
การรักษาศีลกับจิตที่ไหลไปตามกิเลส
ถาม : ผมเริ่มเข้ามาศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน ก็น่าจะ 5-6 ปีแล้ว แต่ก็ยังลูกผีลูกคนอยู่ ทั้งๆที่ถือศีล 5 อยู่ตลอด(แต่ก็มีหลุดบ้างนะครับ) แต่การภาวนาถือว่าผิดหวังมากๆครับ เหมือนศีล 5 ยังไม่พอ อย่างถ้าจะดูทีวี จะกิน ก็จะไหลไปตามใจที่ชอบ(โลภะ) หรือถ้าไม่ได้รักษาพรหมจรรย์ จิตก็จะตกต่ำลงไปอีก อย่างผมควรจะรักษาศีล 8 ไปเลย จะดีกว่าไหมครับ ?
ตอบ : ถ้าคิดว่าตอนนี้จิตต้องไม่ไหลไปตามกิเลสละก็ คิดผิดแล้วครับ
เพราะจิตตอนนี้จะมีปกติไหลไปตามกิเลส
ดังนั้นเราจึงต้องมาหัดดูจิตที่ไหลไปให้บ่อยๆ โดยอาศัยเครื่องอยู่เป็นตัวสังเกต
เช่นอยู่กับลมหายใจ อยู่กับกายเคลื่อนไหว อยู่กับคำบริกรรม
พอจิตไหลไปตามกิเลสแล้วให้รู้ทันว่าลืมกายลืมคำบริกรรม
พอรู้แล้วก็กลับมาอยู่กับศีลอยู่กับเครื่องอยู่เอาใหม่
หัดอย่างนี้ให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ แม้แค่รักษาศีล 5 จิตก็จะพัฒนามีสติมากขึ้นได้
แต่ถ้าสามารถรักษาศีลศีล 8 ได้โดยไม่เป็นอุปสรรคกับการดำรงชีวิต
ก็จะเป็นการช่วยให้สติปัญญาพัฒนาได้ดีขึ้นครับ
ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่
สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้
ที่นี่
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

แจ้งข่าว หลวงพ่อปราโมทย์มาแสดงธรรมที่ศาลาลุงชิน ถ.แจ้งวัฒนะ ในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2555 นี้ครับ
ตั้งแต่เวลา 8.30 น. – 10.00 น.
แนะนำให้มาถึงศาลาก่อน 7.30 น. เพื่อจะได้มีที่นั่งครับ
>>> ท่านที่นำรถมา แนะนำให้นำรถจอดเข้าด้านในของทีจอดรถภายในบริเวณของศาลาฯ ที่เตรียมไว้ให้เท่านั้น หากท่านไม่ต้องการนำรถเข้ามาจอดภายใน ก็ขอให้นำรถไปจอดที่ห้างโลตัส หรือ บิ๊กซี ทั้งนี้ขอความกรุณาอย่าจอดกีดขวางหน้าบ้านของชุมชนใกล้เคียงศาลาฯ <<<
ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่
สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้
ที่นี่
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
ความสงบจากการภาวนา
ไม่แปลกหรอกครับที่ดูจิตที่มีกิเลสไปแล้วเกิดความสงบขึ้นมา
เพราะเมื่อเกิดจิตที่มีกิเลสแล้วเราไปดู กิเลสจะดับไปเอง
พอดูต่อเนื่องมากเข้า จิตก็จะเกิดสงบได้ครับ
แต่ต้องสังเกตด้วยว่า จิตเค้าสงบไปเอง หรือเพราะเราไปจ้องจิตมากไป
หากจะสงบเพราะเป็นสมถะก็ไม่เป็นไรครับ ให้จิตสงบได้พักบ้างก็ดีแล้ว
แต่อย่าไปหลงจะเอาแต่ความสงบด้วยคิดว่าสงบแล้วจะเกิดปัญญานะครับ
พอจิตได้พักในความสงบพอสมควรแล้ว ก็ให้มากหัดดูกายดูจิตต่อไปอีกครับ
**********
เมื่อไม่มีเหตุปัจจัยอะไรมากระทบให้ปรุงแต่งมากมาย
จิตก็แค่รู้อยู่เฉยๆบ้าง เห็นรูปนามเกิดดับไปบ้าง
เผลอหลงไปทางทวารต่างๆ บ้างๆ …
แค่นี้ก็เห็นแล้วว่า
ความสงบของจิตนี่เองที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“สุขอื่นใดยิ่งกว่าความสงบไม่มี”
นี่ขนาดความสงบแบบโลกๆ ยังสุขได้ขนาดนี้เลย
แล้วความสงบที่เหนือโลกจะสุขขนาดไหนกัน…
