี่แหละ ส่วนที่หลงสิ่งภายนอกนั้นยังเป็นกิ่งก้าน ไม่ใช่เป็นเรื่องของอวิชชาอันแท้จริง

การมาหลงอันนี้แล มาหลงผู้ที่รู้สิ่งทั้งหลายนี้แล ผู้นี้เป็นอะไรเลยลืมวิพากษ์พิจารณาเสียเพราะจิตเมื่อมีวงแคบเข้ามาแล้วจะต้องรวมจุดตัวเอง จุดของจิตที่ปรากฏตัวอยู่เวลานั้นจะเป็นจิตที่ผ่องใส มีความยิ้มแย้มแจ่มใส มีความองอาจกล้าหาญ ความสุขก็รู้สึกว่าจะรวมตัวอยู่ที่นั่นหมด สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมันเป็นผลของอะไร ถ้าจะพูดว่าเป็นผลก็ยอมรับเป็นผล จะพูดว่าเป็นผลของปฏิปทาเครื่องดำเนินก็ถูกถ้าหากเราไม่หลงอันนี้นะ ถ้ายังหลงอยู่มันก็ยังเป็นสมุทัยนี่ละจุดใหญ่ของสมุทัย

แต่ถ้านักปฏิบัติผู้มีความสนใจพิจารณาในสิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอแล้วไม่มองข้ามไปยังไงก็ทนไม่ได้ ต้องสนใจเข้าพิจารณาจุดนั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเราก็เคยพิจารณาและเคยรู้เรื่องมาแล้วใจก็ไม่สัมผัส จะแยกจิตออกไปพิจารณาอะไรมันก็ไม่สัมผัส เพราะพอตัวในสิ่งนั้นๆแล้วอาการที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจากนั้น จิตที่ปรุงขึ้นมามันก็ปรุงขึ้นจากนั้น สุขที่ปรากฏขึ้นก็ปรากฏอยู่ที่นั่น ความสุขที่ปรากฏขึ้นมามันก็มีอาการเปลี่ยนแปลงให้เห็นซึ่งเป็นเหตุให้พิจารณาอีกเพราะในขั้นนี้เป็นขั้นที่ใช้ความสังเกตมาก เมื่อสังเกตความสุขมันก็ไม่แน่นอน เพราะความสุขที่ผลิตจากอวิชชามันเป็นสมมุติ บางทีก็มีอาการเฉาๆบ้างเล็กๆน้อยๆ พอให้ทราบว่ามันแสดงอาการไม่สม่ำเสมอ มันค่อยเปลี่ยนตัวเองอยู่อย่างนั้นตามขั้นแห่งธรรมที่ละเอียด นี่เป็นจุดที่จะนอนใจตายใจและยอมเชื่อสำหรับผู้ที่ปฏิบัติด้วยความเข้มแข็ง ด้วยความสนใจอย่างยิ่งแต่จะมานอนใจในจุดนี้ ติดในจุดนี้ หากไม่มีผู้อธิบายให้ทราบไว้ล่วงหน้าก่อน

ถึงจะนอนใจก็ทนที่จะทราบไม่ได้เหมือนกันถ้าใช้ความสนใจ เพราะมีเท่านั้นเป็นสิ่งที่ดูดดื่มของใจ เป็นเหตุให้ดูดดื่ม เป็นเหตุให้พอใจในสิ่งที่ปรากฏนั้น เท่าที่เคยพิจารณามาเป็นอย่างนั้นจนไม่ทราบว่าอะไรเป็นอวิชชา ก็เลยเข้าใจว่าอันนี้แหละที่จะเป็นนิพพาน อันสว่างกระจ่างแจ้งอยู่ตลอดเวลานี้แล คำว่าตลอดเวลาในที่นี้หมายถึงตลอดเวลาของผู้มีความเพียร มีการชำระซักฟอกกันอยู่เสมอ ไม่นอนใจติดอยู่กับสิ่งนั้นถ่ายเดียว ความสงวนก็มาก อะไรจะมาแตะต้องไม่ได้ระมัดระวังอย่างเต็มที่ พออะไรมาสัมผัสก็รีบแก้กันทันที

แต่สิ่งที่รักสงวนนั้นตนหาได้ทราบไม่ว่าคืออะไร ทั้งที่ความรักความสงวนนั้นมันก็เป็นภาระของจิตอยู่โดยดี แต่ในเวลานั้นมันไม่ทราบ จนกว่าสมควรแก่กาลที่ควรรู้แล้ว จึงเกิดความสนใจที่จะพิจารณาในจุดนี้ นี่มันคืออะไรนา ทุกสิ่งทุกอย่างเราก็เคยพิจารณามา แต่สิ่งนี้มันคืออะไรนาที่นี่จิตก็จ่อเข้าไปตรงนั้น ปัญญาก็สอดส่องเข้าไป นี้มันคืออะไรแน่นะ อันนี้มันเป็นความจริงแล้วหรือยังไม่จริง อันนี้เป็นวิชชาหรือเป็นอวิชชา มันยังเป็นข้อกังขาสงสัยอยู่นั้นแหละ

แต่อาศัยการพิจารณาทบทวนด้วยปัญญาอยู่ไม่หยุด เพราะเป็นสิ่งไม่เคยรู้ไม่เคยประสบมาก่อนว่าทำไมมันจึงรัก ทำไมมันจึงสงวน ถ้าหากว่าเป็นของจริงแล้วทำไมจะต้องรักสงวนกัน ทำไมจะต้องรักษากัน ความรักษานี่มันก็เป็นภาระ ถ้าอย่างนั้นอันนี้มันก็ต้องเป็นภัยอันหนึ่งสำหรับผู้สงวนรักษา หรือเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่น่าไว้ใจทั้งๆที่ก็ไม่ทราบนะว่านั่นคืออะไร จะเป็นอวิชชาจริงหรือไม่เพราะเราไม่เคยเห็นนี่ว่าวิชชาที่แท้จริงกับอวิชชามันต่างกันอย่างไร วิมุตติกับสมมุติมันต่างกันอย่างไร ปัญญาก็เริ่มสนใจพิจารณาละที่นี่

อวิชชานี้เองที่ปกปิดจิตแท้ธรรมแท้เรื่อยมา จึงไม่เห็นความอัศจรรย์ในหลักธรรมชาติของจิตอันแท้จริง ผู้ปฏิบัติดำเนินมาถึงขั้นหลุมพรางตาจึงหลงยึดว่าเป็นของอัศจรรย์ไปเสีย จึงมารักสงวนหึงหวงไว้ มาเข้าใจว่าเป็นเราเป็นของเรา จิตเราสว่างไสว จิตเรามีความองอาจกล้าหาญ จิตเราเป็นสุข จิตเรานี้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ธรรมชาติอันนี้ไม่รู้ตัวเอง ท่านเรียกว่าอวิชชาแท้ พอกลับมารู้อันนี้ๆก็สลายไป พออันนี้สลายไปแล้วก็เหมือนกับเปิดฝาหม้อขึ้นมานั่นเอง มีอะไรอยู่ในนั้นก็เห็นหมดอวิชชานี้เท่านั้นปิดไว้

การปฏิบัติในศาสนานี้ถ้าปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์จริงๆ มันก็มีเคล็ดลับอยู่สองคือ ระหว่างอุปาทานของกายกับจิต กายกับจิตเป็นอุปาทานต่อกัน จะแยกจากกันนี้เป็นเคล็ดลับอันหนึ่งกับมาเคล็ดลับที่สองอันเป็นจุดสุดท้ายแห่งความสามารถของกระผมที่เป็นขึ้นมา นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่น่าสงสัย

กระผมเคยไปบำเพ็ญอยู่ที่วัดดอย ปัญหาเรื่องอวิชชานี้มันทำให้งงอยู่นานเหมือนกัน คือขณะนั้นจิตมันสว่างจนตัวเองเกิดความอัศจรรย์ในความสว่างไสว ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเป็นเหตุให้อัศจรรย์นั้นรู้สึกมารวมตัวอยู่ในจิตนั้นหมด จนเกิดความอัศจรรย์ในตัวเองว่า แหม จิตของเราทำไมถึงได้อัศจรรย์ถึงขนาดนี้นะ มองดูกายทั้งกายไม่เห็น มันเป็นอากาศธาตุเสียหมด ว่างไปหมด จิตมีความสว่างไสวอย่างเต็มที่

แต่เดชะนะ พอเวลาเกิดความอัศจรรย์ตัวเองขึ้นมา ถึงกับอุทานในใจในเวลานั้น ด้วยความหลงไม่รู้สึกตัว ถ้าพูดถึงธรรมะส่วนละเอียดมันเป็นความหลงอันหนึ่ง มันอัศจรรย์ตัวเอง ทำไมจิตของเราถึงได้เป็นขนาดนี้ พอว่าอย่างนั้นก็มีธรรมะบันดาลขึ้นมา อันนี้ก็ไม่คาดไม่ฝันเหมือนกันผุดขึ้นมาเหมือนมีคนพูดอยู่ภายในจิตนี้ แต่ไม่ใช่คนพูด ผุดขึ้นมาเป็นบทๆว่า ” ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ” ว่าอย่างนั้น

ธรรมชาตินั้นมันเป็นจุดจริงๆจุดของความรู้ จุดของความสว่างนั้นมันมีจุดจริงๆดังอุบายผุดขึ้นมาบอก ทีนี้เราก็ไม่ได้คำนึงว่าอะไรมันเป็นจุด เลยงงไปเสียอีก แทนที่จะได้อุบายจากคำเตือนที่ผุดขึ้นนั้น เลยเอาปัญหานั้นมาขบคิด จนกว่าได้มาพิจารณาถึงตอนนี้ ตอนที่ว่าจุดนี้ ปัญหาอันนี้จึงยุติลงไป ถึงได้ย้อนกลับคืนไป รู้เรื่องที่ว่าถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพได้อย่างชัดเจน ถึงได้ความ อ๋อ คำว่าจุดว่าต่อมหมายถึงอันนี้เอง แต่ก่อนไม่เข้าใจ มันเป็นจุดจริงๆจะอัศจรรย์แค่ไหนมันก็เป็นจุดของความอัศจรรย์ มันเป็นจุดให้รู้อยู่ พออันนั้นสลายลงไปแล้วมันไม่มีจุด เพราะจุดมันเป็นสมมติทั้งนั้น จะละเอียดแค่ไหนมันก็เป็นสมมติ

ถึงได้เทศน์สอนหมู่เพื่อนเสมอว่า เมื่อเข้าไปถึงจุดนั้นแล้วอย่าไปสงวนอะไรทั้งนั้น ให้พิจารณาลงไป แม้ที่สุดจิตจะฉิบหายลงไปด้วยการพิจารณาจริงๆ ก็ขอให้ฉิบหายไป อะไรจะรับรู้ว่าบริสุทธิ์ก็ให้รับรู้ไป หรือจะฉิบหายไปหมดไม่มีอะไร จะรับรู้ว่าบริสุทธิ์ก็ขอให้รู้กัน อย่าได้สงวนอะไรไว้เลย ก็เพื่อกันไว้ว่ากลัวจะมาสงวนอันนี้เอง ถ้าหากไม่เตือนถึงขนาดนั้นแล้วอย่างไรก็ต้องติดขอให้รู้เท่านั้น อะไรๆจะดับไปก็ดับไปเถิด แม้ที่สุดจิตดวงนี้จะดับไปด้วยอำนาจของการพิจารณาก็ขอให้ดับไป ไม่ต้องสงวนเอาไว้ เวลาพิจารณาต้องลงถึงขนาดนั้น

แต่จะหนีความจริงไปไม่พ้น สิ่งใดที่เกิดสิ่งนั้นก็ต้องดับ สิ่งใดที่จริงเป็นหลักธรรมชาติของตัวเองแล้ว ก็จะไม่ดับ คือจิตที่บริสุทธิ์นั้นจะไม่ดับ ทุกสิ่งทุกอย่างดับไป ผู้ที่รู้ว่าดับนั้นไม่ดับอันนั้นดับไป อันนี้ดับไป ผู้ที่รู้ว่าสิ่งนั้นดับไปนั้นไม่ดับ จะว่าเอาไว้ก็ได้ ไม่เอาไว้ก็ได้ มันก็รู้อยู่อย่างนั้น ถ้าเราสงวนนี่ก็เท่ากับเราสงวนอวิชชาไว้นั่นเอง เพราะอวิชชามันละเอียด มันอยู่กับจิตถ้าสงวนจิตก็เท่ากับสงวนอวิชชา เอ้า ถ้าจิตจะฉิบหายไปด้วยกันก็ขอให้ฉิบหายไป อุปมาเหมือนกับฟันก็ฟันลงไปเลย ไม่ให้มีอะไรเหลือ ให้มันม้วนเสื่อลงไปด้วยกันหมด ขนาดนั้นพอดี

หมายเหตุ เป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรก ที่มีการคัดลอกขึ้นสู่อินเตอร์เน็ต ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ใน web site “ธรรมะ จากพระป่า” ซึ่งสร้างใน geocities.com ก่อนที่ yahoo.com จะเข้าซื้อกิจการไป ซึ่งในปัจจุบัน web site ดังกล่าวได้เปลี่ยน url ไปเป็น http://reocities.com/Tokyo/gulf/4126/preface.html แล้ว (ใช้รหัสตัวหนังสือเป็น TIS-620) ทาง Dhammada.net ขอนำมาลงเพื่อระลึกถึงคุณอันมหาศาลที่หลวงตาท่านได้ทำไว้ให้กับพระพุทธศาสนา และกับพุทธศาสนิกชน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Dhammada News: รำลึกถึงหลวงตามหาบัว

“เรามีชีวิตอยู่นี้ เราทำด้วยความเมตตา สงสารต่อโลก เราจะทำความดีให้โลกทั้งหลายได้เห็นเป็นตัวอย่าง

เพราะหลังจากนี้แล้ว เราตายแล้วเราจะไม่มาเกิดในโลกนี้อีกต่อไป เป็นตลอดอนันตกาล”

>>> คลิ๊กที่รูปเพื่อขยายภาพ <<<


เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Dhammada News: หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ละขันธ์แล้ว

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ละขันธ์เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานแล้ว เมื่อเวลา ตี 3:51:49 วันอาทิตย์ที่ 30 ม.ค 2554  ครับ

.

ไม่ว่า เศรษฐี กุฎุมพี คนทุกข์ คนจน ตายไปด้วยความหมุนกับงาน หมุนไปด้วยความทะเยอทะยานความดีดความดิ้นเหมือนกันหมด นี้งานของวัฏจักร งานของกิเลส พาสัตว์โลกให้ได้รับความทุกข์ความทรมานเพราะการดีดการดิ้นของจิตที่วิ่งไปตามกิเลส นี่เรียกว่างานวัฏจักร

ทีนี้ งานวิวัฏจักร หมุนตัวเข้ามาสู่.. เริ่มต้นก็มีแต่สร้างคุณงามความดี เริ่มเข้ามาแล้วนะ จะประมวลวัฏจักรเข้ามาสู่หัวใจ การให้ทานก็ดี การรักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา นี้ ล้วนแล้วตั้งแต่งานประมวลเข้ามาจะเข้ามาสู่หัวใจ นี่จะเป็นงานที่สิ้นสุดยุติจะมายุติที่ตรงนี้ ไอ้งานวัฏวนที่กิเลสพาทำบานปลายตลอด ตลอดตั้งกัปตั้งกัลป์ไม่มีคำว่าอ่อน อ่อนข้อไม่มี บานปลาย

ทีนี้งานภาวนานี้ประมวลเข้ามาสู่จิตใจ ประมวลเข้ามา การทำบุญให้ทานจิตใจมีความเอิบอิ่มในการทำบุญให้ทานด้วย ผลปรากฏขึ้นด้วย การรักษาศีล การภาวนา มีแต่ความดีหนุนเข้ามาจิตใจ แล้วทำวัฏวนวัฏจิตวัฏจักรที่เกิดตายไม่มีขอบเขตนั้นหดย่นเข้ามา สั้นเข้ามาๆ รวมลงมาหา จิตตภาวนา

เมื่อรวมลงเต็มที่แล้วก็มา จิตตภาวนานี้เป็นแหล่งสังหารกิเลส สังหารวัฏจักรให้ขาดสะบั้นไปจากจิตใจ กลายเป็นนิพพานสดๆ ร้อนๆ ขึ้นมา หมดแล้วงาน

นี่ละการบำเพ็ญธรรมะ งานสิ้นสุดลงได้เลย ดังพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ฆ่ากิเลสเสร็จลงไปแล้วพระพุทธเจ้าหมดงาน วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ ไม่มีงานทำอีกแล้ว งานฆ่ากิเลสก็ฆ่าเรียบร้อยแล้ว งานอื่นยิ่งกว่าการฆ่ากิเลสไม่มี นั่นท่านหมดงาน

ท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วเป็นผู้หมดงาน วัฏจิตวัฏจักรหมดโดยสิ้นเชิง นี่ละงานเข้ามาสู่ใจเป็นงานยุติภพชาติการเกิด แก่ เจ็บ ตายไม่มีสิ้นสุด จะมายุติที่งานจิตตภาวนา ลงที่จุดนี้แล้วยุติขาดสะบั้นไปหมด ให้พากันจำเอานะ งานนี้เป็นงานรวมยอดของการสังหารภพชาติของตัวเอง จะเกิดมากี่กัปกี่กัลป์จะมาสังหารกันที่จิตใจด้วย จิตตภาวนานี้แหละ เอาละให้พร

: หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=3961&CatID=2]Luangta.Com

มหาเถเร ปมาเทนะ ทวารัตตะ เยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
มหาเถเร ปมาเทนะ ทวารัตตะ เยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
มหาเถเร ปมาเทนะ ทวารัตตะ เยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต

_/I\_ _/I\_ _/I\_

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

กรรมฐานของเราจะวนเวียนอยู่ไม่ให้เกินร่างกายออกไป

mp3 for download : กรรมฐานของเราจะวนเวียนอยู่ไม่ให้เกินร่างกายออกไป

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: เมื่อปีสองสี่ ปลายๆปี หลวงพ่อไปเจอธรรมะของหลวงปู่ดูลย์เข้า ตอนนั้นไม่รู้จักท่านหรอก เพราะเขียนชื่อ “พระรัตนากรวิสุทธิ์” เขียนไว้แค่นั้น ใครก็ไม่รู้ แล้วก็บอกว่า “จิตที่ส่งออกนอกเป็นสมุทัย ผลที่จิตส่งออกนอกเป็นทุกข์ จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค ผลที่จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นนิโรธ อนึ่งจิตมีธรรมชาติส่งออกนอก”

ยังมีอีกบทหนึ่งนะ จิตมีธรรมชาติส่งออกนอก ถ้าส่งออกนอกแล้วกระเพื่อมหวั่นไหวนี้เป็นสมุทัย ผลที่จิตส่งออกนอกแล้วกระเพื่อมหวั่นไหวเป็นทุกข์ ถ้าจิตส่งออกนอกแล้วมีสติอยู่อย่างบริบูรณ์ จิตไม่กระเพื่อมหวั่นไหวเป็นมรรค แล้วก็พ้นจากความทุกข์ไปเป็นนิโรธ พระอริยะเจ้าทั้งหลาย นี่บทสรุป พระอริยะเจ้าทั้งหลายหมายถึงพระอรหันต์นะ มีจิตไม่ส่งออกนอก มีจิตไม่กระเพื่อมหวั่นไหว ก็พ้นจากทุกข์

ธรรมะของท่าน อ่านตรงนี้ โอ้..อ่านแล้วสะใจจัง ตอนนี้เหลือท่อนเดียว นึกออกไหม เหลือแต่จิตส่งออกนอกเป็นสมุทัย ท่อนหลังไม่มีแล้ว หายไปหมดแล้ว ไม่มีใครทรงจำไว้เลยทั้งที่ดี จำท่อนแรกไว้เพราะดูเก๋ไก๋ดี

พออ่านตรงนี้แล้วเรารู้สึกขึ้นมา โอ้.. ธรรมะอะไรประหลาด จริงๆนะ จิตมันทุกข์นะ ถ้าจิตมันทุกข์นะมันไม่ใช่เราทุกข์ นี่ใจรู้สึกอย่างนี้นะ ถ้าจิตไม่ทุกข์เสียอย่างแล้วใครจะทุกข์ อ่านธรรมะของท่านแล้วมันวกเข้ามาตรงนี้ได้ โอ้..อยากรู้จักนะ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ พระองค์นี้ ไปเที่ยวถามๆคนนะ เขาบอกว่าคงตายไปแล้วล่ะ คงมรณภาพไปแล้ว เพราะเป็นอาจารย์ของหลวงปู่ฝั้นอีกที หลวงปู่ฝั้นยังสิ้นไปแล้วเลย สิ้นตั้งแต่ปีสองสามมั้ง ราวๆนั้น หลวงปู่ดูลย์จะไปอยู่ได้อย่างไร

อยู่มาจนถึงเดือนกุมภา พงษ์เชษฐ์มาบอก ท่านยังอยู่นะ อยู่สุรินทร์ รู้อยู่แค่นี้ รู้ว่าท่านอยู่สุรินทร์ ชื่อหลวงปู่ดูลย์ เราขึ้นรถไฟไปหาท่าน ไปแล้วเที่ยวถามเขา ยังไม่รู้เลยว่าท่านอยู่อำเภอไหน อยู่ที่ไหนไม่รู้หรอก ลุยไปถามเอา ไปถามๆ ที่แท้อยู่ในเมืองนั่นเอง เจอท่านก็เรียนกับท่าน ท่านสอนให้ดูจิตดูใจตัวเอง

แทนที่ท่านจะบอกว่า ให้มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ถ้าเป็นสำนวนแบบช่วยย่อยนะ “มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” นี่ย่อยให้เสร็จแล้วนะ ถ้าเอาไปกินแล้วยังไม่ย่อยอีกก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วนะ

ไปหาหลวงปู่ แล้วหลวงปู่สอน “การปฏิบัติไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” สอนเท่านี้แหละ เราก็มาคอยรู้ทันจิตตัวเอง มาคอยรู้ไปเรื่อย เครื่องมือในการรู้จิตตัวเองนะ ก็คือสตินั่นเอง

ตอนนั้นไม่รู้จักหรอก ไม่รู้สติเสตอะเป็นยังไง ไม่รู้ทั้งสิ้นเลย ท่านบอกให้อ่านจิตตนเอง ก็คอยสังเกตว่าจิตมันเป็นยังไง จิตมันอยู่ที่ไหน จิตมันเป็นยังไง จะอ่านมันได้ยังไง คอยสังเกต เพราะรู้อยู่อย่างเดียวว่าจิตต้องอยู่ในร่างกายนี้แน่ จิตไม่อยู่เกินร่างกายออกไปหรอก เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ กรรมฐานของเรานี้ จะวนเวียนอยู่ไม่ให้เกินร่างกายออกไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๔๓ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : หลงบ่อย รู้สึกตัวช้ามาก

หลงบ่อย รู้สึกตัวช้ามาก

รู้ว่าหลงบ่อยนี่ดีนะครับ แต่ถ้าหลงนานนี่ต้องฝึกให้รู้ว่าหลงบ่อยๆ ^_^ ถ้าหลงนาน(รู้ช้า)

ก็ไม่ต้องกังวลนะครับ แล้วก็ไม่ต้องแทรกแซงจิตเพื่อจะรู้ได้เร็ว เอาแค่หัดรู้ไปสบายๆ หัดทุกวัน

เอากายใจมาอยู่กับธรรมะไว้ แล้วจิตจะพัฒนาขึ้น มีสติรู้ได้เร็วขึ้น ตั้งมั่นมากขึ้นครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Download Now! CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗ (๓)

ดาวน์โหลดพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

Download Now

Download Now

    uploaded: ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔

  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓ (วันพระ)
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK

*หมายเหตุ THAI-1 กับ THAI-2 เป็น Server คนละเครื่อง แต่ไฟล์สำหรับ Download นั้นเหมือนกันทุกไฟล์

ท่านที่สนใจจะ Download ไฟล์อื่นๆ ท่านสามารถเข้าไป Download ได้ที่หน้า Download

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Dhammada News: ขอเชิญสำรองที่นั่งฟังการบรรยายธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ ที่วัดยานนาวา

เรียนสาธุชนผู้ใฝ่ในธรรมทุก ๆ ท่าน

รายการธรรมปทีป มีความยินดีขอเชิญสาธุชนทุก ๆ ท่านสำรองที่นั่งฟังธรรม โดยได้รับความเมตตาอย่างสูงจาก หลวงพ่อปราโมช ปาโมชฺโช มาบรรยายธรรมที่อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ชั้น 3 วัดยานนาวา วันเสาร์ที่ 29 มกราคม 2554 เริ่มออกอากาศทาง WBTV สถานีวิทยุโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติฯ เวลา 16.00 น. (ตรง) ถึง เวลา 17.00 น.

ดังนั้นสาธุชนผู้ใฝ่ในธรรม จะต้องเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวข้างต้นตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไปเพื่อเตรียมความพร้อมของรายการธรรมปทีป เดินทางสะดวกที่สุดคือ

  • รถไฟฟ้าลงที่สถานีตากสิน,
  • เรือด่วนเจ้าพระยาขึ้นที่ท่าสาทร, นั่งเรือข้ามฟากจากท่าเรือเป๊ปซี่ ไปท่าสาธร
  • รถเมล์สาย 1, 15, 17, 35, 75, 163, 504, 547 หรือ TAXI ลงที่ป้ายรถเมล์หน้าวัดยานนาวาค่ะ

ใช้รถยนต์ส่วนตัวอาจไม่สะดวกเรื่องที่จอดรถค่ะ (ที่จอดรถภายในวัดมีจำกัด)


ท่านสามารถโทร.สำรองที่นั่งได้ที่หมายเลขโทรศัพ์ 027-125-500 (หลายคู่สาย)
ในเวลา 10.00น. – 17.30 น. (พักเที่ยงเวลา 12.30น.-13.30น.)
บริษัท สำนักงานโฟร์เอส จำกัด คุณพันทิพา หลักเสลา
หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 081-919-7423 ได้ตลอดเวลา (ยกเว้นเวลาวิกาล)

ในวันหยุด กรุณาติดต่อทางโทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้น เนื่องจากสำนักงานหยุด

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตกับทุก ๆ ท่านค่ะ

พันทิพา หลักเสลา
ผู้ประสานงานโครงการธรรมปทีป
วัดยานนาวา อารามหลวง

>>> แผนที่วัดยานนาวา <<<

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จิตเป็นตัวรู้

mp3 for download : จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จิตเป็นตัวรู้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จิตเป็นตัวรู้

จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จิตเป็นตัวรู้

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะรู้อยู่อย่างเดียวว่า จิตต้องอยู่ในร่างกายนี้แน่ จิตไม่อยู่เกินร่างกายออกไปหรอก เพราะฉะนั้นต่อไปนี้นะ กรรมฐานของเราจะวนเวียนอยู่ไม่ให้เกินร่างกายออกไป

หลวงพ่อไล่เลยนะ จิตอยู่ในผมหรือเปล่า? เพราะเราไม่รู้จักจิตน่ะ จิตอยู่ในผมไหม ตอนนั้นผมยาวเหมือนโยมนะ ดึง บี้ๆดู ไม่เห็นจะมีจิตตรงไหนเลย มันเป็นวัตถุเฉยๆ จิตอยู่ในขนหรือเปล่า? ขนคิ้ว เมื่อก่อนก็มีขนคิ้ว ตอนนี้สั้นจุ๊ดจู๋ บี้ๆดูนะ ก็ไม่เห็นมีจิต อยู่ในผมขน ในเล็บมีไหม ในเล็บก็ไม่มีนะ ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไล่ๆอยู่ในร่างกาย ไล่ไปไล่มา ไม่เห็นจะมีจิตเลย แต่จิตต้องอยู่ในกาย แต่เราหาไม่เจอ จิตอยู่ในหัวใจหรือเปล่า? อยู่ที่ไหนหรือเปล่า ไล่ยังไงก็ไม่เจอ

เอ๊ะ..จิตคงไม่ใช่วัตถุแล้ว จิตมันนึกขึ้นได้นะ จิตมันไม่ใช่วัตถุ เราไปหาแต่ตัววัตถุมันก็ไม่เจอสิ จิตมันต้องเป็นความรู้สึก หรือว่าความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ จิตอยู่ในความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ ทำใจให้สบายรู้สึกมีความสุขขึ้นมา ดูลงไปที่มีความสุขก็ไม่เห็นจิตอีกนะ ความสุขไม่ใช่จิตอีกละ กลุ้มใจขึ้นมานะความกลุ้มใจก็ไม่ใช่จิตอีกละ ดูไปๆนะ ในที่สุดก็จับได้ จิตเป็นคนรู้

พอจิตเป็นคนรู้ เราก็ค่อยๆเห็น ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่จิตรู้ นี่ถ้าพูดในภาษาอภิธรรม ภาษาปริยัตินะ ก็คือ จิตกับอารมณ์นั่นเอง จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จิตไปรู้เข้า คำว่า “อารมณ์” ในทางศาสนาพุทธไม่ได้แปลว่า emotion อารมณ์แบบที่พวกเรารู้จักในคนยุคนี้รู้จัก อารมณ์นั้นเป็นศัพท์เฉพาะ แปลว่าสิ่งที่ถูกจิตรู้ เป็นของที่คู่กับจิตเสมอเลย มีจิตเมื่อไหร่ต้องมีอารมณ์ มีอารมณ์ต้องมีจิต เป็นของคู่กัน

เพราะฉะนั้นเรารู้แล้วว่า จิตเป็นคนรู้ คราวนี้ค่อยๆสังเกตนะ สวดมนต์ในใจ “พุทฺโธ สุสุทฺโธ กรุณามหณฺณโว” เห็นเลย คำว่า “พุทฺโธ สุสุทฺโธ” นะ มันเหมือนงูเลื้อยออกมาจากถ้ำ เลื้อยผุดๆขึ้นมาจากความว่างๆ จิตเป็นคนดูอยู่ จิตมันก็ถอนตัวปุ๊บออกมาเป็นคนดู นี่ดูมาจากสุรินทร์นะ ไปแวะโคราชด้วย ไปหาหลวงพ่อพุธแล้วก็ขึ้นรถไฟต่อมากรุงเทพฯอีก คนละขบวนกัน มาถึงกรุงเทพฯค่อยเห็นหรอกว่า จิตมันเป็นตัวรู้ นี่จับเอาตัวรู้แยกออกมาได้นะ แต่แยกได้แว้บเดียวเอง จิตตัวรู้ก็ไหลเข้าไปรวมกับอารมณ์อีก เพราะมันคุ้นเคยที่จะไหลเข้าไปรวมกัน

อีกเจ็ดวันต่อมานะ ดึงลูกเดียวเลย ทำอย่างไรจิตมันจะแยกออกมา หลวงปู่ให้ดูจิต เราจะได้ดึงให้หลุดออกมาแล้วจะไปดูมัน นี่เข้าใจผิดละ ดูจิตไม่ได้ไปดูตัวจิตตรงๆนะ จริงๆก็คือดูตัว “เจตสิก” คือธรรมชาติที่เกิดร่วมกับจิต มันทำให้เห็นเลย จิตที่โกรธก็เป็นอย่างหนึ่ง จิตที่โลภก็เป็นอย่างหนึ่ง จิตที่หลง จิตที่สุข จิตที่ทุกข์ อะไรอย่างนี้ เป็นแต่ละดวงๆ คนละดวงกัน

ถ้าไปแยกเอาตัวรู้ออกมาจะคงที่ แล้วตัวรู้ก็เป็นตัวรู้อยู่นั่นเอง เหมือนไฟนี้ จับกี่ทีก็ร้อนทุกที ก็คงที่อยู่อย่างนั้น เราไม่ได้แยกอย่างนั้น แต่หลวงพ่อหัดใหม่ๆ ครูบาอาจารย์ไม่ได้ช่วยย่อยให้ ก็ลำบาก พยายามแยก ดึงๆใหญ่เลยนะ หาทาง ทั้งดึงทั้งผลัก แหมแทบจะเรียกว่าเอาเท้าถีบมันเลย ทางนี้ก็พยายามเหนี่ยวนะ จะให้มันแยกออกมา

ทำอยู่อาทิตย์หนึ่ง หลุดออกมาได้ อา..ดีจังเลย หลุดออกมาแล้ว หลุดออกมาแป๊บเดียวเอง ไม่กี่ขณะนะ ไหลเข้าไปรวมอีกแล้ว เฮ่อ..แต่ก็ยังดีวะ ดึงเจ็ดวันนะ มันหลุดออกมาได้นานขึ้น เห็นไหม ให้กำลังใจตัวเองด้วยนะ นี่มีพัฒนาการแล้วเห็นไหม ดึงแล้วมันแยกออกมาได้ ดึงอีกห้าวันนะ คราวนี้หลุดออกมาได้เป็นนาทีแล้ว
อยากดึงใหญ่ กะนะวันหนึ่งเราจะฝึกตัวเราไปเรื่อยจนกระทั่งวันหนึ่งมันหลุดออกมาตลอดเลย มันจะไม่เข้าไปอีกแล้ว คิดเอาว่าถ้ามันหลุดออกมาได้ตลอดนี่ต้องได้เป็นพระอรหันต์แน่ๆเลย เพราะจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเลย จิตไม่เห็นเจตสิก นี่น่ะไม่เข้าใจเลยนะ ฟัดกับมันอยู่อย่างนี้ ๓ เดือน ถ้ามันหนักๆก็แยกไป หนักๆก็ไม่ใช่จิตนะ แยกไป ค่อยๆแยก ค่อยๆย่อย ค่อยๆสลาย สิ่งที่ไม่ใช่จิตไปเรื่อย จะเอาจิต

ฝึกอยู่ ๓ เดือนนะ ไปส่งการบ้านหลวงปู่ดูลย์ กะว่าท่านชมแน่เลยว่าเราฉลาด ลูกศิษย์คนนี้เก่งจังเลย อะไรอย่างนี้นะ สามารถแยกเอาจิตออกมาได้ละ ไปถึงแล้วนึกว่าท่านจะชม ท่านกลับบอกว่า ไปยุ่งกับอาการของจิต ยังไม่ได้ดูจิตเลย ไป กลับไปทำใหม่ ที่ทำอยู่ผิด แล้วที่ถูกล่ะเป็นอย่างไร ไม่บอกนะ รู้อย่างเดียวที่ทำอยู่ผิด

เอ..ไปพยายามแยกมันนี่ผิดแฮะ นึกขึ้นได้ว่าท่านบอกว่าให้ “ดูจิต” นี่ ท่านบอกให้ดู ท่านไม่ได้บอกให้แยกนะ เราเสือกไปแยกเอง นี่..ต้องคำนี้นะ เราเสือกไปแยกเองน่ะ ท่านบอกให้ดูต่างหากล่ะ เอาใหม่ คราวนี้เป็นอย่างไร รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันโลภ เห็นมันโลภนะ มันโกรธ เห็นมันโกรธนะ บางทีใจก็แยกออกมา บางทีก็ไหลเข้าไปรวมกัน ยังไงก็ได้ จริงแล้วยังไงก็ได้ ฝึกไปๆนะ จนวันหนึ่งก็แจ้งขึ้นมา มันไม่มีเรา จิตนี้ก็ไม่ใช่เรา อะไรก็ไม่ใช่เรา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๕๗ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ร่ำเรียนมาได้ความว่า…(๑๓)

ร่ำเรียนมาได้ความว่า…(๑๓)

โลกนี้มีอะไรให้ทำตั้งเยอะแยะ
เกือบทั้งหมด ทำเสร็จไปแล้วไม่เสร็จจริง
เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ก็ต้องทำใหม่อีกอยู่เรื่อยๆ
แม้ไม่ทำอีกในชาตินี้ ก็ต้องทำอีกในชาติหน้า

จะมีก็เพียงกิจ ๔ อย่างเท่านั้น
ที่หากทำเสร็จแล้วเสร็จสิ้นกันเลย ไม่ต้องทำกันอีก

กิจ ๔ อย่างนั้นก็คือ
“รู้ทุกข์ ละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค”
และน่าอัศจรรย์ที่กิจทั้ง ๔ อย่าง
จะจบลงในขณะจิตเดียวกันนั่นเอง
คือ ขณะจิตใดที่รู้ทุกข์เสร็จ ขณะจิตนั้น
ก็เป็นอันละสมุทัยเสร็จ แจ้งนิโรธเสร็จ เจริญมรรคเสร็จ

ขณะจิตใดที่ละสมุทัยเสร็จ ขณะจิตนั้น
ก็เป็นอันรู้ทุกข์เสร็จ แจ้งนิโรธเสร็จ เจริญมรรคเสร็จ

ขณะจิตใดที่แจ้งนิโรธเสร็จ ขณะจิตนั้น
ก็เป็นอันรู้ทุกข์เสร็จ ละสมุทัยเสร็จ เจริญมรรคเสร็จ

ขณะจิตใดที่เจริญมรรคเสร็จ ขณะจิตนั้น
ก็เป็นอันรู้ทุกข์เสร็จ ละสมุทัยเสร็จ แจ้งนิโรธเสร็จ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Download Now! CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗ (๒)

ดาวน์โหลดพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

Download Now

Download Now

    uploaded: ๒๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔

  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK
  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK
  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK
  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK
  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓ (วันพระ)
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK

*หมายเหตุ THAI-1 กับ THAI-2 เป็น Server คนละเครื่อง แต่ไฟล์สำหรับ Download นั้นเหมือนกันทุกไฟล์

ท่านที่สนใจจะ Download ไฟล์อื่นๆ ท่านสามารถเข้าไป Download ได้ที่หน้า Download

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : นั่งเจริญสติ นั่งเจริญสมถะ

นั่งเจริญสติ นั่งเจริญสมถะ

นั่งแล้วรู้ทัน(จิต)ที่ไหลไปวิ่งไปแบบที่คุณ ____ เป็นอยู่นี้ เรียกว่านั่งเจริญสติ
ให้นั่งรู้ทันจิตไปสบายๆ นะครับ แล้วจิตจะค่อยๆ มีความตั้งมั่นมากขึ้น
(ไหลไปหรือวิ่งไปน้อยลง) เมื่อจิตตั้งมั่นรู้รูปนามได้ ก็จะเจริญปัญญาได้

ส่วนการนั่งแล้วเอาจิตมารู้อารมณ์เดียวไม่ไหลไม่วิ่งไปไหน เรียกว่านั่งเจริญสมถะ
ถ้าทำสมถะแล้ว ก็เพื่อให้จิตตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นรู้รูปนามได้ ก็จะเจริญปัญญาได้

จะทำแบบไหนสุดท้ายก็จะมีจิตตั้งมั่นรู้รูปนามเช่นกัน
แต่ที่สำคัญคือ เราทำแบบไหนได้ก็ทำแบบนั้นไปนะครับ
เพราะหลายคนมากเลย (รวมทั้งผมเอง) จะไม่สามารถทำสมถะให้เกิดจิตตั้งมั่นได้
ต้องมาหัดเจริญสติเพื่อให้จิตตั้งมั่นเอาครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รถตู้ฟรี เพื่อไปฟังธรรมสวนสันติธรรม (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔)

รถตู้ฟรี เพื่อไปฟังธรรม สวนสันติธรรม

รถตู้ฟรี เพื่อไปฟังธรรม สวนสันติธรรม

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔

วัน เวลา นัดพบ วันที่รับสมัคร
วันอาทิตย์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ๕ นาฬิกา
ปั๊มปตท. รังสิต ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔

ถึง

๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔

วันเสาร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ๕ นาฬิกา ปั๊มปิโตรนาส เจริญนคร ๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔

ถึง

๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔

วันศุกร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ (วันมาฆบูชา) ๕ นาฬิกา ปั๊มเอสโซ่ สถานีอารีย์ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔

ถึง

๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔

วันอาทิตย์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ๕ นาฬิกา ปั๊มเอสโซ่ บางแค ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔

ถึง

๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔

แผนที่
(คลิ้กที่ภาพ เพื่อดูแผนที่ขนาดเต็ม)

แผนที่ ปั๊มพ์ ปตท.รังสิต

แผนที่ ปั๊มพ์ ปตท.รังสิต

แผนที่ ปั๊มเอสโซ่บางแค

แผนที่ ปั๊มเอสโซ่บางแค


โดยมีรายละเอียดและการสำรองที่นั่ง ดัง นี้
๑. กรุณาสำรองที่นั่งภายในวันเวลาที่ รับสมัคร โดยส่งชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ และจำนวนที่นั่งที่ต้องการจองมาที่

    คุณดี เบอร์ 089-694-2994
    โดยโทรศัพท์ หรือ ส่งข้อความเท่านั้น กรุณาอย่าฝากข้อความ

๒. ทางกลุ่มฯของดรับบริจาคหรือเรี่ยไร สมทบทุนทุกกรณี หากมีการเรี่ยไรจากผู้ให้บริการ จะไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มฯ และทุกท่านมีสิทธิ์ที่จะไม่ต้องสมทบทุนได้ และหากมีกรณีเช่นนี้ขอความกรุณาแจ้งมาทางเมล์ของกลุ่มฯด้วยครับ

๓. หากมีปัญหาจากการให้บริการ หรือไม่ได้รับความสะดวกประการใด หรือมีข้อเสนอแนะประการใด กรุณาติดต่อมาที่ van.dhammada.net@gmail.com ได้

๔. อนึ่งขอให้ทุกท่านตรงต่อเวลาและใน กรณีที่มีเหตุจำเป็นจะยกเลิกการสำรองที่นั่ง กรุณาแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้ผู้อื่นได้ใช้สิทธิ์ในการเดินทางด้วยครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตเกิดดับรวดเร็ว จนเราสำคัญมั่นหมายว่ามีจิตเป็นตัวเราที่คงที่ถาวร

mp 3 (for download) : จิตเกิดดับรวดเร็ว จนเราสำคัญมั่นหมายว่ามีจิตเป็นตัวเราที่คงที่ถาวร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตเกิดดับรวดเร็ว

จิตเกิดดับรวดเร็ว

หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตนี้เกิดดับรวดเร็ว พระพุทธเจ้าท่านบอกอย่างนี้นะ ทำไมปุถุชนที่ไม่ได้สดับ ไม่สามารถเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา เพราะจิตนี้เกิดดับเร็วมาก มันเร็วจนกระทั่งต่อเนื่องเหมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

คล้ายๆเราดูการ์ตูนนั่นเอง เราเห็นว่าตัวการ์ตูนหนึ่งตัว สมมุติว่าเป็นโดราเอม่อน เดี๋ยวนี้การ์ตูนเป็นตัวอะไรหลวงพ่อไม่รู้จักนะ รู้จักสมัยโดราเอม่อนเนี่ยยังทัน เราเห็นโดราเอม่อนเดินไปเดินมาในโทรทัศน์ได้ แท้จริงมันคือภาพแต่ละภาพที่มาต่อกันอย่างรวดเร็วนั่นเอง ภาพแต่ละภาพที่เกิดดับสืบเนื่องกันอย่างรวดเร็ว จนเราเกิดความสำคัญมั่นหมายว่ามีโดราเอม่อนขึ้นมา

จิตของเรานี้แหละเกิดดับสืบเนื่องกันรวดเร็ว จนเราสำคัญมั่นหมายว่า มีจิตเป็นตัวเราที่คงที่ถาวรอยู่ตัวหนึ่ง แล้วจิตนี้ทำงานเคลื่อนไหวต่างๆนานาได้ แต่ถ้าเรามาหัดดูจิตให้ชำนาญแล้ว เราจะเห็นเลยว่าจิตนี้เกิดดับตลอดเวลา จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป จิตอีกดวงหนึ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา

เดี๋ยวจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้นมา เกิดได้แว้บเดียวเกิดจิตอกุศลอีกแล้ว อกุศลมักจะเกิดซ้ำๆเยอะนะ ซ้ำๆ เช่น ใจลอย ใจลอยๆๆๆไป ๕๐๐ ครั้ง เกิดจิตที่รู้สึกตัวขึ้นมา โอ๊ย..เมื่อตะกี้นี้ใจลอยไป รู้สึกตัวขึ้น ๑ แว้บ แว้บเดียวนะ แต่ตอนใจลอยเนี่ย ๕๐๐ แว้บ ยังน้อยไปเลยนะ ใจลอยได้ทีเป็นชั่วโมง แต่เวลารู้สึกตัวจะรู้สึกได้ขณะเดียว ทีละแว้บเดียว นิดเดียว เพราะฉะนั้นจิตส่วนใหญ่เป็นอกุศล ก็จะเห็นเลยว่าจิตอกุศลเกิดนะ เกิดร้อยเรื่องพันเรื่องเลย เสร็จเกิดจิตที่รู้ทันขึ้นมาแว้บหนึ่ง เดี๋ยวเกิดจิตอกุศลต่อไปอีกละ เดี๋ยวก็รู้สึกตัวได้อีกแว้บหนึ่ง

ถ้าเราเห็นอย่างนี้บ่อยๆ ในที่สุดก็จะเห็นเลยว่าจิตมันเกิดดับ จิตที่เป็นกุศลเกิดแล้วก็ดับ จิตที่เป็นอกุศลเกิดแล้วก็ดับ จิตที่เผลอเกิดแล้วก็ดับ จิตที่รู้สึกตัวเกิดแล้วก็ดับ เราจะเริ่มเห็นความเกิดดับของจิต

หรือจิตที่มีความสุขเกิดแล้วก็ดับไป จิตที่มีความทุกข์เกิดแล้วก็ดับไป จิตที่เฉยๆเกิดแล้วก็ดับไป ยกตัวอย่างไปอยู่ในความว่าง เฉยๆ เสร็จแล้วมันก็ดับ มันเกิดจิตสงสัยขึ้นมา จิตฟุ้งซ่าน จิตตัวนี้ไม่สบายแล้ว ไม่ค่อยมีความสุขแล้ว นี่คือจิตใจมันเกิดดับ

หรือบางคนดูได้ละเอียด เดี๋ยวเห็นจิตเกิดที่ตาดับที่ตา จิตเกิดที่หูดับที่หู จิตเกิดที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ จิตเกิดที่ไหนดับที่นั่น จะเห็นจิตเกิดดับสืบเนื่องไปเรื่อยๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓


สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๐
Track: ๑
File: 500415.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๑๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เมื่อมีสภาวะแปลกๆเกิดขึ้น

เมื่อมีสภาวะแปลกๆเกิดขึ้น

ไม่ต้องหาทางทำให้หายหรอกครับ
แค่หมั่นรู้ไปเวลาที่เกิดอาการแบบนี้ก็พอแล้วครับ
รู้ไปโดยไม่ต้องฝืนไม่ต้องข่มเอาไว้
รู้ๆไปเดี๋ยวมันก็ดับไปให้เห็นเองว่า มันก็ไม่เที่ยง

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

กระทู้เก่ามาเล่าใหม่:หลักสูตรของชาวพุทธ โดย คุณสันตินันท์

หลักสูตรของชาวพุทธ

หลักสูตรของชาวพุทธ

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากนักคณิตศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อ คณกะ โมคคัลลานะ
ได้เข้าไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า ที่วัดบุพพาราม เมืองสาวัตถี
ว่าในทางพระพุทธศาสนา มีหลักสูตร หรือลำดับการศึกษาอย่างใดหรือไม่
นับว่าถามได้สมกับที่เป็นนักคณิตศาสตร์จริงๆ ครับ

พระศาสดา ได้ทรงชี้แจงถึงหลักสูตรฝึกอบรมของพระพุทธศาสนา ดังนี้ … ขอเชิญอ่านต่อได้ที่ CoffeeBreak

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : จิตดิ้นรน

จิตดิ้นรน

เวลาที่จิตอยากได้อะไรสักอย่างที่ไม่ได้ไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง แต่สิ่งนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่เอามาไม่ได้

จิตจะทุกข์ได้มากมายเพราะความดิ้นรนไม่ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ แต่ถ้าจิตยอมรับสภาพได้ ไม่ดิ้นรน

ก็จะไม่ทุกข์มากมาย หรือจะยิ้มได้สบายๆ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เพ่งใส่ตัวรู้จะไปเป็นพรหม

mp3 for download : เพ่งใส่ตัวรู้จะไปเป็นพรหม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เพ่งใส่ตัวรู้จะไปเป็นพรหม

เพ่งใส่ตัวรู้จะไปเป็นพรหม

หลวงพ่อปราโมทย์ : การภาวนาจริงๆไม่ใช่เอาตัวไหนทั้งสิ้นหรอก ภาวนาเพื่อให้เห็นเลยว่า ทุกสิ่งมันไม่มีตัวเรา เป็นแต่สภาวธรรมล้วนๆ มีแต่สภาวธรรมนะ รูปธรรม นามธรรม ตัวจิตก็เป็นสภาวธรรม ตัวรู้นี่เป็นสภาวธรรม ตัว “เจตสิก” คือสิ่งที่มาประกอบจิต เช่น ความสุข ความทุกข์ ความโลภ ความโกรธ ความหลง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้เรียก “เจตสิก” เป็นสิ่งที่มาประกอบจิต ทำให้จิตแต่ละดวงหน้าตาไม่เหมือนกัน

จิตโดยตัวของมันเอง เป็นแค่ธรรมชาติรู้ เป็นธรรมชาติรู้เหมือนกันหมดเลย เป็นแค่นี้เอง เหมือนไฟมีธรรมชาติร้อนอย่างนี้ เป็นอย่างนี้แหละ เป็นลักษณะเฉพาะตัว จิตมีลักษณะเฉพาะตัวคือเป็นธรรมชาติรู้ แต่ธรรมชาติรู้ดวงนี้ กับธรรมชาติรู้อีกดวงหนึ่ง มันไม่เหมือนกัน เพราะเจตสิกที่มาประกอบกัน มันไม่เหมือนกัน

คล้ายๆจิตเป็นน้ำที่สะอาดนะ ใส..ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีสี เราเอาสีเข้าไปใส่ เอากลิ่นเข้าไปใส่ อัดแก๊สลงไปแล้วก็เรียก นี่เป๊บซี่ นี่โคล่า นี่แฟนต้า นี่น้ำหอม นี่น้ำเน่า ถามว่าน้ำ มันก็น้ำเดียวกันใช่ไหม  พอแยกธาตุออกมาแล้วมันก็เป็นอันเดียวกัน น้ำใสๆไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่มันแตกต่างกันขึ้นมา เรารู้น้ำขวดนี้กับน้ำขวดนี้เป็นคนละอย่างกัน เราเห็นเลยว่ามันเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างอันนี้น้ำหอมนะ เก็บไว้หลายวันกลายเป็นน้ำเน่าน้ำเหม็น เราก็จะเห็น แต่ละอันๆมันเปลี่ยน ไม่คงที่ จิตนี้ก็ไม่คงที่หรอก เดี๋ยวก็เป็นจิตโลภ เดี๋ยวก็เป็นจิตไม่โลภ เดี๋ยวเป็นจิตโกรธ เดี๋ยวเป็นจิตไม่โกรธ เดี๋ยวเป็นจิตหลง เดี๋ยวเป็นจิตไม่หลง

แต่ถ้าเราไปจ้องใส่ตัวรู้ เราจะรู้สึกเที่ยง เพราะเพ่งใส่ตัวรู้จะเป็นพรหมนะ จะไปเป็นผีใหญ่ นิ่งๆอยู่อย่างนั้นเอง รู้สึกเที่ยง แต่ถ้าเราเห็นเลย จิตมันทำงาน มันเกิดดับ มันเกิดดับร่วมกับเจตสิกแต่ละดวงๆ เจตสิกแต่ละดวงมันไม่เหมือนกันนี่ เช่นความโกรธกับความโลภไม่เหมือนกัน จิตที่โกรธจิตที่โลภมันก็เลยไม่เหมือนกัน เราเห็นเลยว่ามันเป็นคนละดวงกัน เราเห็นแล้วจิตเป็นคนละดวงๆ เราเห็นจิตเป็นคนละดวงได้เพราะว่าเจตสิกที่มาประกอบกันนั้นน่ะ ไม่คงที่ เปลี่ยนไป เราก็เลยเห็นเลย จิตก็เกิดดับเหมือนกัน

ถ้าจะดูแต่ตัวจิตจริงๆนะ ไปเพ่งใส่ตัวจิตเลย จะเห็นว่าไม่เกิดดับนะ เห็นเที่ยงน่ะ หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ ถึงสอนว่า “ผู้ใดเห็นว่าจิตเที่ยง เป็นมิจฉาทิฎฐิ” นี่ท่านว่าซะเสียหาย เป็นมิจฉาทิฎฐิ จริงๆไม่เที่ยง มันเกิดดับ ดูตัวมันเกิดดับ ดูตัวมันตรงๆไม่ได้ จะไม่เห็น ให้ดูว่ามันเกิดร่วมกับเจตสิก จิตโลภเกิดแล้วก็ดับ จิตโกรธเกิดแล้วก็ดับ จิตหลงเกิดแล้วดับ จิตสุขจิตทุกข์เกิดแล้วดับ ดูอย่างนี้ก็ได้


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๔๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 1 of 41234