Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

จิตผู้รู้ ไม่ใช่นิพพาน

mp3 for download : จิตผู้รู้ ไม่ใช่นิพพาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ภาพจากโรงเรียนรุ่งอรุณ โดย คุณ ปิยมงคล โชติกเถียร

หลวงพ่อปราโมทย์ : บางทีอ้างหลวงปู่นะ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล – ผู้ถอด) อ้างว่าฝึกตามที่หลวงปู่สอนนะ มั่วซั่วเลย ไปเอาปลายทางมาเป็นต้นทาง ต้องฝึกต้นทาง ต้องมีญาณเห็นจิตเหมือนตาเห็นรูป

ตาเห็นรูป ท่านไม่ได้บอกว่าตาเห็นผู้หญิงผู้ชายนะ ท่านสอนให้เห็นสภาวะนั้น คือ ลูกตามันมองเห็นสภาวธรรมคือรูป จิตก็เหมือนกัน จิตก็..เราดูจิตไป เราเห็นจิตเหมือนกับตาเห็นรูปน่ะ ตาของเราคือญาณทัสนะ เราเห็นจิต ก็เป็นนามธรรม ถ้าเห็นจิตก็เป็นตัวนามธรรม จิตไม่ใช่จิตหรอก เป็นนามธรรมอันหนึ่งเท่านั้นเอง เกิดแล้วก็ดับไปๆ ค่อยๆฝึกไปนะ ค่อยๆฝึกไป

หัดแยกธาตุแยกขันธ์เข้า กายส่วนกาย ความสุขความทุกข์ส่วนของความสุขความทุกข์ กุศล อกุศล ก็แยกออกไปส่วนหนึ่ง จิตเป็นคนรู้คนดูก็อยู่ไปอีกส่วนหนึ่ง กระทั่งตัวรู้เองก็เกิดดับ จิตผู้รู้เองก็เกิดดับ จิตผู้รู้ไม่ได้เที่ยง

บางคนนึกว่าจิตผู้รู้นี้แหละคือพระนิพพาน เนี่ยภาวนามานะ เพื่อจะมามีจิตผู้รู้แล้วคิดว่า ตัวผู้รู้นี้แหละคือนิพพาน นี่ครูบาอาจารย์ท่านสอนนะ (หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ – ผู้ถอด) ว่า ใครเห็นว่า ผู้รู้เที่ยง เป็นมิจฉาทิฎฐิ ใครเห็นว่าจิตเที่ยงเป็นมิจฉาทิฎฐิ ใครเห็นว่าตัวรู้นี้เป็นนิพพานล่ะก็ เข้าใจผิด ท่านบอกว่า ฟากผู้รู้ไป คือพ้นไป ไม่มีที่กำหนดหมาย ถ้าหมายๆอยู่ก็พอเหมือนๆ

เพราะฉะนั้นถ้ายังจงใจไปรู้ไปดู จงใจรักษา จงใจประคอง ก็เป็นตัวปลอม ไม่ใช่นิพพานตัวจริง มีภายนอก มีภายใน เป็นนิพพานตัวปลอม มีสิ่งซึ่งเป็นคู่ มีข้างนอกมีข้างใน มีสงบมีไม่สงบ ธรรมะที่เป็นคู่ๆไม่ใช่นิพพาน นิพพานเป็นธรรมที่เป็นหนึ่ง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560315A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๙
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๓๐ ถึงนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๒๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พระพาหิยะ ผู้ตรัสรู้เร็ว

mp3 for download : พระพาหิยะ ผู้ตรัสรู้เร็ว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :บางท่านฟังธรรมะไม่กี่ประโยค ท่านก็เป็นพระอรหันต์ ยกตัวอย่างพระพาหิยะ ฟังธรรมะนิดเดียว ฟังอยู่กลางตลาดเลย ท่านได้เป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า “ดูกร พาหิยะ ในกาลใดแลเมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เป็นแต่สักว่า เมื่อนั้นท่านย่อมไม่มี ในกาลใดที่ท่านไม่มีในปัจจุบัน ไม่มีในอดีต ไม่มีในอนาคต นั่นแหละที่สุดแห่งทุกข์ เนี่ยพระพาหิยะท่านฟังเท่านี้ ท่านบรรลุพระอรหันต์นะ พวกเราฟังร้อยรอบพันรอบก็ไม่บรรลุหรอก

ทำไมพระพาหิยะเร็วนักนะ เพราะชาติก่อนช้านักนะ พากเพียรสุดฤทธิ์สุดเดชเลยนะ ภาวนาจนตัวตายเลยนะก็ไม่ได้ธรรมะ แต่อาศัยความพากเพียรเต็มที่เลยนะ ได้หัดภาวนาแยกธาตุแยกขันธ์ ต้องทำแน่นอนเลยอันนี้ ต้องฝึกภาวนามาอย่างโชกโชนเลยอันนี้ ท่านถึงขนาดขึ้นไปบนภูเขานะ ภูเขานั้นชันมากเลยนะ ทำบันไดไต่ขึ้นไปแล้วถีบบันไดทิ้งเลย ภาวนา ตั้งใจว่า ถ้าไม่บรรลุธรรม จะไม่ลงจากเขานี้ ที่สุดท่านก็ไม่ได้ลงมา ท่านตายบนเขา ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ท่านกล้าสละชีวิตเพื่อธรรมะเนี่ย เป็นพลังที่มหาศาลนะ พวกเรากล้าสละธรรมะเพื่อชีวิตใช่มั้ย อย่าว่าธรรมะเพื่อชีวิตเลย ธรรมะเพื่อทรัพย์สมบัติเรายังเอาเลยนะ บางคนน่ะ เอาธรรมะไปหลอกหากินก็มีนะ นั่นเขากล้าสละชีวิตเพื่อธรรมะ เพราะฉะนั้นเวลาเขามาฟังธรรมเนี่ย เขาไม่ได้หวงแหนในธาตุในขันธุ์ ในกายในใจมากแล้วนะ ฟังสะกิดนิดเดียวเขาก็หลุดเลย

ส่วนเราเนี่ยยังยึดถือเหนียวแน่นมาก รักมากหวงแหนมาก เพราะฉะนั้นต้องอาศัยเวลานะ ไม่ใช่ดูปุ๊บๆปั๊บๆแล้วก็ บรรลุแล้วๆ นะ อย่าไปเชื่อง่ายๆนะ ทุกวันนี้คำสอนที่เพี้ยนๆเนี่ยเยอะมากเลย ส่วนมากจะสอนให้ปรุงแต่งจิต ปรุงแต่จิตให้ว่างๆ ให้นิ่งๆ ให้สว่าง อะไรอย่างนี้ แล้วก็วัดแสงสว่างก็มีนะ ถ้าสว่างขนาดนี้พระโสดาฯ ถ้าสว่างขนาดนี้พระอนาคาฯ พระอรหันต์ เพี้ยนทั้งนั้นเลย การวัดภูมิธรรม เขาวัดด้วยกิเลสน่ะ เขาไม่ได้วัดด้วยแสงของจิต ไม่ได้วัดด้วยความนิ่ง ไม่ได้วัดด้วยความว่างของจิต เขาวัดด้วยกิเลส


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560511A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๐
ระหว่างนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๖ ถึงนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การแยกขันธ์เป็นขั้นเจริญปัญญา

mp3 for download : การแยกขันธ์เป็นขั้นเจริญปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :ะดูว่าตัวเราไม่มีนะ ก็ต้องมาทำให้ฆนะนี้แตกออก คือแยกธาตุแยกขันธ์นั้นเอง ที่หลวงพ่อพูดเรื่อยๆว่าให้แยกธาตุแยกขันธ์ แยกรูปออกไปส่วนหนึ่ง รูปก็ส่วนรูปนะ คือ ร่างกายนี้แยกออกไปอยู่ต่างหาก ความสุขความทุกข์ก็แยกออกไปอยู่ต่างหาก ความจำได้หมายรู้ก็แยกออกไปอยู่ต่างหาก ความปรุงดีปรุงชั่วก็แยกออกไปอยู่ต่างหาก หรือความรับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ก็แยกไปอยู่ต่างหาก คือแยกขันธ์นั่นเอง

วิธีแยก จะแยกได้นะ ต้องมีสมาธิที่ถูกต้อง การแยกขันธ์เนี่ยเป็นขั้นเจริญปัญญาแล้ว ไม่ใช่ขั้นสมถะนะ การแยกขันธ์เป็นขั้นเจริญปัญญา ขั้นที่ดูท้องพองท้องยุบ ท้องพองทองยุบอะไรเหล่านี้ ยังไม่ได้แยกขันธ์จริง ยังไม่ได้ถึงวิปัสสนาจริงหรอก ไม่ได้เดินปัญญาจริงหรอก จะเดินปัญญาต้องเริ่มต้นด้วยการแยกธาตุแยกขันธ์ ตัวปัญญาเนี่ยมี ๑๖ ขั้นตอน เรียกว่า โสฬสญาณ ใครเคยได้ยินมั้ย โสฬสญาณ

โสฬสญาณ โสฬสแปลว่า ๑๖ ญาณ ๑๖ ตัว ญาณแปลว่า ปัญญา ปัญญานี้มี ๑๖ ขั้นตอนนะ ขั้นที่ ๑๔ คือ มรรคญาณ ขั้นที่ ๑๕ คือ ผลญาณ อันนี้เป็นส่วนของโลกุตระ (โลกุตรธรรม – ผู้ถอด) ขั้นที่ ๑๖ เรียกว่า ปัจจเวกขณญาณ อันนี้จิตถอยออกมาจากโลกกุตระแล้ว จิตเข้าทบทวนโลกกุตระที่เกิดขึ้น นี่คือญาณ ๑๖ ขั้นนะ ขั้นสุดท้าย ขั้นท้ายๆเป็นเรื่องของการบรรลุมรรคผล แต่ขั้นที่ ๑ ชื่อ นามรูปเฉทญาณ มีปัญญาแยกรูปนาม เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างปัญญาตัวนี้ให้ได้ขึ้นก่อนนะ ถ้าเราไม่สามารถแยกรูปแยกนามได้เนี่ย เราจะทำวิปัสสนาไม่ได้จริง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560511A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๐
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒ ถึงนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ตัวเราไม่มี ตัวที่มีคือตัวทุกข์

mp3 for download : ตัวเราไม่มี ตัวที่มีคือตัวทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :สิ่งที่เรียกว่าตัวเราจริงๆไม่มีหรอก มันมีแต่อนัตตา แต่อนัตตาเราไม่สามารถเห็นได้ เพราะมันมีสิ่งที่มาปิดบัง สิ่งที่มาปิดบังที่ทำให้เราไม่เห็นความจริงว่าเราไม่มีนะ ตัวเราเป็นอนัตตาเนี่ย ที่เรียกว่าเราเนี่ย จริงๆเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตน สิ่งที่ปิดบังอนัตตาไว้เรียกว่า “ฆน” ฆอระฆังนอหนู ฆนะ ฆนก็คือการทีขันธ์ต่างๆน่ะมันมารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเดียวกัน มีสัญญาเข้าไปหมายมีใจเข้าไปครอง ก็จะรู้สึกขึ้นมา อย่างนี้ก็จะเป็นกลุ่มเป็นก้อนของธาตุจำนวนมาก แล้วก็เป็นกลุ่มก้อนของนามธรรมทั้งหลาย ความสุขความทุกข์มันก็มีอยู่ในนี้แหละ ความโลภความโกรธความหลงอะไรมันก็มีอยู่ในนี้แหละ ความรับรู้มันก็อยู่ในนี้แหละ เนี่ยทั้งหมดเนี่ยนะ ขันธ์ ๕ มันก็ประชุมรวมกันอยู่ในร่างกายยาววาหนาคืบกว้างศอกนี้ มีสัญญาคือการหมายรู้ มีใจครองอยู่ ก็เลยเรียกว่าตัวเราๆ ก็เลยไม่เห็นความจริงว่า จริงๆแล้วตัวเราไม่มี มันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน นี่คือวิธีที่จะทำให้เห็นว่าตัวเราไม่มี

ถ้าเห็นว่าตัวเราไม่มี เป็นพระโสดาบันได้นะ ถ้าเห็นว่าตัวที่มีคือตัวทุกข์จะเป็นพระอรหันต์ ตอนนี้เห็นให้ได้ก่อนว่าตัวเราไม่มี พอขั้นท้ายก็ค่อยไปเห็นว่า ตัวที่มีตัวทุกข์ จะดูว่าตัวเราไม่มีนะ ก็ต้องมาทำให้ฆนะนี้แตกออก คือแยกธาตุแยกขันธ์นั้นเอง ที่หลวงพ่อพูดเรื่อยๆว่าให้แยกธาตุแยกขันธ์


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560511A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๐
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๒๘ ถึงนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๑๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เป็นสักว่าสภาวะอันหนึ่ง ไม่ใช่ตัวเรา

mp3 for download : เป็นสักว่าสภาวะอันหนึ่ง ไม่ใช่ตัวเรา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :ให้เราเฝ้ารู้เฝ้าดูลงไป รูปนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นแต่สักว่ารูป เวทนาคือความสุขทุกข์ก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นแต่สักว่าเวทนา เป็นแค่สภาวะธรรมที่เรียกชื่อว่าเวทนา ความจำได้หมายรู้ก็เป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง ไม่ใช่ตัวเรา ความปรุงดีปรุงชั่ว เช่นความโลภความโกรธความหลง ก็เป็นแค่สภาวธรรมแต่ละอย่างแต่ละอย่าง ไม่ใช่ตัวเรา ความรับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ก็เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ก็คือจิตนั่นเอง ก็ไม่ใช่ตัวเรา

เนี่ยเฝ้ารู้ลงมานะ ค่อยๆแยกขันธ์ไป หัดแยกเป็นส่วนๆไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560511A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๐
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๕๗ ถึงนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๓๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เพ่งขันธ์ ยังไม่เป็นวิปัสสนา

mp3 for download :เพ่งขันธ์ ยังไม่เป็นวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : งั้นก็เอาแค่แยกขันธ์ก็พอแล้วนะ แยกขันธ์ ดูขันธ์มันทำงานไป ดูรูปทั้งตัวแหละไม่ต้องไปแยกมันมาก ยุ่ง เห็นร่างกายทั้งตัวแหละ ไม่ใช่ตัวเรา ดูเวทนาก็เห็นเวทนาไม่ใช่ตัวเรา ดูสังขารก็เห็นสังขารไม่ใช่เรา ดูจิตใจก็เห็นเกิดดับอยู่ตามทวารทั้ง ๖ เป็นวิญญาทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เกิดดับ

ดูไปๆนะ พอแยกขันธ์ได้ก็จะเห็นว่า ไม่มีตัวเราในแต่ละขันธ์ มีแต่สภาวธรรมที่มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ไม่มีตัวเราที่แท้จริงในขันธ์ทั้งหลาย

ไปฝึกเอานะ เพราะฉะนั้นคนไหนที่ยังรู้ตัวไม่ได้ ก็ฝึกรู้สึกตัวให้ได้ คนไหนรู้สึกตัวได้แล้ว ฝึกแยกขันธ์ พอแยกขันธ์ได้แล้วก็มาเรียนเรื่องวิปัสสนาได้ แยกขันธ์ได้ยังไม่ขึ้นวิปัสสนานะ ต้องเห็นไตรลักษณ์ของแต่ละขันธ์ จึงจะเป็นวิปัสสนา หลวงพ่อบอกแล้วนะว่าต้องเห็นไตรลักษณ์จึงจะเป็นวิปัสสนา ไม่ใช่เห็นขันธ์จึงจะเป็นวิปัสสนา ยังไม่ถึง การที่เราเห็นขันธ์ เราเพ่งอยู่ที่ขันธ์ เป็นสมถะนะ

เพราะฉะนั้นกว่าจะขึ้นวิปัสสนาไม่ใช่ง่ายนะ บางคนไม่เข้าใจ ไปเพ่งขันธ์อยู่เรื่อย ไปเพ่งท้อง ดูท้องพองยุบแล้วไปเพ่งอยู่ที่ท้องแล้วบอกว่าทำวิปัสสนา ไม่เป็นหรอก ต้องเรียนอีก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒o เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

File: 550120
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
ระหว่างนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๑๓ ถึงนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๔๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ได้จิตผู้รู้แล้ว มาเดินปัญญา

mp3 (for download) : ได้จิตผู้รู้แล้ว มาเดินปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าได้ตัวรู้แล้วถัดจากนั้นมาเดินปัญญา บางคนมีวาสนาเก่า เคยเจริญปัญญามาแต่ชาติก่อนๆแล้ว ทันทีที่ตัวรู้เกิดขึ้นนะ ขันธ์ก็แยกเลย เห็นเลยร่างกายกับจิตคนละอันกัน ความสุขความทุกข์กับจิตนี้คนละอันกัน ความปรุงแต่งที่เป็นกุศล-อกุศลนี้เป็นคนละอันกัน เห็นอย่างนี้เลย คนซึ่งมีบารมีเก่าในทางเดินปัญญามาก่อน

แต่ถ้ามันไม่มี ทำอย่างไร ก็ต้องช่วยมันอีก วิธีช่วยมันนะก็คือ หัดแยกธาตุแยกขันธ์ แยกไป ร่างกายส่วนร่างกาย จิตส่วนจิต ต้องหัดแยก นั่งอยู่หรือเดินอยู่ ก็คอยรู้สึกไป เห็นร่างกายมันนั่ง เห็นร่างกายมันเดิน เห็นร่างกายมันยืน อิริยาบถนอนนั้นเว้นไว้ก่อนนะ ไม่ชำนาญแล้วไปนอนดู แป๊บเดียว จิตก็วิเวก จิตรวม รวมเข้ากับโมหะ หลงไปเลย หลับ

เพราะฉะนั้นยืนอยู่ก็รู้สึก เห็นร่างกายมันยืน จิตเป็นคนดู นั่งอยู่ก็รู้สึก เห็นร่างกายมันนั่ง จิตเป็นคนดู เดินอยู่ก็รู้สึก เห็นร่างกายมันเดิน จิตเป็นคนดู ให้มีจิตเป็นคนดูเรื่อยๆ หรือมีความสุขเกิดขึ้น มีความสุขเกิดขึ้นก็เห็นอีก ความสุขเป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู มีความทุกข์เกิดขึ้นก็รู้อีก ความทุกข์เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒o เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

File: 550120
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๓๐ ถึงนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

บารมีน้อยก็ต้องพากเพียรให้มาก

mp3 (for download) : บารมีน้อยก็ต้องพากเพียรให้มาก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณความเอื้อเฟื้อภาพจากบ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทีนี้พวกเรา กิเลสยังแรง แค่นึกถึงชีวิตเกิดได้ดับได้ มันจะต่อเลย แต่ตอนนี้ยังไม่ดับ ทำอะไรก็ทำไปก่อน ไม่ล้างกิเลส ก็ต้องดูให้มันละเอียดขึ้นไปอีก ไปให้เห็นเลยว่ามันทุกข์อยู่ทุกขณะนะ อย่าหลงอย่าเพลินนะ

ถ้าเราแยกรูปแยกนามออกไปแล้วเราจะเห็นเลยว่า ความทุกข์บีบคั้นอยู่ทุกขณะจิตเลย อย่าได้หลงเพลิดเพลินกับโลกเลย พวกหลงโลกมากก็ต้องดูให้มันละเอียดยิบเลย เห็นแต่ทุกข์เยอะแยะไปหมดเลย หายใจออกก็ทุกข์หายใจเข้าก็ทุกข์ ยืนก็ทุกข์เดินก็ทุกข์นั่งก็ทุกข์นอนก็ทุกข์ ต้องเห็นอย่างนั้น

หรือเห็นจิตเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอด จิตสุขก็ชั่วคราว จิตทุกข์ก็ชั่วคราว จิตดีก็ชั่วคราว จิตร้ายก็ชั่วคราว แล้วก็เห็นอนัตตา จิตจะสุขก็สั่งไม่ได้ จิตจะทุกข์ก็สั่งไม่ได้ ห้ามทุกข์ไม่ได้ ทุกข์แล้วสั่งให้หายก็ไม่ได้ จิตเป็นอนัตตาสั้งให้ดีมันก็ไม่ค่อยจะดี ห้ามชั่วมันก็ชอบชั่ว อะไรอย่างนี้

เฝ้าดูลงไปจะเห็นเลยว่ามีแต่ของน่าเอือมระอา ร่างกายนั้นมีแต่ความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา จิตใจมีแต่ความไม่เที่ยงมีแต่ความเป็นอนัตตา เห็นซ้ำๆซ้ำๆใจก็เบื่อ หาสาระแก่นสารไม่ได้

บารมีเราน้อยเราก็ต้องมาภาวนาให้มันละเอียดขึ้น คนที่เขาบารมีมากเจอพระพุทธเจ้า บางคนฟังธรรมนิดๆหน่อยๆนะ ไม่ได้ยินเรื่องรูปเรื่องนามอะไรหรอก ใจเขาก็ยอมรับนะ ใจเขาตัดได้ เพราะเขาสะสมของเขามามาก

พวกเราเนี่ยขอให้เชื่อมั่นอย่างหนึ่งนะ ว่าสะสมมาน้อย ถ้าสะสมมามากคงไปฟังธรรมตรงจากพระพุทธเจ้าแล้วล่ะ หรือพวกเราในนี้อาจจะเคยฟังธรรมตรงจากพระพุทธเจ้ามาแล้วนะ แต่ยุคนั้นบารมีเราน้อย เราฟังแล้วไม่รู้เรื่อง เราฟังเทวฑัตรู้เรื่อง ตามเทวฑัตไปนะ

เพราะฉะนั้นสันนิษฐานไว้ก่อนว่า พวกเราบารมีน้อย แทนที่จะได้เรียนตรงจากพระพุทธเจ้า กลับต้องมาเรียนจากสาวก ในเมื่อบารมีน้อยก็ต้องพากเพียรให้มาก คล้ายๆเราจนน่ะ อยากจะดีก็ต้องขยันให้หนักกว่าคนที่เขารวยอยู่แล้ว เราจนด้วยอริยทรัพย์ ศีลเรากะพร่องกะแพร่ง สมาธิเราก็ไม่ดี การศึกษาธรรมะได้ยินได้ฟังก็น้อย การเจริญปัญญาก็ยังไม่มาก เรียกว่าเรายังจนอยู่ในอริยทรัพย์ เราก็ต้องขยันหน่อย เพราะว่าจน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

File: 551208A
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๒๙ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญความดีที่หยุดนิ่ง

mp3 (for download) : พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญความดีที่หยุดนิ่ง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณความเอื้อเฟื้อภาพจากบ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : นี่ออกไปเทศน์ที่โน่นที่นี่นะ เมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษา หลวงพ่อไปเทศน์ที่นครศรีธรรมราช ไปเทศน์ที่วัดศรีทวี คนมาเต็มวัด เขาตั้งใจมาฟังธรรมะกัน พอเทศน์เสร็จใกล้ๆ ๑๑ โมง หลวงพ่อออกจากวัดไปไหว้พระธาตุ ไปซื้อดอกไม้ซื้ออะไรนะไปไหว้พระ

มีโยมเข้ามาหา บอกว่าเนี่ยเขามาจากจังหวัดตรัง ขับรถมา พาพระมาด้วย จะไปฟังเทศน์ แต่มาไม่ทัน หลวงพ่อออกไปก่อนแล้ว ปรากฎว่าคนที่ไม่เคยเจอหลวงพ่อนะ เขามาหา ใสมาเลย รู้เนื้อรู้ตัวมา ไปเทศน์หลายๆที่ เดี๋ยวนี้เห็นคนที่ภาวนาเป็นจริงๆ เห็นความเกิดดับของรูปนาม เลยขั้นแยกขันธ์แล้วนะ

เมื่อก่อนนี้ คนไหนภาวนาแล้วก็จิตตื่นขึ้นมา ได้สมาธิที่ถูกต้อง หลวงพ่อก็ชมนะ ระยะหลังเนี่ยแค่ตื่นก็ไม่ชมแล้ว ต้องแยกขันธ์เป็น นี่มาตรฐานกำลังจะปรับอีกแล้วนะ ตามค่าแรงขั้นต่ำ ต่อไปถ้ายังไม่เห็นไตรลักษณ์ของรูปนามนะ คือแยกขันธ์แล้วเห็นแต่ละขันธ์แสดงไตรลักษณ์ ถ้ายังไม่เห็นตัวนี้ ไม่ชมแล้วนะ ฮื่อ..

จะมาหยุดนิ่งอยู่กับที่ หลวงพ่อเคยชมว่าภาวนาเพราะตื่นขึ้นมา ผ่านมา ๕ ปี ยังตื่นเหมือนเดิม ไม่ได้เรื่อง พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญการปฏิบัติที่หยุดนิ่ง ความดีที่หยุดนิ่ง ต้องดีขึ้นเรื่อยๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

File: 551208A
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๓๓ ถึงนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ธาตุ ๔ – การรู้รูปเป็นธาตุ ๔

mp3 for download : ธาตุ ๔ – การรู้รูปเป็นธาตุ ๔

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม ศรี่ราชา ชลบุรี

หลวงพ่อปราโมย์ :เราเฝ้ารู้ลงไป ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนถาวรเลยในรูปธรรม คือในร่างกายนี้ ก็มีแต่ของที่เกิดดับตลอดเวลา เช่นร่างกายที่หายใจออกเกิดแล้วก็ดับไป ร่างกายที่หายใจเข้าเกิดแล้วก็ดับไป ร่างกายที่ยืนที่นั่งที่นอนเกิดแล้วก็ดับไป ร่างกายที่เคลื่อนไหวเกิดแล้วก็ดับ ร่างกายที่หยุดนิ่งเกิดแล้วก็ดับ ความเย็นความร้อนความอ่อนความแข็งความตึงความไหวที่เกิดขึ้นในร่างกาย ก็เกิดแล้วก็ดับทั้งสิ้น

ความเย็นความร้อนก็คือตัวธาตุไฟ ความอ่อนความแข็งก็เป็นธาตุดิน ความตึงความไหวเป็นธาตุลม ธาตุน้ำรู้ด้วยใจ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ รู้ด้วยร่างกาย

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นสัมผัสในร่างกายของเราเนี่ย เช่นลมหายใจ ธาตุไฟไม่เที่ยง หายใจเข้าลมเย็น หายใจออกลมร้อน ธาตุไฟในลมหายใจไม่เที่ยง เวลาเราเดินเดี๋ยวขา-น่องเราก็แข็งเดี๋ยวน่องเราก็หย่อน พอยกเท้าขึ้นน่องเราก็ย่อง เหยียบลงไปที่พื้นน่องเราก็แข็ง ความแข็งความอ่อนเนี่ยเป็นธาตุดิน ธาตุดินนี้ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็แข็งมากก็มีธาตุดินมาก เดี๋ยวก็ธาตุดินลดลงก็อ่อน

ดินไม่ได้แปลว่าดินนะ น้ำไม่ได้แปลว่าน้ำ ลมไม่ได้แปลว่าลม ไฟไม่ได้แปลว่าไฟ เหมือนอย่างภาษาไทยที่เอามาใช้

อะไรเป็นธาตุดิน ส่วนที่แข็ง ส่วนที่แข็งเป็นธาตุดิน แข็งมากแข็งน้อย อะไรเป็นธาตุไฟ ส่วนที่ร้อนเป็นธาตุไฟ ร้อนมากร้อนน้อย ในน้ำลายของเรามีธาตุไฟมั้ย ในน้ำลาย มี มีอุณหภูมิอยู่ใช่มั้ย มีธาตุไฟอยู่ มีลมมั้ย เคลื่อนไหวได้มั้ย หรือแข็งกระด้าง เคลื่อนไหวได้ ระเหยได้ ระเหยได้เพราะว่าธาตุน้ำน้อย แปลกหนักเข้าไปอีก กระจายตัวได้ง่าย น้ำ น้ำแท้ๆนะ กลับมีธาตุน้ำน้อย เหล็กกลับมีธาตุน้ำเยอะ คำว่าธาตุน้ำคือแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๓๐ ถึงนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๕๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

แยกธาตุแยกขันธ์ คือวิธีของพระพุทธเจ้า

mp3 for download : แยกธาตุแยกขันธ์ คือวิธีการของพระพุทธเจ้า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : พอใจเราเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้ว แยกร่างกายกับใจออกจากกัน แยกกายละเอียดออกไปอีก ไปเป็นธาตุ ดินน้ำไฟลม แยกจิตใจละเอียดออกไปก็เห็นเป็นขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ แยกธาตุแยกขันธ์ออกไป

ทำไมต้องแยก ไม่แยกได้มั้ย ไม่แยกไม่ได้ การที่เราหัดแยกธาตุแยกขันธ์เนี่ย เป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ เป็นวิธีเรียนรู้ความจริง เพื่อจะมาดูว่าจริงๆแล้วตัวเราไม่มี เป็นวิธีการที่ท่่านพบน่ะ ถ้าเดินตามวิธีที่ท่านบอกแล้วจะรู้ว่าตัวเราไม่มี

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓๓ ถึงนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๑๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เมื่อจิตตื่นแล้ว ให้แยกธาตุแยกขันธ์

mp3 for download : เมื่อจิตตื่นแล้ว ให้แยกธาตุแยกขันธ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : ในขั้นของการเดินปัญญานั้นคือขั้นรู้ทุกข์ ไม่ใช่ขั้นเสพสุข พอใจเรามีความสุข ใจเราตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้ว ต้องเจริญปัญญา วิธีเจริญปัญญา ขั้นแรกสุดเลย ต้องแยกธาตุแยกขันธ์ให้เป็น ให้เห็นเลยว่า ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่ง รูปกับนามเป็นคนละอันกัน

ถ้าสมาธิเรามาก และเราชำนาญในการดูกาย แยกกายต่อไปอีก ร่างกายก็แยกเป็นธาตุ ๔ ดินน้ำไฟลม แยกธาตุออกไป

ถ้าเราชำนาญการดูจิต เรามาแยกขันธ์ จิตใจของเราไม่ใช่อยู่ลำพัง จิตใจประกอบด้วย ความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์นี้เรียกว่า เวทนาขันธ์ ความจำได้หมายรู้เรียกว่าสัญญาขันธ์ ความปรุงดีปรุงชั่วปรุงไม่ดีไม่ชั่วเรียกว่าสังขารขันธ์

จิตที่เกิดทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เรียกว่าวิญญาณ วิญญาณทางตาคือจิตที่ไปรับรู้รูป วิญญาณทางหูคือจิตที่ไปรับรู้เสียง วิญญาณทางทวารทั้ง ๖ ไม่ได้มีจิตดวงเดียว คือจิตเกิดดับทางทวารทั้ง ๖ เรียกจักขุวิญญาณจิต โสตวิญญาณจิต เป็นมโนวิญญาณ จิตเกิดทางใจ รับรู้อารมณ์ทางใจ เช่นเรื่องราวที่เราคิด

เพราะฉะนั้นจิตไม่ได้มีดวงเดียว เป็นกลุ่มเป็นกองเหมือนกัน เรียกว่า วิญญาณขันธ์ เป็นกองของวิญญาณ กลุ่มของวิญญาณ แต่เวลามันเกิด มันเกิดทีละตัว เกิดทีละดวง เรามาแยก

พอใจเราเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้ว แยกร่างกายกับใจออกจากกัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๓๘ ถึงนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๒๐) อย่าพยายามไปดึงจิตออกจากอารมณ์

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๒๐) อย่าพยายามไปดึงจิตออกจากอารมณ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : อย่าพยายามไปดึงจิตออกจากอารมณ์นะ ให้เค้าแยกของเค้าเอง อย่าไปดึงออกมา ถ้าดึงออกมานะ จิตจะแข็งทื่อเลย จิตจะไม่พอใจนะ มีความขุ่นเคืองลึกๆอยู่ เพราะถูกบังคับ เหมือนติดคุกอยู่เฉยๆ ก็ตั้งอยู่อย่างนี้ เนี่ย พอร่างกายจะเคลื่อนไหว เคลื่อนแล้ว (หลวงพ่อทำให้ดู) พยักหน้าแล้ว (หลวงพ่อทำให้ดู) เนี่ยอย่างนี้มันเกินไป

ให้รู้สบายๆ ยิ้มรู้สึกไหม ยิ้ม รู้สึกไปตัวอะไรยิ้ม เหมือนเห็นคนอื่นยิ้มเลยนะ คอยรู้สึกอย่างนี้นะ สุดท้ายมันจะเห็นเลย ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ความสุขความทุกข์ก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า กุศลอกุศลทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวเรา เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า  จิตก็ไม่ใช่ตัวเรา เพราะสั่งไม่ได้ สั่งให้สุขก็ไม่ได้ ห้ามทุกข์ก็ไม่ได้ สั่งให้ดีก็ไม่ได้ ห้ามชั่วก็ไม่ได้ แล้วจิตทำงานได้เอง วิ่งไปดูได้เอง วิ่งไปฟังได้เอง วิ่งไปคิดได้เอง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๗ วินาทีที่ ๔๖ถึง นาทีที่ ๓๘ วินาทีที่ ๔๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๙) ถ้าจิตดื้อมาก ต้องค่อยๆปลอบไปสอนไป

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๙) ถ้าจิตดื้อมาก ต้องค่อยๆปลอบไปสอนไป

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตไม่ชอบให้ใครบังคับนะ ชอบโอ้โลมปฏิโลม จิตน่ะ ค่อยๆปลอบค่อยๆสอน อย่าไปเคี่ยวเข็ญมากนัก มันไม่พอใจ แล้วมันจะดื้อเลย จิตนี้ดื้อ เวลาดื้อแล้ว ดื้อมากๆเลยนะ แบบเอาไม่อยู่เลยนะ เพราะงั้นต้องค่อยๆปลอบ ค่อยๆพูดดีๆกับเค้า

เมื่อก่อนเคยอ่านประวัติครูบาอาจารย์องค์นึง หลวงปู่ขาว ความจริงหลวงพ่อเข้าวัดทันหลวงปู่ขาวนะ แต่ไม่ได้ไปหาท่าน เพราะตอนนั้นรู้ว่าท่านอยู่ในห้องกระจกแล้ว ท่านสอนไม่ได้แล้ว ต้องไปเลือกหาครูบาอาจารย์ที่สอนได้

ในประวัติหลวงปู่ขาวเนี่ย ท่านไปภาวนาอยู่กับหลวงปู่มั่น ท่านอยู่บนเขานะ แล้วจิตท่านดื้อมากนะ ท่านด่าจิตอยู่เรื่อยๆ พอเช้าลงจากเขามา หลวงปู่มั่นก็สอน อย่าไปด่าจิตนะ จิตนั่นแหล่ะคือพุทธะ จิตเป็นของดีของวิเศษ อย่าไปด่าเค้า ค่อยๆปลอบเค้า พูดดีๆกับเค้า อ่อนโยนกับเค้า ท่านเลยหันมาเจริญเมตตา แล้วใจของท่านก็สงบ ใจสงบแล้วท่านเดินปัญญาต่อได้

อันนั้นเป็นเรื่องว่าเราอย่าไปเค้นจิตมาก เพราะนั้นเราค่อยๆสอนจิตไป เออร่างกายมันนั่งนะ เห็นไหม ใจเราเป็นคนดูอยู่ เนี่ย พูดกับมันเพราะๆนะ แต่ไม่ต้องเพราะมาก พ่อเจ้าประคุณเอ๋ยอะไรอย่างนี้ ไม่ต้องขนาดนั้นนะ มันเวอร์ไป เอาสบายๆ เห็นไหม ร่างกายกำลังยิ้ม รู้สึกไหม เนี่ย ง่ายแค่นี้เอง เห็นไหมร่างกายพยักหน้า ง่ายแค่นี้เอง ทำใจให้สบาย แล้วมันก็เห็นเอง เห็นไหมร่างกายกำลังพัด เห็นไหมร่างกายดมยาดม เห็นไหมร่างกายยิ้มอีกแล้ว เนี่ยคอยรู้สึกนะ เห็นไหมร่างกายที่เคลื่อนไหวอยู่ ใจเราไปรู้มันนะ ใจเราเป็นคนรู้ แค่นี้แหล่ะ ค่อยๆฝึกอย่างนี้แหล่ะ ส่วนความรู้สึกทางใจ ขณะนี้บางคนสงสัย รู้สึกไหมบางคนสงสัยอยู่ แล้วใจมันสงสัยขึ้นมา เราเห็นเลย ความสงสัยเป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้า ความสุขเป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้า ความทุกข์เป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้า อารมณ์อะไรเกิดขึ้นนะ ค่อยๆสอนมันไป

แต่ถ้ามันแยกแล้วนะ ไม่ต้องสอนนะ อย่าพูดมาก ธรรมดาจิตพูดมากอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปช่วยมันพูด กว่าจิตจะหยุดพูดได้ นานนะ นาน

เมื่อก่อนหลวงพ่อภาวนานะ โอ้ จิตทำไมมันพากย์ไม่เลิก ใครเคยเห็นจิตพากย์ได้บ้าง นี่ เออ เห็นไหม ยกมือแล้ว (เห็น)จิตพากย์(ว่า) โกรธแล้ว โลภแล้ว หลงแล้ว ฟุ้งซ่านแล้วนะ จิตพากย์ บ่นมันนะ เมื่อไหร่จะเลิกพากย์ซะที รำคาญ ปรากฎมันไม่เลิกหรอก ภาวนาหลายปีนะ กว่าจิตจะเลิกพูด ต้องค่อยๆฝึกไป

อย่าไปว่ามันนะ ยิ่งว่ามันยิ่งดื้อนะ จิตน่ะ ค่อยๆปลอบ ค่อยๆให้กำลังใจ เชียร์มันบ้าง ชมมันบ้าง แต่อย่าให้มันเหลิง เชียร์มากนะ กิเลสมาแล้วก็หลง ตามใจกิเลสไป อย่างนั้นเรียกว่า พาจิตเหลิงไปแล้ว ไม่เอา ขนาดนั้นไม่เอา แค่ทะนุถนอมมันหน่อย ค่อยๆปลอบมัน เออเห็นไหม ความโกรธกับจิตมันคนละอันกันนะ เวลาคนทั่วไปโกรธนะ ก็จะไปดู คนที่ทำให้โกรธ

ของเราเวลามันมีความโกรธเกิดขึ้นมานะ รู้ทัน ว่าใจมันโกรธ จะเห็นว่าโกรธกับใจเป็นคนละอันกัน แต่ถ้ายังไม่เห็น ก็ค่อยๆสอนมันไป เออ ดูสิความโกรธ เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้านะ ค่อยๆหัดอย่างนี้นะ แล้วต่อไปมันจะแยกกัน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๔ วินาทีที่ ๒๒ ถึง นาทีที่ ๓๗ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๘) ถ้าขันธ์ไม่แยก ให้ช่วยด้วยการพิจารณาในเบื้องต้นได้

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๘) ถ้าขันธ์ไม่แยก ให้ช่วยด้วยการพิจารณาในเบื้องต้นได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :ถ้าเคยมีวาสนาเก่าในทางเจริญปัญญานะ ขันธ์จะแยกเอง ถ้าขันธ์ไม่แยก ต้องช่วยให้แยก ด้วยการคิดพิจารณาให้แยก

เนี่ยแหล่ะ ตรงที่ว่าให้คิดพิจารณาเนี่ย มันมาหยุดตรงจุดตั้งต้นเท่านั้นเองนะ ถ้าเดินวิปัสสนาแล้ว จะไม่คิดหรอก วิปัสสนาแปลว่าเห็นตามความเป็นจริง วิปัสสนาไม่ใช่วิตก วิตกแปลว่าคิด แปลว่าตรึกตรอง คนละอันกันเลย

แต่เบื้องต้น บางคนต้องคิดก่อน เช่น พอทำสมาธิใจตั้งมั่นแล้วก็นิ่ง ไม่กระดุกกระดิกเลย ไม่ยอมดูกาย ไม่ยอมดูใจ ต้องน้อมมาดูกาย รู้สึกอยู่ที่ร่างกาย ที่กำลังนั่งอยู่ ร่างกายที่หายใจอยู่ ค่อยๆสอนมันไป นี่ร่างกายมันนั่งอยู่นะ ใจเป็นคนดูนะ รู้สึกไหม ร่างกายหายใจออกแล้วนะ ใจเป็นคนดู รู้สึกไหม สอนมันไปเรื่อยๆนะ ใจเย็นๆ อย่าไปสอนแบบเคร่งเครียด


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๒๗ ถึง นาทีที่ ๓๔ วินาทีที่ ๑๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๕) วิปัสสนาเบื้องต้นต้องหัดแยกธาตุแยกขันธ์

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๕) วิปัสสนาเบื้องต้นต้องหัดแยกธาตุแยกขันธ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเราแยกสิ่งเหล่านี้ได้ ก็เรียกว่า เราแยกธาตุแยกขันธ์เป็น ถ้าเต็มยศนะ แยกธาตุก็คือหมายถึง กายกับใจเนี่ยเป็นคนละอัน นี่แยกขันธ์นะ กายนี่มันก็ขันธ์นึงนะ ใจก็ขันธ์นึงต่างหาก

กายนี้แยกออกไปได้อีก เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ส่วนจิตใจนะ ก็แยกได้เป็นขันธ์อีก ๔ ขันธ์ เป็นเวทนาขันธ์ คือความรู้สึกสุขทุกข์ สัญญาขันธ์ (คือ) ความจำได้หมายรู้ สังขารขันธ์ (คือ) ความปรุงดีปรุงชั่ว วิญญาณขันธ์ (คือ) ความรับรู้อารมณ์ ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เนี่ยมันจะแยกออกมา

ถ้าแยกได้แล้ว อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าแยกได้แล้วจะเห็นไตรลักษณ์ ของแต่ละธาตุแต่ละขันธ์นั้น จะทำลายล้างความเห็นผิด ว่ามีตัวมีตนได้ จะเห็นเลย ว่ารูปไม่ใช่ตัวเรา ความสุขความทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา

ถ้าใครเห็นความสุขความทุกข์ เป็นตัวเรานะ แสดงว่าขันธ์มันยังไม่แยก แต่ถ้าขันธ์แยกแล้ว มันไม่ใช่เราสุขเราทุกข์แล้วนะ ความสุขความทุกข์ เป็นสิ่งหนึ่ง จิตอยู่ต่างหากนะ ไม่เกี่ยวกัน ความสุขความทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา ความจำได้หมายรู้ ไม่ใช่ตัวเรา ความโลภความโกรธความหลง ไม่ใช่ตัวเรา เป็นอีกสิ่งหนึ่ง

ที่จิตไปรู้เข้า จิตปรุงขึ้นมานะ แล้วก็จิตไปรู้เข้า ถ้าจิตไม่รู้ทัน สิ่งที่จิตปรุงขึ้นมา คือ ความโลภความโกรธความหลงนั่นแหล่ะ จะกลับเข้ามาปรุงแต่งจิตอีกทีนึง จิตปรุงแต่งกิเลสขึ้นมาก่อนนะ แล้วสุดท้ายกิเลส กลับมาปรุงแต่งจิตได้อีก พอกิเลสมาปรุงแต่งจิตนะ ก็คือ ขันธ์มันกลับมารวมกันนะ มันมีกูขึ้นมาอีกแล้ว มีตัวเรา ของเรา ขึ้นมาอีก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๕๓ ถึง นาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๒๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อย่าย่อท้อ ธรรมะพระพุทธเจ้าของจริง อยู่ที่ว่าเราเป็นคนจริงแค่ไหน

mp 3 (for download) : อย่าย่อท้อ ธรรมะพระพุทธเจ้าของจริง อยู่ที่ว่าเราเป็นคนจริงแค่ไหน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใครเคยเห็นความสุขความทุกข์บ้าง เห็นมั้ยว่ามาแล้วก็ไป เห็นมั้ย มันไม่ยากอะไรเลย ของง่ายๆนี่เอง เรียนรู้ไปเรื่อยนะ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงวันนึงจิตมันก็ปิ๊งขึ้นมา ยอมรับ ว่าทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรานี่ เป็นของชั่วคราว ยอมรับตรงนี้ได้นะ ความทุกข์หายไปเยอะมากเลย

ถัดจากนั้น เราก็ภาวนาของเราต่อไปนะ จนกระทั่งวันนึง มันเห็นแจ้งขึ้นไปอีก มีปัญญาเห็นจริงขึ้นไปอีก ร่างกายจิตใจเราไม่ใช่เป็นแค่ของชั่วคราว เกิดแล้วก็ดับหรอก แต่ว่าเอาเข้าจริงนะ เราบังคับมันไม่ได้ ไม่ใช่ของที่อยู่ในอำนาจเลย แล้วมันเป็นตัวอะไร มันไม่ใช่ตัวเรา เป็นตัวทุกข์ ถ้าเมื่อไหร่วันใด ที่จิตของเราเห็นแจ้งแล้ว ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ มันจะสลัดคืนกายคืนใจให้โลก

มันเป็นปรากฎการณ์ที่อัศจรรย์นะ จิตนี่มันสลัดความยึดถือในกายในใจ คืนให้โลกได้นะ มันเหมือนต่อไปนี้ ร่างกายกับตัวเรานี่ คนละเรื่องกันเลย จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา มันคืนให้โลกไปหมดเลยนะ เป็นอัศจรรย์มากเลย เป็นเรื่องที่ประหลาด ถ้าเราศึกษาปฏิบัตินะ อย่าย่อท้อซะก่อน คนที่เค้าไม่ได้ยินได้ฟัง เค้าไม่รู้วิธีปฏิบัติ ก็ส่วนนึงนะ(เป็น)ส่วนใหญ่ พวกเราเมื่อได้ยินได้ฟังได้รู้วิธีปฏิบัติแล้ว เป็นคนส่วนน้อยเต็มที

คนที่ได้ยินธรรมะแท้ๆของพระพุทธเจ้าเนี่ย เป็นคนส่วนน้อยนะ ในโลกนี้คนตั้งเยอะแยะ ในเมืองไทยคนตั้งเยอะแยะ มีคนซักกี่คน ที่เคยได้ยินเรื่องการเจริญสติรู้กายรู้ใจ ทำสติปัฏฐานอะไรนี้ พระพุทธเจ้าสอนนะ ถ้าตราบใดยังมีผู้เจริญสติปัฏฐานอยู่ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์

สติปัฏฐานนี่แหล่ะ เป็นทางสายเอก เป็นทางสายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น จากความทุกข์ทั้งปวง ท่านสอนถึงขนาดนี้

ถ้าพวกเราเป็นชาวพุทธ เราไม่รู้วิธีเจริญสติปัฏฐาน ไม่รู้วิธีรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ก็เรียกว่าเรายังไม่ได้ประโยชน์ จากพระพุทธศาสนาเท่าที่ควรหรอก นี่หลวงพ่อพึ่งไปอินเดียมานะ เห็นวัดวาอารามสมัยก่อน สร้างกันไว้ใหญ่โตมโหฬารนะ พังทลายไม่มีคนดูแล ทำไมมันสูญไปอย่างนั้น เพราะมันไม่มีชาวพุทธ

ของเรานี่ก็เหมือนกันนะ นับวันชาวพุทธแท้ๆร่อยหรอเต็มทีแล้ว มีแต่พุทธแต่ชื่อ พระพุทธเจ้าสอนอะไร ก็ไม่รู้ บอกเป็นชาวพุทธได้ยังไง คิดว่าศาสนาพุทธเป็นเรื่องพิธีกรรม ถึงปีทำบุญใส่บาตรอะไรงี้นะ นิมนต์พระมาสวด เวลาตายก็เอาศพไปวัดไปสวด คิดว่านี่คือศาสนาพุทธเหรอ คนละเรื่องเลยนะ ด้อยเกินไปนะ

งั้นเราต้องเรียน ให้ได้หลักของการปฏิบัติจริงๆ เรียนให้ได้แก่นสารของการปฏิบัติจริงๆ แล้วความทุกข์จะออกจากใจเราได้จริงๆ ธรรมะของท่านน่ะของจริงนะ อยู่ที่เราเป็นคนจริงแค่ไหน เราเป็นคนจริง ความทุกข์ออกจากใจเราจริงๆ เห็นต่อหน้าต่อตาเลย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
เมื่อ วันพุธที่ ๒๘ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๕

CD: แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
File: 551128
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๑๘ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ตราบใดที่ยังมีผู้เจริญสติปัฏฐาน โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์

mp 3 (for download) : ตราบใดที่ยังมีผู้เจริญสติปัฏฐาน โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทุกวันนี้ที่พวกเราถอดจิตมาเป็นผู้รู้ แล้วก็ขันธ์แยกออกไปนะ เห็นกายกับใจเป็นคนละอัน เห็นกิเลสกับจิตเป็นคนละอัน เห็นสุขทุกข์กับจิตเป็นคนละอัน มีนับจำนวนไม่ถูกแล้ว เยอะแยะไปหมดเลย

การที่ขันธ์แยกตัวออกไป จิตเป็นคนดู สติระลึกเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของขันธ์นะ เรียกว่าเราเจริญสติปัฏฐานอยู่นะ ที่เป็นวิปัสสนากรรมฐานด้วย ตราบใดที่มีผู้เจริญสติปัฏฐานที่เป็นวิปัสสนากรรมฐานนะ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นถ้าพวกเราเจริญอยู่เนี่ย เราเดินอยู่ในเส้นทางของพระอรหันต์

มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง รู้มันไปเรื่อย รู้แล้วหลงยินดี รู้ทัน (รู้ทันว่าหลงไปแล้ว-ผู้ถอด) รู้แล้วหลงยินร้าย รู้ทัน (รู้ทันว่าหลงไปแล้ว-ผู้ถอด) ฝึกอย่างนี้บ่อยๆนะ แล้ววันหนึ่งเราก็จะได้ธรรมะมา ได้ตั้งแต่พระโสดาฯ สกทาคาฯ พระอนาคาฯ เป็นพระอรหันต์ ตามชั้นตามภูมิของความสามารถ ความจริงจังในการปฏิบัติ

จริงจังอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปฏิบัติให้ถูกด้วย เพราะฉะนั้นหลักต้องแม่น ขยันอย่างเดียวไม่ได้ ขยันอย่างเดียวแต่ไม่รู้วิธี เขาเรียกว่า ขยันแล้วโง่ ยิ่งเตลิดเปิดเปิงหนักกว่าเก่าอีก ฉลาดอย่างเดียวไม่ขยันไม่ได้ ฉลาดอย่างเดียวแล้วไม่ขยัน ทำอะไรไม่สำเร็จ ต้องฉลาด รู้วิธีด้วย แล้วก็ขยันด้วย ถึงจะสำเร็จ ทั้งโง่ทั้งขี้เกียจ ไม่ต้องพูดถึงเลย บัวใต้น้ำใต้โคลนอะไรโน่นเลย แต่เราก็ไม่ดูถูกนะ ก่อนที่พวกเราจะเป็นบัวปริ่มน้ำอย่างทุกวันนี้ เราเป็นบัวใต้น้ำมาก่อนแล้ว เราก็ไม่ได้ดูถูกใครหรอก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันศุกร์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๕
File: 550427
ระหว่างนาทีที่ ๓๑ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๑๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เคล็ดลับในการภาวนา

mp3 (for download) : เคล็ดลับในการภาวนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


หลวงพ่อปราโมทย์ : เราจะต้องหัดแยกธาตุแยกขันธ์ให้ได้ก่อน พอใจเราเป็นผู้รู้ผู้ดูนะ งานต่อมาที่จะเดินปัญญาเนี่ยต้องแยกขันธ์ให้ได้ แยกธาตุให้ได้ ถ้าแยกธาตุแยกขันธ์ไม่ได้เดินปัญญาไม่ได้

ครูบาอาจารย์สอนเลยว่า ถ้าพิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ไม่ได้นะ อย่ามาอวดเรื่องเจริญปัญญา ไม่มีหรอก อย่างนั่งสมาธิไปแล้วก็สงบไปอะไรงี้ ขันธ์ไม่แยก ขันธ์ไม่แยกเดินปัญญาไม่ได้ นี่ขันธ์จะแยกได้ใจต้องเป็นคนดู ถ้าใจเราเป็นคนดูได้นะ มันแยกธาตุแยกขันธ์ไม่ยาก อย่างพวกเรานั่ง ขณะนี้รู้สึกมั้ย เรานั่งอยู่ เห็นมั้ยร่างกายมันนั่ง รู้สึกมั้ยร่างกายกำลังนั่งอยู่ รู้สึกมั้ยมีคนนึงเป็นคนดูเห็นร่างกายนั่งอยู่รู้สึกมั้ย หัดแยกไปงี้ หัดแยกงี้นะ

นั่งสมาธินั่งหายใจ เห็นร่างกายหายใจออก ใจเราเป็นคนดู เห็นร่างกายหายใจเข้า ใจของเราเป็นคนดู เห็นร่างกายนี้หายใจเหมือนเห็นคนอื่น เหมือนเห็นคนอื่นหายใจอยู่ ต้องหัดนะตัวนี้ ถ้าไม่หัดนะ เดินปัญญาไม่ได้ แต่ถ้าหัดก็ไม่นานนะ ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปีอะไรนี้ ต้องได้ ได้อะไรบ้างแหล่ะ

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ถ้ายังมีผู้เจริญสติปัฏฐานอยู่ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์​ เจริญสติปัฏฐานไม่ใช่นั่งคิดเรื่องกายเรื่องใจ เจริญสติปัฏฐานเนี่ยทำวิปัสสนา เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของใจ จิตเป็นคนดู เคล็ดลับของการภาวนาเนี่ย ที่ว่าเราจะได้มรรคได้ผลในชีวิตนี้หรือไม่นะ อยู่ที่จิตเรามีคุณภาพในการเป็นผู้รู้ผู้ดูจริงหรือเปล่า เป็นผู้เห็นจริงหรือเปล่า หรือเป็นผู้คิด ถ้าจิตเป็นผู้คิดทำวิปัสสนาไม่ได้ ถ้าจิตเป็นผู้ดูจิตเป็นผู้เห็นถึงจะทำวิปัสสนาได้ เพราะงั้นเราต้องมาฝึกจิตให้ตื่นขึ้นมานะ เป็นผู้รู้ให้ได้ เป็นผู้เห็นให้ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ โรงพยาบาลราชบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ธรรมเทศนานอกสถานที่ โรงพยาบาลราชบุรี
File:
541207
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๔ ถึงนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๒๖) ดูจิตไม่ได้ ให้ดูกาย ดูกายไม่ได้ ให้ทำความสงบ

ทางวิปัสสนา (๒๖) ดูจิตไม่ได้ ให้ดูกาย ดูกายไม่ได้ ให้ทำความสงบ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

โยม : นมัสการค่ะหลวงพ่อ

หลวงพ่อ : กลัวมั้ย

โยม : มากเลยค่ะหลวงพ่อ ก็หลวงพ่อเคยให้ไปดูตัวกุกกุจจะน่ะค่ะหลวงพ่อ แล้วสักช่วงประมาณต้นปีน่ะค่ะ หนูมีความรู้สึกว่า เหมือนกับหนูไม่คาดหวัง มันก็ดีขึ้นค่ะ (หลวงพ่อ : ใช่) ปฏิบัติแล้วหนูก็รู้สึก “ดีเนอะ” แต่พักนี้มันกลับมาอีกแล้วค่ะ

หลวงพ่อ :
กลับมาก็รู้ทันมันอีก ห้ามมันไม่ได้ (โยม : ค่ะ) ล้วนแต่ของห้ามไม่ได้

โยม : หนูอยากถามเรื่องรูปแบบน่ะค่ะ (หลวงพ่อ : อือ..) คือ ตอนส่งการบ้านครั้งแรกหลวงพ่อบอกว่า หนูหลงไปนาน แล้วหนูก็พอมาปรับ มันก็เพ่ง ทีนี้สักช่วงประมาณปลายปีต้นปีค่ะ หนูก็ทำในรูปแบบแล้วมัน คือมันเหมือนหลงไปในสมาธิ มันเป็นมิจฉาสมาธิใช่มั้ยคะ (หลวงพ่อ อือ..ใช่) หนูก็เลยไม่รู้ว่า..

หลวงพ่อ : พยายามรู้สึกตัวบ่อยๆนะ พยายามรู้สึกร่างกายไว้ให้มาก ร่างกายขยับเขยื้อน ร่างกายยิ้ม ร่างกายทำอะไรให้รู้สึกบ่อยๆ จิตจะมีพลังขึ้นมา

โยม : เพราะฉะนั้นหมายความว่า ช่วงเวลาช่วงนี้ หนูเหมาะจะดูกายมากกว่าดูจิต

หลวงพ่อ : ใช่ หนูคอยรู้สึกร่างกายที่กระดุกกระดิกไว้ เพราะจิตของหนูกำลังฟุ้งซ่าน มันสับสนนะ พอมันฟุ้งซ่านอยู่อย่างนี้ เราดูจิตดูใจ ดูไม่ออกแล้ว เมื่อดูจิตไม่ออกให้ดูกายไว้ก่อน

โยม : แล้วเวลาอย่างไหนที่เหมาะจะดูจิตคะ เพราะหนูก็สังเกตเหมือนกับที่หลวงพ่อเคยบอก คือบางเวลาเรารู้สึกกายดีกว่า บางเวลาเรารู้สึกกับจิตดีกว่า

หลวงพ่อ : ใช่ คือช่วงไหนดูจิตได้ให้ดูจิต (โยม : ค่ะ) ช่วงไหนดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย ช่วงไหนดูจิตก็ไม่ได้ ดูกายก็ไม่ได้ ให้ทำสมถะ มันมีแนวรุกแนวรับของมันนะ

โยม : เพราะฉะนั้นหนูทำแบบเดิมที่หลวงพ่อเคยสอนได้ใช่มั้ยคะ อีกสองเรื่องนะคะ คือหนูป่วยบ่อยน่ะค่ะ พักนี้หนูปวดหัวมาก แล้วเวลาหนูปวดหัวปุ๊บ มันดูไม่ออกน่ะค่ะ

หลวงพ่อ : หนูคอยหัดแยก แยกตั้งแต่ยัปวดน้อยๆน่ะนะ เช่น กำลังปวดนิดหน่อย อะไรอย่างนี้ ให้ดูไป ร่างกายก็เป็นอันหนึ่ง ความปวดเป็นอันหนึ่ง จิตเป็นอันหนึ่ง หัดแยก ตัวนี้ทุกคนควรทำนะ เพราะวันหนึ่ง เวลาจะตายเนี่ย ไม่แน่นี่ว่าอาจจะเจ็บมาก ถ้าเจ็บมากแล้วภาวนาไม่ไหวนะ สติแตกเนี่ย แย่เลย

โยม : ใช่ค่ะ หนูก็กลัว บางทีปวดมากๆ หนูก็กลัวไปเลย

หลวงพ่อ : เพราะฉะนั้นต้องซ้อม ต้องซ้อม

โยม : แล้วจะซ้อมได้ยังไงคะ คือ หนูปวดหัวแล้วไปบังคับไม่ได้ว่า ให้แก้ปวดหัวตอนนี้หน่อยสิ

หลวงพ่อ : ไม่ใช่ๆ ไม่ได้ฝึกให้หายปวดหัว เราปฏิบัติไม่ใช่เพื่อเอาชนะขันธ์นะ ร่างกายก็ส่วนร่างกาย ความปวดก็ส่วนความปวด จิตที่เป็นคนดู อะไรอย่างนี้ สังเกตอย่างนี้ เวลาปวดหัวขึ้นมาเนี่ย จิตไม่พอใจ รู้ ว่าจิตไม่พอใจ แค่นี้ก็หัดแยกแล้ว (โยม : แค่นี้ก็พอเลย) ให้หัดอย่างนี้ก็ได้ จิตจะสงบ พอรู้ว่าจิตไม่พอใจนะ ความไม่พอใจะดับ จิตจะสงบ พอจิตสงบแล้วจะเห็นเลย ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง ความปวดหัวอยู่อีกส่วนหนึ่ง

โยม : ก็อีกเรื่อง เรื่องสุดท้ายค่ะ คือ หนูก็ฝึกกับหลวงพ่อมาพักหนึ่งแล้วล่ะค่ะ พักนี้มันรักตัวเองมากค่ะ (หลวงพ่อ : อือ) หนูกลัวแก่ค่ะ แบบครีมมีกี่ตัวในตู้เย็น หนูก็เอามาโปะบนหน้าตลอดเลยค่ะ แล้วแบบ พอโปะเสร็จหนูก็จะรู้สึกผิดกับตัวเอง เหมือนมันเผลอไปน่ะค่ะ รู้สึก…

หลวงพ่อปราโมทย์ : หลวงพ่อถึงบอกว่า ให้หนูดูกายให้เยอะ (โยม : ค่ะ) เพราะช่วงนี้หนูรักกาย ถ้าหนูดูกายมากๆนะ หนูจะเห็นว่าร่างกายนี้ ไม่สุข ไม่สบาย ไม่สวย ไม่งาม นะ แล้วจิตจะค่อยคลายตัวที่ติดอยู่นั้นแหละ นี่แหละที่ทำให้หลวงพ่อบอกว่า ต้องดูกายนะ ช่วงนี้

โยม : เพราะฉะนั้นช่วงนี้ดูกาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ดูกายเยอะๆ แล้วต่อไปจะเห็นจิตชัด

โยม :
ขอบคุณมากค่ะ

550409.53m11-56m56

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๕๒ วินาทีที่ ๑๑ ถึง นาทีที่ ๕๖ วินาทีที่ ๕๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 1 of 3123