เพียรรู้กายรู้ใจกันไปแล้ววันข้างหน้าก็จะได้เห็นว่า
ความสงบที่เหนือโลก สุขขนาดไหน ^_^
*********
ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่
สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้
ที่นี่
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
mp 3 (for download) : สติปัฏฐานมีทั้งสมถะและวิปัสสนา
Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติปัฏฐานมีทั้งสมถะและวิปัสสนา
หลวงพ่อปราโมทย์ : ต้องภาวนาเอานะ มันไม่มีทางที่สองที่ใครคนหนึ่งจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ทางมันมีทางเดียวคือการเจริญสติปัฏฐานมีสติรู้กายรู้ใจไป
แต่เวลาที่ไม่มีกำลังจะรู้กายรู้ใจก็ทำความสงบเข้ามา พอจิตใจสงบจิตใจตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูแล้วก็คอยดูกายคอยดูใจบ่อยๆ งานที่เราทำมีสองอันสมถะกับวิปัสสนา สมถะทำไปเพื่อให้ใจมีความสุขความสงบมีใจตั้งมั่น ใจมีเรี่ยวมีแรงตั้งมั่นออกมาเป็นคนดูไม่ใช่เป็นคนทำ ใจของเรามันเป็นแค่คนทำมันไม่ใช่คนดู ทำโน้นทำนี้ทั้งวันแหล่ะเรียกทำกรรม ในจิตเราทำกรรมตลอดเวลารู้สึกมั้ย เดี๋ยวก็ทำกรรมดีเดี๋ยวก็ทำกรรมชั่ว จงใจขึ้นเมื่อไหร่มีเจตนาเมื่อไหร่ก็ทำกรรมเมื่อนั้นน่ะ จงใจทำชั่วก็เกิดการทำชั่วกรรมชั่ว จงใจจะปฏิบัติก็เกิดการทำกรรมดีมีการทำกรรมขึ้นมา
ทำไงใจเราจะกลายเป็นผู้รู้ผู้ดู ถ้าใจเราไม่สามารถเป็นผู้รู้ผู้ดูสภาวะได้นะก็บรรลุมรรคผลไม่ได้ เพราะการที่มีใจตั้งมั่นเห็นกายตามความเป็นจริงเห็นจิตใจตามความเป็นจริงนี่เรียกทำสติปัฏฐานทำวิปัสสนา เป็นทางเดียว แต่ถ้าให้ตรงศัพท์จริงๆต้องใช้คำว่าทำวิปัสสนา ในสติปัฏฐานเนี่ยมีสมถะเจือปนอยู่ กรรมฐานบางอย่างในสติปัฏฐานนั้นเป็นสมถะ อย่างการพิจารณาร่างกายเป็นศพการพิจารณาอาหารเป็นปฏิกูล ส่วนนี้เป็นสมถะ การรู้ลมหายใจเป็นสมถะก็ได้เป็นวิปัสสนาก็ได้ การดูจิตมีจิตอยู่ ๒ ดวง จิตที่ไปรู้ความว่างกับจิตที่ไปรู้ความไม่มีอะไร ๒ ดวงนี้ใช้ทำสมถะได้ ส่วนใหญ่พอมาเจอคู่นี้แล้วก็จะไปติดสมถะแล้ว
งั้นสติปัฏฐานก็มีทั้งสมถะทั้งวิปัสสนาปนๆกัน อารมณ์บางอย่างในสติปัฏฐานใช้ทำสมถะอย่างเดียว อารมณ์บางอย่างในสติปัฏฐานนะใช้ทำสมถะด้วยทำวิปัสสนาด้วย แต่ในความเป็นจริงนะไม่ว่าอารมณ์ใดๆถ้าจับหลักให้แม่นรู้กระบวนการทำงานของจิตให้แม่น เราจะพบว่าอารมณ์ทุกชนิดเอามาทำสมถะได้หมดแหล่ะ อย่างเราเห็นท้องพองยุบนะดูไม่เป็นน่ะกลายเป็นเพ่ง เห็นรูปไหวเห็นรูปหยุดนิ่งดูไม่เป็นนะจิตใจไม่ตั้งมั่นพอจะกลายเป็นการเพ่งมือเดินจงกลมไปเพ่งเท้า เนี่ยถึงรู้กายถึงรู้ใจนะก็ไม่จำเป็นต้องเป็นวิปัสสนาเสมอไป ยากมากนะกว่าคนๆนึงจะขึ้นวิปัสสนาได้
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๖
Track: ๔
File: 510801.mp3
ระหว่างวินาทีที่ ๒๙ ถึง นาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓๕
ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่
สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้
ที่นี่
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: